“ยอด ชินสุภัคกุล” เปิดภาพใหญ่ LINE MAN รับการแข่งขันครึ่งปีหลัง 2569 ประกาศเดินหน้า “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” โดยเน้นเจาะฐานกลุ่มแมสต่อเนื่อง พร้อมดึงดูดผู้ใช้งานใหม่ด้วยการสร้างความแตกต่างในพื้นที่ Swing Vote Area ล่าสุด โชว์ศักยภาพการใช้ AI สร้างทีมที่มีคนน้อยลง แต่พัฒนาโปรดักท์ได้เร็วขึ้น
การเผยกลยุทธ์ดังกล่าวมีขึ้นในวันที่ตลาด Food Delivery ไทยเตรียมเข้าสู่การแข่งขันรอบใหม่กับ 6 เดือนสุดท้ายของปี 2569 ซึ่งในอีกมุมหนึ่งก็ต้องยอมรับว่า Food Delivery เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่เผชิญกับความท้าทายมาตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี ไม่ว่าจะเป็นการเผาเงินในช่วงเริ่มต้นเพื่อสร้างการใช้งาน จนมาถึงยุคโควิด-19 ที่ Food Delivery เติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากผู้คนต่างถูกกักตัวในบ้าน และถึงแม้ Covid-19 จะจบลง แต่พฤติกรรมการสั่งอาหารผ่านแอปก็ไม่ได้หายไปตามวิกฤต ส่งผลให้บริการ Food Delivery ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้บริโภคไทยอย่างถาวร
การเติบโตนี้ส่งผลให้ตลาด Food Delivery ไทยมีมูลค่ากว่า 1.7 แสนล้านบาท (อ้างอิงจากการประเมินของ Momentum Works) และยังเป็นหนึ่งในตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย
เปิดกลยุทธ์ LINE MAN ครึ่งปีหลัง
ภายใต้ตลาดที่มีขนาดใหญ่ และการแข่งขันที่เข้มข้นนี้ โจทย์ของผู้เล่นจึงไม่ใช่แค่การดึงดูดให้ดาวน์โหลดแอป หรือสั่งอาหารเป็นครั้งแรกอีกต่อไป หากแต่เป็นการทำอย่างไรให้สามารถรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ได้ รวมถึงการเพิ่มความถี่ในการใช้งาน และสร้างความแตกต่างท่ามกลางตลาดที่ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากมายไปพร้อม ๆ กัน
ท่ามกลางสมรภูมิดังกล่าว ในมุมของ LINE MAN พบว่ามีการใช้จุดแข็งด้านความเข้าใจผู้บริโภคไทย ร้านอาหารไทย และเครือข่ายพาร์ทเนอร์ในประเทศ เป็นหัวหอกในการขยายฐานลูกค้ากลุ่มแมส พร้อมเจาะพื้นที่ที่บริษัทยังมองเห็นโอกาสในการเติบโต หรือที่เรียกว่า Swing Vote Area ควบคู่ไปกับการนำ AI เข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และเร่งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ให้ตอบโจทย์ตลาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยคุณยอด ชินสุภัคกุล ซีอีโอ LINE MAN Wongnai ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับทางทีม Brand Buffet เกี่ยวกับทิศทาง และกลยุทธ์ในครึ่งปีหลังว่า การแข่งขันต่อจากนี้ อาจเป็นการแข่งขันที่วัดกันจากความสามารถในการใช้เทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ทั้งเพื่อเพิ่มความเร็วในการตัดสินใจ พัฒนาผลิตภัณฑ์ และส่งมอบประสบการณ์ที่ดีกว่าให้กับทั้งผู้บริโภค ร้านค้า และไรเดอร์บนแพลตฟอร์ม
