ผ่าแผน “เมืองไทยประกันชีวิต” จัดทัพใหม่ ตั้ง “ดร.สุธี โมกขะเวส” นั่ง MD ปั้น S-Curve ต่อยอดธุรกิจให้เป็นมากกว่าประกันชีวิต

นับตั้งแต่ปี 2547 ที่ คุณสาระ ล่ำซำ นั่งควบตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการของ “เมืองไทยประกันชีวิต” หรือ “MTL” ต้องเรียกว่าผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายครั้ง แต่เขาก็สามารถนำองค์กรก้าวข้ามทุกวิกฤตมาได้ ทั้งยังปรับกระบวนท่าทางธุรกิจไม่หยุด จนสามารถขยับส่วนแบ่งการตลาดจากอันดับ 8 ขึ้นมาเป็นบริษัทประกันชีวิตอันดับต้นๆ ของไทย

- Advertisement -

ถึงวันนี้ 17 ปีที่นั่งควบ 2 ตำแหน่งนี้ คุณสาระ ขอจัดทัพองค์กรครั้งสำคัญ เพื่อรับศึกตลาดประกันชีวิตที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ด้วยการแต่งตั้ง “ดร.สุธี โมกขะเวส” เป็นกรรมการผู้จัดการคนใหม่ เพื่อชิงโอกาสสร้าง New S-Curve ใหม่ต่อยอดธุรกิจประกันชีวิตให้เติบโตได้อย่างแข็งแกร่งต่อไป ซึ่งโอกาสใหม่ที่เขาเห็นนั้น คืออะไร และจะทำให้ภาพของเมืองไทยประกันชีวิตจากนี้ไปเป็นอย่างไร มาค้นหาคำตอบกัน

ได้เวลาดันลูกหม้อ ต่อยอดธุรกิจให้เป็นมากกว่าประกันชีวิต

จากบริษัทประกันชีวิตเล็กๆ ที่ก่อตั้งเมื่อปี 2494 จาก “คุณจุลินทร์ ล่ำซำ” และพี่น้อง “ตระกูลล่ำซำ” ที่ร่วมกันปลุกปั้น “เมืองไทยประกันชีวิต” จนกลายเป็นบริษัทประกันชีวิตที่ทันสมัยและครองใจคนไทยมายาวนาน ซึ่งแต่เดิมประกันชีวิต อาจมีภาพลักษณ์เข้าถึงยาก เพราะคนมองไม่เห็นความจำเป็น ทายาทรุ่นที่ 2 อย่าง คุณโพธิพงษ์ ล่ำซำ เริ่มเข้ามาพัฒนาและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการประกันชีวิตว่าเป็นหาทางหนึ่งที่จะช่วยในเรื่องความมั่นคงได้ จนธุรกิจขยับขยายและเติบโตขึ้น ก่อนจะส่งไม้ต่อให้ทายาทรุ่นที่ 3 คุณสาระ ล่ำซำ ที่เข้ามาพลิกโฉมธุรกิจประกันชีวิต พร้อมๆ กับสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์ของผู้คนในแต่ละยุคมาจนถึงปัจจุบัน

ทุกยุคมีความท้าทายตลอด เพียงแต่โจทย์แต่ละยุคมีความแตกต่างกัน ทำให้ต้องปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเสมอ ตอนปี 2540 ประกันชีวิตจึดมาก เป็นโลกของ Insight-Out อยู่บนเชลฟ์มา 20 ปี ก็อยู่อย่างนั้นตลอด วันนั้นเราสร้างความต่าง ทั้งการทำตลาด Multi Distribution Channels รีแบรนดดิ้ง และเล่นกับทุกเซ็กเม้นต์ มันก็เวิร์ก ทว่าวันนี้โจทย์ของประกันชีวิตเป็นอีกแบบ ต้องมองจาก Outside-In และแข่งกับหลายๆ ด้าน ไม่ใช่แค่ประกันกับประกัน ทำให้บริษัทประกันจะโฟกัสแค่ Market Share เพียงอย่างเดียวไม่ได้อีกต่อไป”

คุณสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต ฉายภาพการปรับตัวของเมืองไทยประกันชีวิตเพื่อรับมือกับความท้าทายที่เกิดขึ้นตลอดเวลา พร้อมมองว่า สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 แม้จะสร้างผลกระทบหนักหน่วงกับทุกธุรกิจ แต่เขาไม่ได้มองเหตุการณ์นี้เป็น “วิกฤต” แต่เป็น “โอกาส” ที่จะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ เพื่อพัฒนาและสร้าง New S-Curve มาต่อยอดมากกว่าแค่ธุรกิจประกันชีวิต

โครงสร้างการบริหารใหม่ของ เมืองไทยประกันชีวิต

“ช่วงนี้เป็นจังหวะที่ดีที่สุด จากสถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดเทรนด์ต่างๆ และเต็มไปด้วยโอกาสมากมาย แต่การจะเดินหน้าเข้าไปจับโอกาสใหม่เหล่านี้ได้ ผมคนเดียวคงทำไม่ได้ ต่อให้ผมอยู่องค์กรนี้มายาวนาน” คุณสาระ ย้ำถึงความสำคัญของทีม และเป็นที่มาของการแต่งตั้ง ดร.สุธี โมกขะเวส เป็นกรรมการผู้จัดการคนใหม่ ซึ่งเป็นลูกหม้อเมืองไทยประกันชีวิตมายาวนาน

