“JollyBears x KitoLAB” เปิดตัว “รองเท้าแตะลายหมี” กรณีศึกษาการทำ Collaboration ข้ามธุรกิจ! เมื่อโลกการตลาดไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้

JollyBears x KitoLAB

กลยุทธ์ Collaboration ไม่มีกฎตายตัวว่าการผนึกกำลังกันระหว่างสองแบรนด์ ต้องมาจากกลุ่มธุรกิจเดียวกัน หรือต้องมีความเชื่อมโยงกันเสมอไป หากแต่สามารถจับมือข้ามกลุ่มธุรกิจได้เช่นกัน หากความร่วมมือนั้น ต่างฝ่ายต่างมีจุดแข็ง และสร้าง Win-Win ให้กับทั้งสองฝ่าย

- Advertisement -

ยิ่งโลกการตลาดทุกวันนี้ ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ ทำให้ล่าสุดเราได้เห็นการทำ Collaboration ระหว่างสองแบรนด์ไทยที่อยู่กับคนไทยมานาน คือ แบรนด์ขนมเยลลี่รสผลไม้ JollyBears” (จอลลี่ แบร์) กับแบรนด์รองเท้า Kito” (กีโต้) เปิตตัว “รองเท้าแตะลายหมี” ความร่วมมือครั้งนี้ ทำให้เห็น Movement ทางการตลาดของทั้งสองแบรนด์ที่น่าสนใจคือ

JollyBears แบรนด์ขนมเยลลี่ที่ไม่ค่อยทำการตลาดมากนัก แต่เน้นใช้กลยุทธ์ Push Strategy เป็นหลัก คือ ผลักดันสินค้าเข้าช่องทางขายทั่วประเทศ ทั้งร้านค้าปลีกดั้งเดิม และ Modern Trade

ในช่วงกว่า 2 – 3 ปีมานี้ เราได้เห็น JollyBears ลุกขึ้นมาทำการตลาดมากขึ้น ทั้งการออกรสชาติใหม่ เช่น รสซุปเปอร์ซาวร์ นำรสยอดนิยมอย่างรสสตรอเบอร์รี่ และแอปเปิ้ลเขียว มาแพคขายแยกรสโดยเฉพาะ จากเดิมใน 1 ถุงจะรวมทุกรส รสแตงโม รสลิ้นจี่ รวมทั้งทำแคมเปญการตลาด และสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์

ส่วนทางด้าน Kitoได้รีแบรนด์ พร้อมทั้งปรับภาพลักษณ์ใหม่ และใส่ความเป็นแฟชั่นมากขึ้น เพื่อเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ และดึงความสนใจของผู้บริโภค ท่ามกลางการแข่งขันด้านราคารุนแรง และผู้บริโภคมีทางเลือกหลากหลาย ซึ่งนอกจากรีแบรนด์แล้ว ยังเป็นการปั้น Sub-brand KitoLAB สำหรับสร้างสรรค์รองเท้าคอลเลคชั่นพิเศษ ด้วยการจับมือกับแบรนด์ในกลุ่มธุรกิจต่างๆ

ก่อนหน้านี้ KitoLAB เคยจับมือกับแบรนด์แฟชั่น ISSUE, DAPPER, MY MATE NATE ซึ่งเป็น YouTuber ชาวสหรัฐที่มาดังในไทย และล่าสุดกับ JollyBears ทำออกมา 4 สีคือ สีเทา แดง เขียว ดำ ราคา 390 บาทต่อคู่ โดยเปิดให้พรีออเดอร์ ระหว่างวันที่ 1 – 10 กรกฎาคมนี้ หลังจากจบพรีออเดอร์ ประมาณ 45 วัน จะได้รับรองเท้า

การทำ Collaboration ครั้งนี้ อาจดูแหวกแนว เพราะเป็นการจับมือกันระหว่างแบรนด์ขนม กับแบรนด์รองเท้า ซึ่งอยู่คนละประเภทธุรกิจ แต่ตามที่กล่าวข้างต้น หากความร่วมมือนั้น ต่างใช้จุดแข็งกันและกัน เพื่อสร้าง Win-Win ให้กับทั้งสองฝ่ายที่นำไปสู่การสร้าง “คุณค่าเพิ่ม” ให้กับแบรนด์สองฝ่าย และสร้าง “ประสบการณ์แปลกใหม่” หรือ “Wow! Experience” ให้กับผู้บริโภค อะไรก็ไปได้ทั้งนั้น!

จุดแข็งของ “JollyBears” และ Win ที่จะได้รับคือ

– ทั้งแบรนด์ โลโก้ และคาแรคเตอร์ลายหมีของ JollyBears เป็น Asset ที่แข็งแกร่ง เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง ใครเห็นก็จดจำได้ และเป็นแบรนด์ขนมที่มีฐานลูกค้าจำนวนมาก

– ความร่วมมือกับ KitoLAB ครั้งนี้จึงต่อยอด Asset ที่ JollyBears มี ไปสู่การยกระดับแบรนด์ไปอีกขึ้น ให้มีความเป็นไลฟ์สไตล์มากขึ้น และนำแบรนด์เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันในผู้บริโภคกลุ่มต่างๆ เช่น ฐานลูกค้าเก่าของ JollyBears ที่ครั้งหนึ่งเมื่อสมัยวัยเด็ก หรือวัยรุ่นเคยบริโภคเยลลี่นี้อยู่บ่อยครั้ง แต่วันนี้เข้าสู่วัยทำงานแล้ว อาจห่างหายจากแบรนด์นี้ไป ได้กลับมามี Engagement อีกครั้ง

จุดแข็งของ “KitoLAB” และ Win ที่จะได้รับคือ

Kito โลดแล่นอยู่ในตลาดรองเท้าลำลองมายาวนาน ย่อมมีทั้งความเชี่ยวชาญด้านการผลิต และช่องทางการจัดจำหน่าย ดังนั้น ความร่วมมือกับ JollyBears ในการนำโลโก้ และคาแรคเตอร์หมี มาทำเป็นลวดลายบนรองเท้า ไม่เพียงแต่ได้รองเท้าคอลเลคชั่นใหม่ของ KitoLAB เท่านั้น แต่ในเวลาเดียวกันยังสร้างประสบการณ์ Wow! ให้กับผู้บริโภค และเป็นกลยุทธ์ช่วยขยายฐานกลุ่มลูกค้าใหม่ได้อีกทาง