โรดแมปธุรกิจรีเทล “กลุ่มเจ้าสัวเจริญ” ทุ่ม 2 หมื่นล้าน ผุดศูนย์การค้า-ตลาดชุมชนทั่วกรุง

“ทีซีซีแลนด์ แอสเสท เวิรด์” บริษัทในกลุ่มทีซีซี กรุ๊ป วางแผนการลงทุนในช่วง 3 ปีนับจากนี้ ด้วยงบลงทุนกว่า 20,000 ล้านบาท สำหรับรุกสร้างศูนย์การค้าโครงการใหม่ ทั้งภายใต้แบรนด์เดิมที่มีอยู่แล้ว แต่ขยายบนทำเลใหม่ และผุดแบรนด์ใหม่ พร้อมทั้งต่อขยายโครงการเดิมให้ใหญ่ขึ้น ประกอบด้วย

– พัฒนาโครงการส่วนต่อขยาย “โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เจริญกรุง”
– สร้างโครงการ “เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เชียงใหม่” และ “เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ พัทยา”
– สร้างศูนย์การค้าแห่งใหม่ ภายใต้แบรนด์ “เกตเวย์” โดยเตรียมเปิดตัว “ศูนย์การค้าเกตเวย์ บางซื่อ” และ “เกตเวย์ ฝั่งธนฯ”
– เพิ่มพื้นที่โครงการ “เซ็นเตอร์พอยท์ ออฟ สยามสแควร์”
– พลิกโฉม “ศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์”
– เปิดศูนย์การค้าใหม่ ภายใต้ชื่อโครงการ “อเวนิว” ย่านซอยลาซาล
– ปรับโฉมใหม่ “ตะวันนา บางกะปิ” เป็น “ตะวันนา มาร์เก็ต” พร้อมทั้งขยายอีก 3 ทำเล คือ ย่านบางพลี, ย่านพระราม 2 และ ย่านฝั่งธนฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

คุณณภัทร เจริญกุล กรรมการผู้จัดการกลุ่มรีเทล บริษัท ทีซีซีแลนด์ แอสเสท เวิรด์ จำกัด เปิดเผยว่า “โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เจริญกรุง” บริษัทฯ วางแผนพัฒนาโครงการส่วนต่อขยายทั้งในส่วนของโรงแรมบนเนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ และส่วนต่อขยายของศูนย์การค้าบนเนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ โดยจะใช้งบประมาณในการพัฒนาทั้ง 2 ส่วนประมาณ 6,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการออกแบบคาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณปลายปี 2563

ด้านการขยายโครงการไปยังต่างจังหวัดนั้น ปัจจุบันอยู่ระหว่างการวางแผน ออกแบบ และพัฒนา “โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เชียงใหม่” และ “โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ พัทยา” ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในอีก 3-4 ปีข้างหน้านับจากนี้ โดยจะใช้งบในการพัฒนาประมาณ 3,000 ล้านบาทต่อโครงการ

ส่วนในด้านรูปแบบจะยังคงเน้นความเป็น “ไลฟ์สไตล์ แอนด์ เฟสติวัล มาร์เก็ต (Lifestyle and Festival market)” ซึ่งจะประยุกต์ให้เข้ากับประวัติศาสตร์ของแต่ละพื้นที่อย่างลงตัว โดยปัจจุบันได้เริ่มนำเสนอพื้นที่ในโครงการส่วนต่อขยายให้แก่เหล่ากลุ่มผู้เช่าแบรนด์ดัง อาทิ กลุ่มโชว์และกลุ่มเครื่องเล่น, กลุ่มผู้ประกอบการที่มีโรงงานผลิตที่เป็นกลุ่มสินค้าที่นักท่องเที่ยวต้องการ ซึ่งทั้งโครงการเชียงใหม่และพัทยาจะเจาะไปที่กลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวไทยซึ่งมีสัดส่วน 80% และที่เหลืออีก 20% คือกลุ่มนักท่องเที่ยวที่อาศัยอยู่ภายในจังหวัดนั้นๆ

“ในโอกาสฉลองครบรอบ 5 ปีของโครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เจริญกรุง บริษัทฯ จึงได้ทุ่มงบประมาณกว่า 150 ล้านเพื่อเนรมิตไฮไลท์การท่องเที่ยวริมน้ำแห่งใหม่ ที่กำลังจะกลายเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ล่าสุดของประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการแก่นักท่องเที่ยวได้ตั้งแต่ต้นปี 2561 เป็นต้นไป”

รุกขยายโครงการ “เกตเวย์” ที่บางซื่อ และย่านฝั่งธนฯ

ขณะที่การพัฒนาศูนย์การค้าภายใต้แบรนด์ “เกตเวย์” นั้น ในปี 2561 จะเปิดตัว “ศูนย์การค้าเกตเวย์ บางซื่อ” มูลค่า 2,500 ล้านบาทอย่างเป็นทางการ ซึ่งปัจจุบันมีแบรนด์หลักชั้นนำดำเนินการเช่าพื้นที่ขนาดใหญ่หมดแล้วโดยครอบคลุมพื้นที่กว่า 40% จากพื้นที่โดยรวม 40,000 ตารางเมตร และกำลังอยู่ระหว่างการขายพื้นที่ให้แก่ผู้เช่ารายย่อยซึ่งคาดว่าจะสามารถปล่อยเช่าได้หมดภายในกลางปี 2561

นอกจากนี้ ยังจะดำเนินการเปิดตัว “ศูนย์การค้าเกตเวย์ ในย่านฝั่งธน” เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งแห่ง ภายใต้งบลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท โดยมีพื้นที่ปล่อยเช่ากว่า 33,000 ตารางเมตร เพื่อรองรับการขยายตัวของชุมชนในย่านดังกล่าวที่มีภาพรวมความต้องการในแบบ one stop service ใกล้เคียงกับย่านเอกมัย และบางซื่อ

เพิ่มพื้นที่ “ศูนย์การค้าเซ็นเตอร์พอยท์ ออฟ สยามสแควร์”

คุณณภัทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า อีกหนึ่งความสำเร็จของบริษัทฯ ก็คือ “ศูนย์การค้าเซ็นเตอร์พอยท์ ออฟ สยามสแควร์” ที่ปัจจุบันมีจำนวนทราฟฟิคเพิ่มสูงถึง 60,000 คนต่อวัน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 100% จากช่วงก่อนปรับโฉม สืบเนื่องจากการปรับพื้นที่ทั้งภายในและบริเวณรอบอาคารศูนย์การค้าฯ ให้เป็นทางเลือกใหม่ที่มีศักยภาพสูงกลางสยามสแควร์ เพื่อรองรับการจัดกิจกรรมทางการตลาดอย่างเต็มรูปแบบ ท่ามกลางกระแสตอบรับจากแบรนด์ชั้นนำที่หมุนเวียนเข้ามาใช้พื้นที่จัดกิจกรรมจำนวนมาก

โดยพื้นที่ที่ปรับเพิ่มประกอบด้วย ประกอบด้วย พื้นที่โถงบริเวณชั้น 4 หรือ Co-Here Space พื้นที่จัดกิจกรรม มีเนื้อที่รวม 250 ตารางเมตร ใช้งบประมาณในการปรับพื้นที่กว่า 1 ล้านบาท รองรับได้ประมาณ 120 – 150 คน และพื้นที่จัดกิจกรรมการตลาดรอบอาคารศูนย์การค้าฯ “Co-On ground” บริเวณสยามสแควร์ซอย 3 และซอย 4 ซึ่งพร้อมรองรับการเปิดตัวสินค้าใหม่ หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ มีเนื้อที่รวม 146 ตารางเมตร ใช้งบประมาณในการปรับพื้นที่ราว 2 ล้านบาท”

ฟื้น “ศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์” กลับมายืนบน 3 จุดขาย

สำหรับ “ศูนย์การค้าพันธุทิพย์” จะเน้นการต่อยอดความแข็งแกร่งใน 3 มิติ ประกอบด้วย ด้านเกมมิ่ง, ด้านโซลูชัน และด้านไลฟ์สไตล์ไอที โดยได้ดำเนินการปรับโฉมพร้อมเปิดตัวไปแล้ว 2 สาขาคือ ประตูน้ำและเชียงใหม่ ส่วนสาขางามวงศ์วานและบางกะปิอยู่ระหว่างการปรับโฉมและกำลังจะนำเกมมิ่งเข้าไปเสริมความแข็งแกร่งเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า เนื่องจากในย่านดังกล่าวไม่มีศูนย์การค้าที่สามารถเติมเต็มในด้านดังกล่าวเลย

เปิดศูนย์การค้าใหม่ “อเวนิว” ย่านลาซาล – ปรับโฉม “ตะวันนา บางกะปิ” พร้อมเปิดเพิ่มอีก 3 แห่ง

นอกจากนี้ ประมาณไตรมาส 1 ปี 2561 บริษัทฯ จะเปิดตัวศูนย์การค้าแบรนด์ใหม่ “อเวนิว (Avenue)” โดยสาขาแรกจะพัฒนาในย่านซอยลาซาล ที่มีทั้งซุปเปอร์มาร์เก็ต, ร้านอาหาร และบริการที่เข้าถึงได้ง่าย โดยหนึ่งไฮไลท์ของศูนย์ฯ คือการเปิดตัวร้านยูนิโคล่ โรดไซท์ (Uniqlo Road Site) แห่งแรกๆ ในไทย และวางแผนจะขยายการพัฒนาศูนย์การค้าภายใต้แบรนด์อเวนิวอย่างต่อเนื่องไปตลอด 3 ปีนับจากนี้

และล่าสุดบริษัทฯ ได้ยกระดับโครงการ “ตลาดนัดตะวันนา บางกะปิ” และเปลี่ยนแบรนด์ให้กลายเป็น “ตะวันนา มาร์เก็ต” เพื่อพัฒนาสู่การเป็น “ตลาดชุมชน” ที่ตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างแท้จริง สร้างมาตรฐานการบริการใหม่ และเป็นตลาดชุมชนที่มีแบรนด์หลักชั้นนำเช่นเดียวกับในศูนย์การค้าหรือคอมมิวนิตี้มอลล์ อาทิ ซุปเปอร์มาร์เก็ต, แฟชั่นเสื้อผ้ารายใหญ่, โรงภาพยนตร์, มีศูนย์ซ่อมขนาดใหญ่ เป็นต้น

โดยบริษัทฯ จะดำเนินการพัฒนาโครงการ “ตะวันนา มาร์เก็ต” พร้อมกัน 3 ทำเล ประกอบด้วย ย่านบางพลี บนที่ดิน 50 ไร่ ใช้เงินลงทุนประมาณ 600 ล้านบาท, ย่านพระราม 2 บนที่ดิน 35 ไร่ ใช้เงินลงทุนประมาณ 900 ล้านบาท และ ย่านฝั่งธนฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บนที่ดิน 10 ไร่ ใช้เงินลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท

“การลงทุนกว่า 20,000 ล้านบาทของ ทีซีซีแลนด์ แอสเสท เวิรด์ ในครั้งนี้ จะเป็นการสร้างมิติใหม่ให้แก่วงการธุรกิจรีเทลในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นโมเดลของตลาดชุมชนที่ผสานความลงตัวระหว่างผู้เช่ารายใหญ่และผู้เช่ารายย่อย จะสามารถดึงดูดความสนใจของคนได้อย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดการเติบโตในระยะยาว

การที่บริษัทฯ พัฒนาแพลตฟอร์มศูนย์การค้าที่หลากหลายแบรนด์ขึ้นนั้น เกิดจากการเติมเต็มความต้องการของกลุ่มลูกค้าในปัจจุบันที่ต้องการแสวงหาความแตกต่าง ไม่จำเจ แต่ต้องตอบโจทย์ความต้องการได้โดยตรง จึงทำให้เกิด segmentation marketing ที่เน้นทำตลาดแบบเจาะกลุ่ม

เมื่อมีเป้าหมายที่ชัดเจน จะยิ่งทำให้สามารถกำหนดทิศทางธุรกิจได้เฉียบคมยิ่งขึ้น และทุกครั้งที่เรามีที่ดินที่พร้อมจะพัฒนา บริษัทฯมีความเชื่อมั่นว่า เราเป็น “The Most Diversify Developer” เนื่องจากเราสามารถเลือกแบรนด์ที่เหมาะสมเข้าไปใส่ได้ทันทีและปรับให้ตรงความต้องการของคนในย่านดังกล่าวให้ดีและเหมาะสมที่สุด” คุณณภัทร กล่าวสรุป