ดีแทค #ดีทั่วดีถึง ไอเดียเจ๋งเปลี่ยนบิลบอร์ดโฆษณาธรรมดา จับพ่อค้าแม่ค้าเป็นพรีเซนเตอร์ดันยอดขายช่วงโควิด

เป็นหนึ่งแคมเปญที่กำลังมาแรงและน่าจับตามอง สำหรับ #ดีทั่วดีถึง วิธีสื่อสารถึงศักยภาพอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง บนคลื่นใหม่ 700 MHz ของดีแทค ที่ฉีกกฏสื่อสารการตลาดเดิมๆ ของ จากก่อนหน้ามักจะพูดถึง Key Message หลักของสินค้าหรือแคมเปญ นั้นๆ โดยในกลุ่ม Telecom คงหนีไม่พ้นเรื่อง ความเร็ว ความแรงของสัญญาณ 4G / 5G ออกมาตรงๆ  แต่ยากที่จะจับต้องหรือเปรียบเทียบความแตกต่างของสัญญาณจากแต่ละ Operators ได้  หรือส่วนใหญ่จะเลือกใช้พรีเซ็นเตอร์ชื่อดังและสื่อสารจากมุมของแบรนด์เป็นหลัก ขณะที่  #ดีทั่วดีถึง กลับเลือกที่จะใช้คนธรรมดาอย่างพ่อค้าแม่ค้าที่เป็นผู้ใช้งานตัวจริง มาขึ้นบิลบอร์ดเพื่อเป็นพรีเซ็นเตอร์ และพูดถึงประสบการณ์ตรงจากการใช้งานด้วยตัวเอง เพื่อช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและสร้าง Impact ให้เข้าถึงคนทั่วไปได้มากกว่า

- Advertisement -

เปลี่ยนบิลบอร์ดธรรมดา…ช่วยพ่อค้าแม่ค้าท้องถิ่น

แคมเปญครั้งนี้โปรโมตคลื่นใหม่ 700 MHz จากดีแทคได้อย่างเนียนๆ เพราะการเลือกพ่อค้าแม่ค้าจากร้านซิกเนเจอร์ในจังหวัดหัวเมืองต่างๆ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ แสดงถึงการมีสัญญาณครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ รวมทั้งยังเข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันที่ทุกคนล้วนได้รับเอฟเฟ็กต์จากโควิด -19 ทั้งต่อชีวิตความเป็นอยู่และหนทางทำมาหากิน โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าที่บาดเจ็บสาหัส เพราะไม่สามารถเปิดร้านได้ตามวิถีปกติ ต้องปรับรูปแบบการทำมาหากินมาสู่วิถีใหม่แบบ New Normal เพื่อฝ่าฟันวิกฤติครั้งนี้ ซึ่งการปรับตัวมาสู่ช่องทางออนไลน์นั้น จำเป็นต้องอาศัยประสิทธิภาพของสัญญาณอินเตอร์เน็ตที่ทั้งเร็ว ทั้งแรง เพื่อให้สามารถสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างลื่นไหลไม่สะดุด  ขณะเดียวกันยังสร้าง Value จากบิลบอร์ดที่เคยมีหน้าที่ในการขายของเพียงอย่างเดียว มาเป็นเครื่องมือสร้างความผูกพันธ์ให้แบรนด์ จากการสนับสนุนร้านค้า Local ในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งในอนาคตคนเหล่านี้อาจจะกลายเป็นกระบอกเสียงสำคัญให้กับแบรนด์ได้อีกทางหนึ่งด้วย

ส่วนการวาง Campaign Journey ก็เลือกผสมผสานการใช้สื่อทุกช่องทางอย่างบูรณาการทั้ง On Air Online และ On Ground โดยยังคงวางน้ำหนักส่วนใหญ่ทั้งคอนเทนต์และเครื่องมือที่ใช้ไว้ในฝั่งของออนไลน์เป็นหลัก เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค รวมทั้งสถานการณ์ที่คนส่วนใหญ่อยู่ในช่วง Work From Home ลดการเดินทางออกไปทำงานหรือการทำกิจกรรมนอกบ้านลงแต่ใช้เวลาบนโลกออนไลน์เพิ่มมากขึ้น เริ่มตั้งแต่การจุดพลุให้แคมเปญผ่านรายการทีวีต่างๆ  เพื่อปูทางสู่ Hero Content ในช่องทางออนไลน์ ที่เลือกพ่อค้าแม่ค้าธรรมดาทั่วไปแต่เป็นผู้ใช้งานตัวจริงมาขึ้นบิลบอร์ดเป็นพรีเซ็นเตอร์เพื่อยืนยันประสิทธิภาพดีทั่วดีถึงของคลื่นใหม่ 700 MHz จากดีแทค

ประกอบกับการทำตลาดแบบ Local Marketing ด้วยการใช้ภาษาท้องถิ่นตามแต่ละพื้นที่ ทำให้ได้รับความสนใจและเจาะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้จริง ทั้งจากพรีเซ็นเตอร์ที่เป็นคนคุ้นเคย รวมทั้งข้อความสื่อสารที่ให้ความรู้สึกถึงความเป็นคนบ้านเดียวกัน ก่อนจะโพสต์ภาพบิลบอร์ดลงในสื่อโซเชียลทั้งในเพจของร้านนั้นๆ รวมทั้งในเพจหลักของดีแทคเองด้วย จึงได้รับความสนใจกลายเป็นกระแสบนโลกออนไลน์ และถูกพูดถึงแบบปากต่อปากในเวลาอันรวดเร็ว

รวมไปถึงการต่อยอดคอนเทนต์ถ่ายทอดเรื่องราว การต่อสู้ การปรับตัวของเหล่าพ่อค้าแม่ค้าในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการปรับตัวจนสามารถก้าวข้ามวิกฤติได้ในที่สุด โดยเลือกสื่อท้องถิ่นที่เข้าถึงคนในพื้นที่จริงๆ มาทำหน้าที่ในการนำเสนอเนื้อหา รวมทั้งการครีเอทคอนเทนต์ที่เชื่อมโยงกันได้ อย่างการรีวิวอาหารจากร้านซิกเนเจอร์เหล่านี้ หรือการใช้กลุ่ม Macro Influencer เข้ามาช่วยตอกย้ำกระแสเพื่อให้แคมเปญถูกพูดถึงไปในวงกว้างได้มากขึ้น พร้อมการเชื่อมแคมเปญจากออนไลน์มาสู่ออนกราวด์  ด้วยการนำภาพบิลบอร์ดที่เคยโพสต์อยู่เฉพาะแค่ในโลกโซเชียลมาสู่การขึ้นบิลบอร์ดจริงๆ ในพื้นที่สำคัญของแต่ละจังหวัด ยิ่งเพิ่มความสนใจจากผู้คนที่พบเห็น รวมทั้งช่วยดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ไปที่ร้านเพิ่มมากขึ้นด้วย นอกจากนี้nยังมีโฆษณา TVC ออกมาสมทบ เพื่อสร้างการรับรู้แคมเปญในภาพใหญ่ทั่วประเทศอีกด้วย

3 เคสพรีเซนเตอร์เรียลๆ #ดีทั่วดีถึง

ความสำเร็จของแคมเปญครั้งนี้จึงเกิดขึ้นในหลายมิติ ทั้งการโปรโมทศักยภาพคลื่นใหม่ 700 MHz  รวมทั้งการตอกย้ำความแข็งแรงของแบรนด์ดีแทคในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง Brand Awareness, Brand Engagement หรือลงลึกไปจนถึงระดับ Brand Love หรือ Brand Advocacy แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ การเป็นแบรนด์ที่ร่วมอยู่เคียงข้างลูกค้า และพร้อมช่วยกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าฝ่าฟันจนสามารถก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาวิกฤติมาได้ จากร้านที่ยอดขายลดลง หรือบางรายมีรายได้เป็นศูนย์ ขณะที่ภาระต่างๆ ยังต้องรับผิดชอบ การเป็นส่วนหนึ่งใน #ดีทั่วดีถึง จึงช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าทั่วประเทศมีช่องทางในการสร้างรายได้เพิ่มมากขึ้น และสามารถขยายฐานลูกค้าไปได้กว้างมากกว่าเดิม เพิ่มโอกาสต่อสายป่านธุรกิจจนสามารถฟื้นตัวกลับมาแข็งแรงได้อีกครั้ง