“ต้องยอมรับข้อหนึ่งว่า Food Delivery ไทยเป็น Duopoly คือแข่งกันสองเจ้า เรากับแกร็บรวมกันประมาณ 90% แล้วก็ช้อปปี้ฟู้ดอีกประมาณ 10% ขนาดตลาดคือมียอดประมาณ 2 ล้านออเดอร์ต่อวัน ซึ่งตอนนี้สำหรับเราถือว่าดีนะ เราโตเกิน 20% เหนือกว่าค่าเฉลี่ยตลาดที่อยู่ประมาณสิบเปอร์เซ็นต์ปลาย ๆ”
คุณยอดยังได้เผยถึงจุดแข็งของ LINE MAN ที่ทำให้เกิดการเติบโตในระดับ 20% ว่ามาจากสามด้าน นั่นคือ ร้านค้าขนาดเล็ก ฐานผู้ใช้งานกลุ่มแมส และนโยบายไทยช่วยไทยพลัส
“ยอดสั่งซื้อมาจากไหน ก็ต้องบอกว่าแคมเปญไทยช่วยไทย เรามีคนใช้เยอะที่สุด และโครงการนี้ก็มีระยะเวลานานถึง 4 เดือน จึงเชื่อว่าจะทำให้การเติบโตของเราเป็นการเติบโตที่ยั่งยืนได้”
“จุดแข็งของเรา คือเรามีร้านอาหารเยอะที่สุด ซึ่งเราเก่งในด้าน SME คือร้านเล็ก เช่น ร้านอาหารตามสั่ง ร้านข้าวขาหมู ซึ่งร้านพวกนี้เป็นร้านขวัญใจ ประกอบกับกลุ่มลูกค้าหลักที่สั่งอาหารของเราก็คือกลุ่มแมส ก็มวลชนทั่วไปนี่แหล่ะ ซึ่งเขาก็ใช้คนละครึ่งด้วย ก็เลยเป็นการเติบโตระดับ 20%”
พิชิต Swing Vote Area ใช้ AI ช่วยออกแบบโปรโมชัน
แม้ LINE MAN จะมีจุดแข็งในกลุ่มแมส และร้านอาหารขนาดเล็ก แต่คุณยอดก็ยอมรับว่า การแข่งขันในตลาด Food Delivery ไทยยังมีพื้นที่สำคัญอีกหนึ่งประเภท ที่บริษัทเรียกว่า “Swing Vote Area” หรือพื้นที่ที่ยังไม่มีผู้เล่นรายใดครองความได้เปรียบอย่างชัดเจน
“มันเหมือนการเมืองที่มีสองพรรคใหญ่ บางจังหวัดเราชนะขาด บางจังหวัดเขาชนะขาด แต่ก็จะมีพื้นที่ Swing Vote ที่ผลแพ้ชนะยังเปลี่ยนได้เสมอ”
สำหรับ LINE MAN พื้นที่ดังกล่าวส่วนหนึ่งอยู่ในกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะโซนที่เป็นทั้งแหล่งที่อยู่อาศัยและย่านธุรกิจในเวลาเดียวกัน เช่น จตุจักร พระราม 9 และพื้นที่รอยต่อระหว่างเมืองกับชานเมือง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ผู้บริโภคยังมีการใช้งานทั้งสองแพลตฟอร์มในสัดส่วนใกล้เคียงกัน
“ถ้าเป็นใจกลางเมือง อย่างสุขุมวิท ปทุมวัน หรือกลุ่ม Expat ก็ต้องยอมรับว่าแกร็บมีความแข็งแรงจากธุรกิจเรียกรถที่ทำมานาน แต่ถ้าเป็นพื้นที่อยู่อาศัยอย่างนนทบุรี สมุทรปราการ หรือจังหวัดรอบนอก ก็ถือเป็นจุดที่เราครองความได้เปรียบมากกว่า”
ด้วยเหตุนี้ กลยุทธ์สำคัญในช่วงครึ่งหลังของปีจึงไม่ใช่เพียงการรักษาฐานลูกค้าเดิม แต่ยังรวมถึงการดึงดูดผู้ใช้งานใหม่ในพื้นที่ Swing Vote ผ่านการออกแบบโปรโมชันและข้อเสนอที่แตกต่างกันในแต่ละกลุ่มลูกค้า
“ทุกวันนี้คูปองไม่ใช่เรื่องของการแจกส่วนลดแบบเดียวกันให้ทุกคนอีกแล้ว เรามีโมเดลที่ช่วยคาดการณ์ว่า ผู้ใช้แต่ละคนต้องการแรงจูงใจมากแค่ไหนในการสั่งอาหาร เช่น คนที่เพิ่งเริ่มใช้ก็อาจได้รับข้อเสนออีกแบบ ส่วนคนที่ใช้งานประจำอยู่แล้วก็อาจได้สิทธิประโยชน์อีกแบบ เช่น ชวนให้มาสมัคร VIP เป็นต้น”
นอกจากการรักษาฐานลูกค้าเดิมและขยายฐานผู้ใช้งานใหม่แล้ว อีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่ LINE MAN กำลังนำมาใช้ในการแข่งขันรอบใหม่คือ AI ซึ่งคุณยอดมองว่า จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร และอาจเป็นตัวแปรที่สร้างความแตกต่างระหว่างผู้เล่นในตลาดได้ในอนาคต
