เอกสารภายในเผย ซีอีโอแกร็บบอกพนักงาน “เราเป็นฝ่ายควบโกเจ็ก”

GoJek-Grab-acquire deal ควบกิจการ แกร็บ โกเจ็ก

แม้จะมีข่าวลือถึงการเจรจาเพื่อควบรวมกิจการระหว่างสองผู้ให้บริการด้านขนส่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่าง แกร็บ (Grab) และโกเจ็ก (Gojek) มาตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา แต่ข่าวดังกล่าวก็ถูกปฏิเสธจากทั้งสองบริษัทมาโดยตลอด

- Advertisement -

อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่า ตอนนี้สัญญาณการควบรวมกิจการจะปรากฏชัดมากขึ้นเรื่อย ๆ หลังสำนักข่าวรอยเตอร์เผยว่า มีเอกสารภายในที่ Anthony Tan ซีอีโอของแกร็บส่งให้กับพนักงานระบุว่า แกร็บอยู่ในสถานะของผู้ที่จะเข้าควบกิจการโกเจ็ก ซึ่งจนถึงตอนนี้ ทั้งแกร็บและโกเจ็กต่างปฏิเสธที่จะให้ความเห็นใด ๆ เกี่ยวกับเอกสารดังกล่าว

Anthony Tan ยังกล่าวด้วยว่า แม้ปี 2020 จะเป็นปีที่ยากลำบาก แต่แกร็บก็สามารถกลับมาทำกำไรได้ และถือว่าฟื้นตัวแล้ว 100% นอกจากนั้นเขายังอ้างว่า แกร็บได้กลายเป็นผู้เล่นเบอร์หนึ่งในตลาด Food Delivery ของอินโดนีเซียในแง่รายได้แล้วด้วย โดยปัจจุบันได้มีการประเมินมูลค่าของแกร็บเอาไว้ที่ 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่โกเจ็กนั้น มีการประเมินมูลค่ากิจการไว้ที่ 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

Covid-19 ทำลายธุรกิจ Car-Hailing

ข้อหนึ่งที่ทุกคนทราบกันดีคือ ทั้งแกร็บและโกเจ็กมี SoftBank ของมาซาโยชิ ซัน ให้การสนับสนุน ซึ่งปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่ากองทุนของมาซาโยชิ ซัน ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการ IPO ของอูเบอร์ (Uber) รวมถึงดราม่าของสตาร์ทอัพ WeWork ที่เบื้องหลังมีการนำเงินของนักลงทุนไปใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายจนทาง SoftBank ต้องส่งคนของตนเองเข้าไปบริหารแทน

การเข้าตรวจสอบสตาร์ทอัพที่ดำเนินธุรกิจในลักษณะเดียวกับ Uber อย่างเข้มข้นจึงเกิดขึ้นตามมาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2020 รวมถึงแนวทางการควบรวมกิจการซึ่งจะเป็นทางออกที่น่าสนใจสำหรับทั้งสองบริษัท เนื่องจากที่ผ่านมา Grab – Gojek มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด หรือที่หลายคนเรียกว่าเป็นการเผาเงินเพื่อชิงความเป็นที่หนึ่งในการเป็น Super Apps ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ถ้าหากทั้งสองบริษัทควบกิจการกันแล้ว การแข่งขันดังกล่าวก็อาจลดลง และทำให้ธุรกิจ Ride-Hailing และ Food Delivery ทำกำไรได้มากขึ้น

นอกจากนี้ ทาง Tech In Asia ได้เคยคาดการณ์ไว้ว่า หากเกิดการควบกิจการขึ้นจริง แกร็บและโกเจ็กจะกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่า 72,000 ล้านเหรียญสหรัฐได้ภายในปี 2025 เลยทีเดียว ซึ่งแน่นอนว่าตัวเลขนี้ย่อมเป็นผลดีกับนักลงทุนทุกรายที่ลงทุนในสตาร์ทอัพดังกล่าวนั่นเอง

Source