โดยมีเสียงการันตีความสำเร็จจากเหล่าพ่อค้าแม่ค้าที่ร่วมแคมเปญครั้งนี้อย่าง คุณป๋อมแป๋ม แห่งร้าน “ตี๋น้อยก๋วยเตี๋ยวเรือ” พรีเซ็นเตอร์ดังขวัญใจเด็ก มช. เพราะให้บริการสาขาแรก ที่ตลาดหลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มาแล้ว กว่า 13 ปี  ด้วยจุดเด่นที่ความหลากหลายของเมนูนรก ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของร้าน รวมทั้งเมนูก๋วยเตี๋ยวและเมนูอื่นๆ พร้อมสร้างความแตกต่างด้วยการไม่ใส่ผงชูรส ทำให้ลูกค้าติดใจรสชาติความอร่อย แต่ได้รับผลกระทบหนักในช่วงโควิด-19 ยอดขายลดลงจนตั้งตัวไม่ทัน จึงเริ่มใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียเข้าถึงลูกค้า และเข้าร่วมแคมเปญ #ดีทั่วดีถึง ทำให้ร้านได้รับความสนใจและมียอดขายเพิ่มขึ้น จนผ่านสถานการณ์วิกฤติมาได้ ทำให้รู้สึกขอบคุณดีแทคที่เข้ามาช่วยเหลือร้านค้าเล็กๆ ให้รอดพ้นจากวิกฤติโควิด-19 มาได้  

“คุณวันทา พรมแก้ว” เจ้าของคาเฟ่ ร้านบ้านเลขที่ 9  ใน จ.นครศรีธรรมราช ก็เป็นอีกหนึ่งเสียงที่มาช่วยยืนยันว่าการเป็นส่วนหนึ่งในแคมเปญ #ดีทั่วดีถึง ช่วยเพิ่มยอดขายให้กับร้านได้อย่างมาก เพราะแม้ร้านจะตั้งอยู่ในทำเลที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาตลอด โดยเฉพาะผู้คนที่ศรัทธา “ไอ้ไข่” ก็มักจะแวะเวียนไปใช้บริการที่ร้านเป็นประจำ แต่ในช่วงสถานการณ์โควิดที่ผ่านมา ร้านได้รับผลกระทบหนักเช่นเดียวกัน ยอดขายลดลงจนไม่คุ้มกับต้นทุนที่มี แต่เมื่อได้เป็นพรีเซ็นเตอร์ให้ดีแทค คนก็สนใจมากขึ้น รวมทั้งดีแทคยังช่วยโปรโมทร้านและทำโปรโมชั่นร่วมกับทางร้านอีกด้วย จึงช่วยกระตุ้นยอดขายและทำให้ร้านเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม จนสถานการณ์ต่างๆ ภายในร้านเริ่มกลับมาดีขึ้นในที่สุด

ต้องถือว่า #ดีทั่วดีถึง เป็นแคมเปญสื่อสารการตลาดแนวใหม่ที่สามารถเข้าถึงทั้งกลุ่มผู้ใช้งานเดิมรวมทั้งประชาชนวงกว้างได้จริง และยังตอบโจทย์วัตถุประสงค์หลักในการขยายคลื่นใหม่ 700 MHz ของดีแทค ที่ต้องการยกระดับการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้อย่างมีประสิทธิภาพและเพิ่มทักษะด้านดิจิทัลให้คนไทย โดยเฉพาะการเป็นเครื่องมือสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้คนไทยทุกคนได้อย่างเท่าเทียมกัน แม้ในช่วงวิกฤติก็พร้อมอยู่เคียงข้างจนสามารถก้าวข้ามผ่านสถานการณ์ที่ยากลำบากไปได้  ซึ่งนอกจากจะสร้าง Deep Engagement และความ Loyalty ที่มากขึ้นสำหรับผู้ที่เป็นลูกค้าอยู่แล้ว ยังเป็นโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ ในอนาคตได้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย