HomeBrand Move !!รู้จักแฟรนไชส์  KFC  ในไทย 3 ขุมกำลังหลัก เบื้องหลังความสำเร็จผู้นำตลาด (ไก่ทอด) เมืองไทย 

รู้จักแฟรนไชส์  KFC  ในไทย 3 ขุมกำลังหลัก เบื้องหลังความสำเร็จผู้นำตลาด (ไก่ทอด) เมืองไทย 

แชร์ :

สะเทือนตลาดไก่ทอดมูลค่ากว่า 2.76 หมื่นล้านบาทครั้งใหญ่ หลัง Bloomberg รายงานถึงข่าวใหญ่ในแวดวง QSR เมืองไทย ถึงการที่ “ไทยเบฟ” พิจารณา ทางเลือกในการขายสิทธิ์แฟรนไชส์ร้าน “เคเอฟซี” (KFC) ในประเทศไทย เบื้องต้นได้แต่งตั้งให้ Bank of America (BofA) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน เพื่อสำรวจความสนใจจากนักลงทุนที่อาจเข้าซื้อกิจการ อย่างไรก็ตาม กระบวนการดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณา และท้ายที่สุดอาจไม่มีการซื้อขายเกิดขึ้นจริงก็เป็นได้  ‘ไทยเบฟ’ เพื่อปรับพอร์ตธุรกิจ

THINK THAILAND : NEXT LEVEL

Santos Or Jaune

กระแสข่าวดังกล่าวสร้างความสนอกสนใจให้ผู้บริโภค ตลอดจนนักลงทุนไม่น้อย เพราะด้วยระยะเวลาเพียง 9 ปีในการถิอสิทธิ์ ที่สามารถสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดดให้แก่แบรนด์ เหตุใดไทยเบฟ จึงต้องมองหาโอกาสการขายสิทธิ์แฟรนไชส์ออกไป

หากย้อนดูแนวทางการดำนเนินธุรกิจปัจจุบัน KFC ในประเทศไทย มีรูปแบบการทำตลาดโดยโมเดล “Multi-Franchisee” ผ่าน 3 ผู้ได้รับสิทธิ์หลัก (Franchisee) ได้แก่ QSA ,CRG และ RD โดยมี ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ Yum! เป็นเจ้าของแฟรนไชส์หลัก (Franchisor) ที่คอยคุมภาพลักษณ์แบรนด์ การตลาด และมาตรฐานสินค้า ได้แก่ 

 

ส่อง 3 ขุมกำลัง เบื้องหลัง KFC ทะยานผู้นำตลาด (ไก่ทอด) เมืองไทย 

1.บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) หนึ่งในผู้นำธุรกิจร้านอาหารเครือเซ็นทรัล (Central Plaza Hotel บริษัทในเครือเซ็นทรัล กรุ๊ป) ของตระกูล “จิราธิวัฒน์” ปัจจุบันดูแลอยู่กว่า 350 สาขา 

  • เป็นแฟรนไชส์รายแรกของ KFC ในไทย (เริ่มตั้งแต่ปีพ.ศ. 2527 สาขาแรกที่เซ็นทรัลลาดพร้าว)  มีจุดแข็งคือการเน้นสาขาในห้างสรรพสินค้าเครือเซ็นทรัล, โรบินสัน และห้างในเครืออื่นๆ
  • มีจุดแข็งด้านบัตรสมาชิก The 1 Card และการทำโปรโมชั่นร่วมกับธุรกิจอื่นๆ ในเครือเซ็นทรัล

2. บริษัท เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด (QSA) บริษัทย่อยในเครือไทยเบฟ ของ “เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี” เป็นผู้ดูแลสาขามากที่สุดกว่า 500 แห่ง เป็นผู้รับสิทธิ์แฟรนไชส์เคเอฟซีรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย 

  • เข้ามาซื้อสิทธิ์ต่อจาก “ยัมเรสเทอรองตส์” ในปี 2560 (ยัมขายร้านที่บริหารเองทั้งหมดออกไปเพื่อให้เป็นระบบแฟรนไชส์ 100%) 
  • เน้นขยายสาขาในห้างค้าปลีก (เช่น Lotus’s, Big C), สถานีบริการน้ำมันและร้านแบบ Standalone ที่เปิด 24 ชั่วโมงสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดดจนสาขามากที่สุดกว่า 500 แห่ง
  • มีความแข็งแกร่งด้าน Logistics และระบบหลังบ้านจากเครือไทยเบฟ

3.บริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (RD) กลุ่มทุนที่เชี่ยวชาญด้านธุรกิจร้านอาหาร ดูแลสาขาอยู่กว่า 250 แห่ง 

  • ได้รับสิทธิ์บริหารในปี 2559 และแม้ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีข่าวเรื่องการประกาศขายสิทธิ์บริหารของ RD อยู่เป็นระยะเนื่องจากกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมต้องการ Exit ตามรอบการลงทุนแต่ปัจจุบันก็ยังคงบริหารจัดการสาขาอย่างต่อเนื่อง

ย้อนรอยเส้นทาง KFC ในมือ “ไทยเบฟ”

ไทยเบฟ  ได้รับสิทธิ์บริหารแฟรนไชส์ KFC ผ่านบริษัทย่อยที่ชื่อว่า บริษัท เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด (QSR of Asia) โดยได้เข้าซื้อกิจการมาถึง 240 สาขาในขณะนั้น ด้วยมูลค่ากว่า 340 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 11,300 ล้านบาท)

ก่อนจะสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดดจนกลายมาเป็นหนึ่งในแบรนด์เรือธงให้แก่ทางกลุ่ม เทียบเคียงโออิชิ พร้อมขยายสาขาครอบคลุม 500 สาขาทั่วประเทศ 

หนึ่งในสูตรสำเร็จการทำตลาดตลอดช่วงที่ผ่านมาของ “ไทยเบฟ” คือการทำงานร่วมกับยัมฯ ในการ Synchronous และ Collaborate อาหารและเครื่องดื่มในเครือ  โดยมีการส่งเครื่องดื่มโออิชิเข้าไปใน KFC ,การเติมเบียร์เข้าไปในร้าน  ,การเปิดตัว KFC Café by SO COFFEE ตลอดจนสถานีชาร์จอีวี (ในบางสาขา) เพื่อตอบโจทย์และ Occasion ในการบริโภคใหม่ๆ ที่สร้างการเติบโตได้เป็นอย่างดี

การที่นโยบายของบริษัทแม่อย่าง ยัมฯ ที่ต้องการแบ่งการบริหารสิทธิ์ของผู้ถือแฟรนไชส์รายใหญ่ออกเป็น 3 ราย ประกอบด้วย บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด หรือ CRG, บริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด หรือ RD และบริษัท เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด หรือ QSA เพื่อบาลานซ์การทำตลาดในไทย และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน

 


แชร์ :

You may also like