แข่งในตลาด Duopoly เกมนี้วัดกัน “ระยะยาว”
แม้ปัจจุบัน LINE MAN จะมีส่วนแบ่งตลาดราว 46% แต่คุณยอดยอมรับว่า การแข่งขันในลักษณะ Duopoly เป็นเกมระยะยาวที่ต้องอาศัยทั้งเงินลงทุน เทคโนโลยี และความสามารถในการดึงผู้ใช้งานใหม่เข้าสู่แพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง และไม่มีทางที่เกมนี้จะกลับไปสู่การแข่งขันแบบผู้ชนะกินรวบ เนื่องจากทั้ง LINE MAN และแกร็บต่างมีฐานผู้ใช้งานขนาดใหญ่ และมีความแข็งแรงในมุมของตนเอง
“มันคล้ายธุรกิจโทรคมนาคม ใครพลาดบ่อย ๆ ก็มีสิทธิ์เสียส่วนแบ่งตลาด แต่จะไม่มีใครชนะขาดได้ในระยะสั้น”
นั่นทำให้ LINE MAN ให้ความสำคัญกับการสร้างฐานผู้ใช้งานใหม่ โดยกลุ่มหลักก็คือ ผู้ใช้งานในช่วงอายุ 25 – 35 ปี และยังมองไปถึงกลุ่มข้างเคียง เช่น กลุ่มเด็กหอ (อายุ 16 – 22 ปี) และกลุ่มซิลเวอร์ (50 – 60 ปีขึ้นไป) ร่วมด้วย
“อย่างกลุ่มซิลเวอร์ เราพบว่า มี Mind Block บางอย่างอยู่ คุณแม่ผมปีที่แล้วเขาก็ยังไม่สั่งเดลิเวอรี่ ตอนนี้เขาก็สั่งแล้ว มันเป็นเพราะเขาไม่กล้าเริ่ม แต่พอจับมือทำสักครั้งหนึ่งก็สามารถปรับตัวได้ ส่วนในกลุ่มเด็กหอ เราพบว่า ถ้าเราทำราคาให้มันถูกลง ก็สามารถช่วยได้เช่นกัน”
ผู้บริหาร LINE MAN ยังได้ยกตัวอย่างโปรโมชัน Meal for One ซึ่งเป็นอาหารราคาประหยัดสำหรับเด็กหอ โดยเผยว่ามีการดีลกับร้านอาหารเพื่อทำอาหารกลางวันราคาย่อมเยา เช่น ข้าวมันไก่ ข้าวผัดหมู ไข่ดาว ราคากล่องละ 39 บาท เน้นขายตามต่างจังหวัด เช่น มหาสารคาม ขอนแก่น ตลอดจนย่านที่มีมหาวิทยาลัย ซึ่งพบว่า ได้รับความนิยมมาก เพราะราคาเท่ากับราคาเริ่มต้นของข้าวกล่องในร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-Eleven

ตัวอย่างเมนูราคาประหยัด 39 บาท (ขอบคุณภาพจากผู้ใช้งาน Facebook คุณ Paul Praisri)
“เราเคยทำสำรวจ และพบว่า เด็ก ๆ มองการสั่งอาหารผ่าน Food Delivery ว่าแพง เพราะขั้นต่ำต้องสั่ง 70 บาท เราเลยนำอินไซท์นี้มาทำข้าวกล่องราคาประหยัด สั่งแล้วส่งเลย ไม่ต้องมีขั้นต่ำ ทำให้เด็กหอสั่งมากขึ้น วันหนึ่ง ๆ ก็หลายหมื่นออเดอร์แล้ว”
ส่วนเบื้องหลังของการทำข้าวกล่องราคาประหยัดนั้น จะมีการตกลงกับร้านค้าเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งถ้าร้านค้าตกลง เขาก็แข่งได้
“เราต้องดีลกับร้านค้า ถ้าเราให้ Volumn คุณ คุณสามารถให้ราคาถูกกับเราได้ไหม ถ้าร้านตกลง เขาก็เลือกทำแค่ 1 – 2 เมนู เช่น ทำข้าวผัด ข้าวไข่เจียว ไม่ต้องทำเยอะ หรือทำหลายเมนู แต่ก็แข่งได้” ซึ่งคุณยอดก็ยอมรับตรง ๆ ด้วยว่า ดีลดังกล่าวนี้ไม่ได้ส่งถึงทุกร้าน
“ข้อความนี้ เราไม่ได้ส่งไปทุกร้าน เพราะถ้าไปทุกร้าน ออเดอร์มันจะกระจาย พอมันกระจาย มันก็ไม่เกิดสเกล แต่ถ้าออเดอร์มันเกิดที่เดียว ไรเดอร์ก็ไปชุมนุมกันที่เดียว มันก็ถูกลงได้ เพราะฉะนั้น การทำให้อาหารราคาถูกลง ออเดอร์ต้องรวม ไม่กระจาย ไม่ต้องใช้แรงเยอะ”
“เห็นเราสู้กันแบบนี้ กำไรเราก็พัฒนานะ ตอนนี้ ทั้งสองบริษัทไม่ได้ขาดทุนแล้ว”
จากธุรกิจเผาเงินสู่กำไรก้อนแรก 542 ล้านบาท