นำดิจิทัลพัฒนาประกันเข้าถึงผู้มีรายได้น้อย

การเข้ามานั่งเป็นกรรมการผู้จัดการคนใหม่ จะคุมสายงานด้านโอเปอเรชั่นเป็นหลัก และรายงานตรงกับคุณสาระ โดยหนึ่งในภาระกิจสำคัญ ดร.สุธี บอกว่า คือ การไดร์ฟธุรกิจด้วยดาต้าและเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อขยายไปสู่ธุรกิจใหม่ที่เชื่อมโยงกับธุรกิจประกันชีวิต รวมถึงนำเทคโนโลยีเข้ามาแก้ Pain Point ด้านต้นทุนผลิตภัณฑ์ให้ลดลงเพื่อผลักดันให้ประกันเข้าถึงคนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะคนที่รายได้น้อย โดยไม่ต้องลดจำนวนพนักงาน เพราะคนเป็น Driver หลักของธุรกิจ โดยจะมูฟคนไปทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงมากขึ้น ซึ่ง Win-Win ทั้งพนักงานและองค์กร โดยในส่วนของประกันสำหรับคนที่มีรายได้น้อยคาดว่าจะเห็นในช่วงปลายปีนี้

ขณะเดียวกัน ยังจะนำดิจิทัลมาทำประกันกับคนที่เป็นโรค (Product Un-Insure) ที่สมัยก่อนอาจมองว่ายาก แต่ความสามารถของเทคโนโลยีในปัจจุบัน จะเข้ามาช่วยทำสิ่งเหล่านี้ได้มากขึ้น และทำให้ประกันชีวิตเข้าไปถึงคนทุกกลุ่มได้อย่างแท้จริง รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนให้ได้ผลตอบแทนมากที่สุดเพื่อให้สามารถนำไปพัฒนาโปรดักต์ใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าได้ดีขึ้น

คุณสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต

เทรนด์ “สังคมสูงวัย” โตไม่หยุด New S-Curve ใหม่ของ MTL  

ขณะที่ คุณสาระ ยังคงดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โดยจะดูแลด้านการวางยุทธศาสตร์ รวมถึงการสร้าง S-Curve และการบุกคอมเมอร์เชียล โดยคุณสาระ บอกว่า การสร้าง S-Curve จะมีทั้งที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจประกัน และไม่เกี่ยวกับธุรกิจประกันหรือนอกธุรกิจประกัน ตัวอย่างธุรกิจนอกประกัน เช่น ฟูเชีย เวนเจอร์ แคปิทัล (Fuchsia) ซึ่งเป็นศูนย์นวัตกรรมที่จะช่วยให้เรียนรู้และสร้างโอกาสในธุรกิจ Health Tech และไอเจ้น (AI Gen) ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนา AI

โดยคุณสาระบอกว่า S-Curve ที่สนใจและอยากทำ คือ สังคมสูงวัย นั่นเพราะเป็นเทรนด์มาแรง อีกทั้งวันนี้จำนวนประชากรที่มีอายุเกิน 60 ปีในไทยมีสัดส่วนประมาณ 18-20% และในอีก 10 ปีข้างหน้า จำนวนประชากรสูงวัยจะเพิ่มเป็น 28-30% เนื่องจากคนอายุยืนขึ้น แต่ในอีกมุมหนึ่ง ปัญหาของคนกลุ่มนี้คือ เงินออมไม่พอและเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นการพัฒนาแบบประกันเข้ามาตอบโจทย์คนกลุ่มนี้ เช่น ประกันบำนาญที่สามารถรองรับการดำรงชีวิตหลังเกษียณได้จริง รวมถึงการนำดาต้าเข้ามาปรับใช้ให้ตอบโจทย์กับสังคมสูงวัย

“ผมมองว่าประกันเป็นตัวช่วยได้จริงๆ แต่ที่ผ่านมาประกันบำนาญยังไม่มีประกันแบบ One for All ที่ตอบโจทย์ทุกอย่าง เพราะเมื่อพูดถึงบำนาญ ต้องยึดจากตอนที่เกษียณแล้ว เขาสามารถจะอยู่ได้เหมือนตอนที่ยังทำงานอยู่ โดยเรื่องนี้เราได้ปรึกษากับ คปภ. ซึ่งเห็นและเข้าใจภาพ ตอนนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา”

ส่วนการบุกคอมเมอร์เชี่ยล คุณสาระบอกว่า การประกันชีวิตยุคใหม่เป็นโลกของการ Advice ไม่ใช่เป็นการขาย ดังนั้น สิ่งที่จะเห็นต่อจากนี้คือ การนำดาต้าเข้ามาช่วยเพื่อให้สามารถเข้าไปให้คำแนะนำแบบ Personalization ได้

ทั้งหมดนี้ ก็เป็นการจัดทัพองค์กรใหม่ เพื่อนำพาเมืองไทยประกันชีวิตก้าวสู่การเติบโตแนวใหม่ เพื่อรับมือกับโอกาสใหม่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว