“Facebook vs Apple” ศึกนี้มี Privacy ของผู้ใช้งานเป็นเดิมพัน

mark zuckerberg facebook CEO
Mark Zuckerberg ซีอีโอเฟซบุ๊ก (แฟ้มภาพ)

ศึกในโลกสมาร์ทโฟนกำลังจะผ่านไป และศึกในโลกใหม่ หรือที่ Mark Zuckerberg ซีอีโอ Facebook เรียกว่า The Next Computing Platform กำลังจะเกิดขึ้น โดยอาจมีชื่อของ Apple เป็นคู่แข่งของ Facebook อย่างเป็นทางการ

- Advertisement -

ร่องรอยของคู่แข่งคู่ใหม่เกิดขึ้นในการแถลงผลประกอบการไตรมาส 4/2020 ของ Facebook ที่สื่อสำนักต่าง ๆ ไม่ได้โฟกัสที่ผลประกอบการกันมากนัก เนื่องจากต้องไปโฟกัสที่ซีอีโอของ Facebook อย่าง Mark Zuckerberg กับการกล่าวถึง Apple แบรนด์ยักษ์ใหญ่ของโลกอย่างดุเดือดแทน

เหตุที่ชื่อของ Apple เข้ามาดึงความสนใจไปได้อย่างมากทั้ง ๆ ที่เป็นการแถลงผลประกอบการของ Facebook นั้น ส่วนหนึ่งมาจากแผนการอัปเดตฟีเจอร์บน iOS 14 เพื่อความโปร่งใสในการเข้าถึงข้อมูลที่กำลังจะมีผลในเร็ว ๆ นี้ เพราะการอัปเดตนี้จะอนุญาตให้ผู้ใช้งาน iOS สามารถเลือกได้ว่าจะอนุญาตให้แอปพลิเคชันเข้าถึงข้อมูลเชิงลึก – ข้อมูลพฤติกรรมของตนเองได้หรือไม่ ซึ่งข้อมูลชุดนี้มีความสำคัญต่อ Facebook มาก เนื่องจากระบบโฆษณาของ Facebook ต้องพึ่งพาข้อมูลดังกล่าวจึงจะสามารถแสดงผลโฆษณาได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ ซึ่งหากเข้าถึงข้อมูลนี้ไม่ได้เหมือนเดิม หรือน้อยลงกว่าเดิม จะมีผลให้ Facebook ต้องเจอสถานการณ์ที่ยากลำบากมากขึ้นในการช่วงชิงเม็ดเงินค่าโฆษณาซึ่งยังเป็นรายได้หลักของบริษัทในปี 2021 นั่นเอง เห็นได้จากการแถลงผลประกอบการไตรมาส 4 นี้ Mark Zuckerberg ได้ยอมรับกับนักลงทุนแล้วว่า การอัปเดตฟีเจอร์ iOS 14 จะส่งผลต่อรายได้ของ Facebook ในอนาคตด้วย

facebook revenue per user cnbc
ขอบคุณภาพจาก CNBC

แต่ถ้าหันมาดูผลประกอบการของ Facebook ไตรมาสนี้ถือว่ายังเป็นข่าวดีเป็นส่วนใหญ่ เพราะ Facebook ทำรายได้อยู่ที่ 28,070 ล้านเหรียญสหรัฐ เหนือกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ และมี Daily Active Users อยู่ 1.84 พันล้านคน

นอกจากนั้น หากมองไปที่ “รายได้อื่น ๆ” ของ Facebook จะพบว่ามีการเติบโตที่น่าสนใจพอสมควร เพราะสามารถทำเงินไปได้ถึง 885 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 156% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา) และคิดเป็น 3% ของรายได้ในไตรมาสนี้ของ Facebook เลยทีเดียว โดยโปรดักท์ของหมวดนี้ก็คือกลุ่มอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์เช่น แว่น VR ของ Oculus ลำโพงอัจฉริยะ Portal นั่นเอง

อย่างไรก็ดี หมวดรายได้อื่น ๆ ยังน้อยเกินกว่าที่จะแบกรับภาระของทั้งบริษัท นั่นจึงไม่แปลกที่ Facebook จะออกมาโจมตี Apple หนักข้อขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากที่เคยใช้สื่ออื่น ๆ มาบ้างแล้วเมื่อปีที่ผ่านมา อย่างการออกแถลงการณ์ของบริษัท การซื้อโฆษณาหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ ฯลฯ เพื่อบอกเล่าว่า ปัจจุบันมีธุรกิจรายย่อยกว่าสิบล้านรายที่พึ่งพา Facebook เป็นช่องทางในการขายสินค้า หากพวกเขาเหล่านี้ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคบน iOS ได้ คนเหล่านี้จะทำอย่างไร

โฆษณาบนหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ที่ Facebook ซื้อเพื่อโจมตี Apple

ทิม คุก ฟาดกลับ “เทคโนโลยีไม่ได้มีไว้เพื่อเก็บข้อมูลคนอื่น”

แต่ทันทีที่ Mark Zuckerberg กล่าวถึง Apple ผ่านการแถลงผลประกอบการ ก็เกิดการโต้กลับที่รุนแรงจากฟากฝั่งของ Apple ตามมาทันที โดยทิม คุก (Tim Cook) ซีอีโอแอปเปิลเลือกใช้เวที The online Computers, Privacy & Data Protection Conference ในการกล่าวถึงประเด็นนี้อย่างตรงไปตรงมาว่า

“การใช้เทคโนโลยีให้ประสบความสำเร็จ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเก็บข้อมูลส่วนตัวของคนจำนวนมาก หรือไปเฝ้าติดตามพวกเขาจากเว็บไซต์ จากแอปพลิเคชัน” พร้อมสำทับว่า

“วงการโฆษณาอยู่มานานนับศตวรรษได้โดยที่ไม่ต้องมีสิ่งเหล่านี้”

tim cook shutterstock ทิม คุก แอปเปิล
ทิม คุก ซีอีโอ Apple

ทิม คุก ยังได้กล่าวถึงบริษัทที่ใช้อัลกอริธึมในการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และทฤษฏีประหลาด ๆ ออกไปทั่วโลก เพียงเพื่ออยากได้ Engagement เยอะ ๆ ว่า เป็นบริษัทที่กำลังทำลายสังคมด้วย

แม้ไม่มีการเอ่ยชื่อว่าหมายถึงใคร แต่ก็เชื่อว่าหลายคนมีภาพโลโก้ของบริษัทที่มีพฤติกรรมดังกล่าวขึ้นมาในใจตรงกัน ด้วยสถานการณ์ที่ปรากฏออกมาในรูปแบบนี้ จึงเป็นการยากที่สองบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook และ Apple จะกลับมาสนิทแนบแน่นกันได้อีก และสิ่งที่ Mark Zuckerberg บอกเอาไว้ในการแถลงผลประกอบการก็คือ Apple จะกลายเป็นคู่แข่งโดยตรงของ Facebook ใน “อนาคต” อย่างแน่นอน ซึ่งอนาคตที่พวกเขาเห็นตรงกันอาจเป็นโลกเสมือนจริง ที่ Facebook เองก็มีแว่น Oculus ส่วน Apple ก็มีข่าวว่ากำลังพัฒนาแว่น AR ของตนเองเช่นกัน

หาก Facebook ยังยืนยันจึงอาจเป็นบทเรียนครั้งใหญ่ที่จะทำให้ Facebook แกร่งกว่าเดิมในศึกครั้งใหม่ที่พวกเขาจะเผชิญหน้ากัน กับการได้เรียนรู้ว่าตนเองพลาดอะไรไปบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาที่ไม่ครบลูป นั่นคือมีแค่แอปพลิเคชัน แต่ไม่มีฮาร์ดแวร์ (สมาร์ทโฟน) และซอฟต์แวร์ (ระบบปฏิบัติการ) เป็นของตนเอง อีกทั้งยังไม่มีพลังมากพอจะเข้าไปแทรกแซงการเปลี่ยนนโยบายของแพลตฟอร์มคนอื่นอีกต่างหาก ซึ่งถ้าธุรกิจ AR/VR คือสมรภูมิต่อไปของบริษัทเทคโนโลยีจริง เราเชื่อว่า Facebook จะอุดรอยรั่วเหล่านี้ และกลายเป็น Facebook ที่แกร่งกว่าเดิมอย่างแน่นอน

Source

Source

Source