ผู้บริหาร LINE MAN ยังเผยถึงกำไรก้อนแรก 542 ล้านบาทของบริษัทที่เกิดขึ้นในปี 2568 จากรายได้รวม 19,613 ล้านบาทด้วยว่า มาจากการเติบโตของฐานผู้ใช้งานที่ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการดำเนินงาน
“ที่เรากำไร ส่วนหนึ่งเพราะฐานมันใหญ่ขึ้น พอฐานมันใหญ่ขึ้น Operation Efficiency มันก็ดีขึ้น และก็ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Unit Economics หรือกำไรต่อออเดอร์ที่สูงขึ้นตามไปด้วย พอกำไรต่อออเดอร์ดีขึ้น และออเดอร์มากขึ้น มันก็สามารถครอบคลุมต้นทุนคงที่ทั้งหมดได้”
อย่างไรก็ดี นอกจาก Food Delivery ที่เติบโตแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ LINE MAN พลิกมีกำไร คือรายได้จากธุรกิจ Advertising และ Financial Services
“เรามีกำไรจาก Advertising เข้ามาช่วยด้วย เพราะมาร์จิ้นมันสูง แล้วก็มีธุรกิจอื่น เช่น POS, Financial Service เหล่านี้ก็กำไรแล้ว แต่ถ้ามองในมุมกำไรนะ ธุรกิจ Advertising คือเบอร์หนึ่งเลย เพราะมันแทบไม่มีต้นทุน
ส่วนพวกบริการทางการเงิน เช่น ปล่อยกู้ให้กับร้านค้า – ไรเดอร์ ตรงนี้ก็รายได้ดี แต่กำไรยังไม่สูงเท่า Advertising ส่วนหนึ่งเพราะการปล่อยกู้มีต้นทุนบางอย่างอยู่ และเราปล่อยได้เฉพาะร้านหรือไรเดอร์ที่ผ่านเกณฑ์ ส่วน Advertising คือขายได้ทุกร้าน เช่น ร้านข้าวมันไก่ ถ้าอยากถูกเห็นมากขึ้น ก็มาลงโฆษณากับเรา”
ทั้งนี้ ส่วนค่าโฆษณาจะถูกหรือแพงนั้น คุณยอดกล่าวว่า ขึ้นอยู่กับการแข่งขันของร้านค้าในพื้นที่เดียวกัน (เป็นระบบ Bidding ไม่ต่างจากบน Google หรือ Facebook เช่น หากเป็นร้านข้าวมันไก่ ในพื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ และต้องการให้เสิร์ชหาเจอในย่านที่มีร้านข้าวมันไก่จำนวนมาก ก็อาจต้องจ่ายค่าโฆษณาในราคาที่แพงขึ้น เป็นต้น
“ถ้าเป็นกรุงเทพฯ และปริมณฑล คนอยากลงโฆษณาเยอะกว่าพื้นที่ที่เรามี ราคาก็จะสูงขึ้นตามกลไก Bidding” คุณยอดกล่าวเพิ่มเติม
นอกจากธุรกิจโฆษณาแล้ว LINE MAN ยังมีรายได้จากบริการทางการเงิน หรือ Financial Services ที่เปิดให้ร้านค้าและไรเดอร์เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น โดยคุณยอดเปิดเผยด้วยว่า ปัจจุบันธุรกิจสินเชื่อสามารถทำกำไรได้แล้ว แต่มาร์จินอาจไม่สูงเท่าธุรกิจโฆษณา เนื่องจากต้องรับความเสี่ยงในหลายด้าน และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานภาครัฐ
“รายได้ของ Financial Services ใหญ่พอ ๆ กับ Advertising แต่กำไรยังไม่เท่า เพราะการปล่อยสินเชื่อมีต้นทุนและมีความเสี่ยง” ซึ่งผู้บริหาร LINE MAN ยอมรับด้วยว่า ความต้องการสินเชื่อในกลุ่มไรเดอร์นั้นค่อนข้างสูง (มากกว่า 80-90% ของไรเดอร์มีความต้องการเงินทุน) แต่บริษัทจำเป็นต้องคัดกรองผู้กู้อย่างเข้มงวดเพื่อไม่ให้กลายเป็นหนี้เสีย (ปัจจุบัน ผู้บริหาร LINE MAN ระบุว่าสามารถควบคุมหนี้เสีย (NPL) ให้อยู่ต่ำกว่า 10% ได้)
Food Delivery กลายเป็น “ตัวเลือก” ในวันที่เศรษฐกิจผันผวน
แม้หลายฝ่ายกังวลถึงภาวะเศรษฐกิจโลกและกำลังซื้อผู้บริโภค แต่คุณยอดมองว่า ธุรกิจ Food Delivery ยังคงมีความแข็งแกร่งในฐานะบริการที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวันด้วยประโยคที่ว่า “เวลาสถานการณ์โลกไม่ดี คนกลับสั่งเดลิเวอรี่มากขึ้น”
โดยคุณยอดได้ยกตัวอย่างสถานการณ์ เช่น เหตุการณ์ความไม่สงบ ภัยพิบัติ หรือช่วงที่ผู้คนต้องการลดค่าใช้จ่าย การสั่งอาหารผ่านแอปมักกลายเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าการออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน
“ยกตัวอย่าง ถ้าออกไปกินข้าวข้างนอก อย่างน้อยอาจต้องใช้ 500-1,000 บาท แต่ถ้าสั่งเดลิเวอรี่ อาจใช้แค่ประมาณ 200 บาท”
ผุด “Telepharmacy” ปรึกษาเภสัชกรออนไลน์
นอกจากธุรกิจ Food Delivery แล้ว LINE MAN ในช่วงครึ่งปีหลังจะเริ่มขยายเข้าสู่บริการใหม่ ๆ มากขึ้น โดยหนึ่งในบริการล่าสุดคือ Telepharmacy หรือบริการปรึกษาเภสัชกรออนไลน์ ซึ่งได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แล้วอย่างเป็นทางการเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยผู้บริโภคสามารถปรึกษา สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับยาและสุขภาพ รวมถึงสั่งซื้อยาและเวชภัณฑ์ โดยให้จัดส่งถึงบ้านได้ภายในแพลตฟอร์มเดียว
“ไม่ใช่แค่สั่งอาหาร สั่งของ เรียกรถ ตอนนี้ บน LINE MAN สามารถปรึกษาเภสัชกร และสั่งยาผ่านแอปได้แล้ว เราพบว่าเป็นฟีเจอร์ที่คนต้องการใช้ พอเปิดตัวก็มีการเข้าใช้งานเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ”
“นอกจากนั้น บริการอย่าง Mart ก็โตเร็ว ปีหนึ่ง ๆ โต 60 – 70% โตเร็วกว่า Food Delivery อีก สินค้าขายดีมีตั้งแต่ อาหารสัตว์, ดอกไม้, สั่งของไปทำกับข้าว, สินค้าความสวยความงาม ฯลฯ ไปได้ทุกกลุ่มเลย อะไรที่ขายใน Convenience Store ได้ก็ขายกับเราได้หมดเลย”
“ถ้าไปดูบริษัทเทคทั่วโลกตอนนี้ เราไม่มี AI อยู่ในโรดแมปไม่ได้แล้ว”
AI อาวุธใหม่ของ LINE MAN เมื่อการแข่งขันไม่ได้วัดกันที่ส่วนลดอีกต่อไป
นอกจากการแข่งขันเพื่อให้ได้มาซึ่งออเดอร์ในตลาด Food Delivery แล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ LINE MAN กำลังลงทุนอย่างจริงจังคือการนำ AI เข้ามาเปลี่ยนวิธีการทำงานของทั้งองค์กร โดยคุณยอดมองว่า ในอนาคต ความได้เปรียบของแพลตฟอร์มอาจไม่ได้วัดกันเพียงแค่จำนวนร้านอาหาร จำนวนไรเดอร์ หรือเม็ดเงินโปรโมชั่นอีกต่อไป แต่จะวัดกันที่ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจด้วย ซึ่งปัจจุบัน LINE MAN ได้นำ AI เข้ามาใช้ในหลายส่วนขององค์กรแล้ว โดยเฉพาะงานที่ต้องอาศัยพนักงาน (มนุษย์) จำนวนมาก เช่น ฝ่ายบริการลูกค้า โดยคุณยอดเปิดเผยว่า ปัจจุบันเกือบครึ่งหนึ่งของติดต่อจากลูกค้า AI สามารถเข้ามาจัดการได้
โดยในมุมของผู้บริหาร ข้อได้เปรียบของ AI ไม่ได้มีแค่เรื่องต้นทุนที่ต่ำกว่า แต่ยังรวมถึงความสามารถในการรองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นได้ทันทีโดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนพนักงาน
ขณะที่การเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดที่สุดอาจอยู่ในทีมพัฒนาซอฟต์แวร์ โดยคุณยอดเปิดเผยว่า ปัจจุบันการพัฒนาซอร์สโค้ดประมาณ 80% ของบริษัทถูกเขียนขึ้นโดย AI ทำให้ทีมสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ได้รวดเร็วกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
“เมื่อก่อนนี้ หนึ่งทีมอาจมีคนประมาณ 10 คน ทุกวันนี้เหลือประมาณ 7 คน แต่เรากลับทำของได้มากขึ้น และเร็วขึ้น”
แนวทางดังกล่าวส่งผลให้ LINE MAN เริ่มปรับแนวคิดด้านกำลังคนใหม่ จากเดิมที่วางแผนเพิ่มจำนวนพนักงานตามการเติบโตของธุรกิจ มาเป็นการใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของทีมเดิมแทน ซึ่งในมุมของคุณยอด AI จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยทำงาน แต่กำลังกลายเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับ Productivity ของทั้งองค์กร
“ตอนนี้ AI ช่วยให้เราทำงานได้ดีขึ้นเยอะ แต่ถ้าถามว่า AI สามารถสร้างรายได้ด้วยตัวเองได้หรือยัง สำหรับเรายังคิดว่าไม่ถึงจุดนั้น”
ด้วยเหตุนี้ หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของ LINE MAN ในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้า จึงเป็นการพัฒนา AI ให้ก้าวจากเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพภายในองค์กร ไปสู่การเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ที่สามารถสร้างรายได้จริงในอนาคตนั่นเอง
มุ่งหน้าสู่ IPO บทพิสูจน์ LINE MAN กำไรและเติบโต
นอกเหนือจากการแข่งขันในตลาด Food Delivery แล้ว อีกหนึ่งภารกิจสำคัญของ LINE MAN ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 คือการเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ซึ่งบริษัทกำหนดเอาไว้ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2570 โดยคุณยอดกล่าวถึงประเด็นดังกล่าวว่า การ IPO คือการแสดงให้เห็นว่าธุรกิจสามารถสร้างกำไรได้อย่างยั่งยืน และมีเครื่องยนต์การเติบโตที่หลากหลายรองรับในระยะยาว
“เรื่องของรายได้ กำไร ก็ต้องโชว์ให้ตลาดเห็นว่าเราเติบโตอย่างยั่งยืน และมีรายได้จากหลายแหล่ง” โดยจะเห็นได้จากการกล่าวถึงธุรกิจอย่าง Advertising, Financial Services, POS และ Telepharmacy ที่เริ่มเข้ามาเป็นแหล่งรายได้และกำไรเพิ่มเติม ซึ่งอาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในวันที่บริษัทก้าวสู่ตลาดทุนนั่นเอง
เรื่องราวของ LINE MAN ที่เดินจากจุดที่เผาเงิน และแข่งขันกันด้วยคูปองส่วนลด มาวันนี้ เกมดังกล่าวกำลังเปลี่ยนไปสู่การแข่งขันในอีกมิติหนึ่งแล้วเรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการสร้างกำไร การต่อยอดธุรกิจใหม่ หรือการนำ AI เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร และนั่นอาจทำให้เราต้องตั้งข้อสังเกตว่า นี่อาจเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของธุรกิจ Food delivery เพื่อไปสู่การเติบโตรูปแบบใหม่ที่มีโมเดล AI และระบบนิเวศแบบดิจิทัล เป็นตัวช่วย และมันอาจพลิกโฉมหน้าของบริการ Food Delivery แบบเดิม ๆ จนเราอาจจำไม่ได้เลยก็เป็นได้










