Starbucks เตรียมปิด 400 สาขาในอเมริกา ปรับตัวจาก The Third Place สู่โมเดล “To Go” แก้ปัญหารายได้หด ‘แสนล้าน’

สตาร์บัคส์ (Starbucks) เปิดเผยว่า สูญเสียรายได้กว่า 3.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือเกือบแสนล้านบาท ในไตรมาสที่ 3 ตามปีปฏิทินของสตาร์บัคส์

เหตุผลที่สตาร์บัคส์เผชิญหน้ากับความยากลำบากเช่นนี้ก็มาจาก Covid-19 ที่ทำให้รายได้จากการขายสินค้าในสาขาลดลงอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 2 ตลาดใหญ่ อย่างสหรัฐอเมริกา และจีน แล้วสถานการณ์ในสองตลาดนี้ส่อเค้าจะติดลบยาว โดยคาดการณ์ว่าจนกระทั่งถึงไตรมาส 4 ตัวเลขในประเทศจีนจะกลับมายืนที่ระดับการเติบโตเดิมกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าได้ แต่ไม่เติบโต ส่วนที่สหรัฐอเมริกาย่ำแย่กว่า เพราะอาจจะยังคงติดลบต่อไป

ผลจากโรคระบาด ทำให้จุดเด่นของ “สตาร์บัคส์” ที่เน้นประสบการณ์การกินกาแฟ เพียงแค่เดินผ่านหน้าร้านก็ได้กลิ่นกาแฟแล้ว ต้องปรับแนวทางการดำเนินธุรกิจ ไม่สามารถเสิร์ฟมนต์เสน่ห์ผ่าน “สถานที่” ที่ลูกค้าเคยใช้เวลานั่งทำงาน อ่านหนังสือ หรือพูดคุยกันได้เหมือนเคย แต่ต้องหันไปให้บริการผ่านทางการสั่งซื้อเดลิเวอรี่, Drive-Tru หรือแม้แต่ Pick-up ที่สาขาแทน ซึ่งทางสตาร์บัคส์ทดลองสาขารูปแบบ Pick-up ใหม่นี้มาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2019 ที่นิวยอร์ค และดูเหมือนว่าเจ้าโมเดล To Go แบบนี้จะเข้ามาได้ในเวลาที่เหมาะเจาะซะเหลือเกิน กับแผนการตอนนี้ของสตาร์บัคส์

เพราะตอนนี้ “สตาร์บัคส์” ต้องวางแผนจะ “ปิด” สาขารูปแบบเดิมที่มีค่าใช้จ่ายด้านการบริหารจัดการสูง ในสหรัฐอเมริกาลง ถึง 400 สาขา ภายใน 2 ปีนับจากนี้ ขณะเดียวกันก็ยังเดินหน้าเปิดสาขาใหม่อีก 300 สาขา ซึ่งก็ลดลงจากแพลนเดิมที่คาดว่าจะเปิดสาขาใหม่ 600 สาขาอยู่ดี โดยสาขาใหม่ที่จะเปิดขึ้นนี้จะโฟกัสที่ทำเลใจกลางที่เหมาะกับการที่ผู้บริโภคมารับกาแฟที่สาขาได้เอง

“วิชั่นของเราก็คือ ในเมืองใหญ่ จะมีส่วนผสมระหว่างสาขาใหญ่รูปแบบคาเฟ่ และสาขารูปแบบ Pickup โดยสาขาทั้ง 2 รูปแบบจะต้องเดินถึงกัน เพื่อที่จะทำให้ลูกค้ามีทางเลือกว่าอยากจะเอ็นจอยประสบการณ์กับสตาร์บัคส์ ผ่านคาเฟ่หรือแบบ Pickup” สตาร์บัคส์กล่าวในแถลงการณ์

นอกเหนือจากสหรัฐอเมริกาแล้ว สตาร์บัคส์ ยังมีแผนจะปิดสาขาในแคนาดาอีก 200 สาขา หรือคิดเป็น 15% ของจำนวนทั้งหมด 1,400 สาขา และหันไปใช้แนวทางเดียวกันกับที่สหรัฐอเมิรกา นั่นคือเติบโตผ่านเดลิเวอรี่และสาขาแบบ Pickup โดยอาจจะมีวิธีการกระตุ้นให้ลูกค้าหันมาทดลองรูปแบบนี้โดยให้ “คะแนนสะสม” เพิ่มมากขึ้น

ตัวอย่างแอปฯ สตาร์บัคส์ในแคนาดา

ในเมื่อ “โรคติดต่อ” จะไม่ติดต่อ ถ้าเราไม่ติดต่อกัน… พฤติกรรมการนั่งชิลล์นานในร้านกาแฟ คงจะต้อง “ขอให้งด” ไปก่อนในช่วงเวลานี้ จนกระทั่งมนุษยชาติจะมีวัคซีน รูปแบบร้านที่เหมาะสมกับยุคสมัย “เล็ก” แต่ “เข้าถึงง่าย” จึงกลายเป็น “หัวใจ” ที่ทำให้กาแฟของสตาร์บัคส์สามารถเสิร์ฟให้ถึงผู้คนได้อยู่ ในช่วงเวลานี้

Source

Source