HomeBrand Move !!สตาร์บัคส์ คืนชีพสาขา “สถานีชินคันเซน” ปรับใหม่เน้นความเร็ว ลงทุนเพิ่มจอ-สั่งล่วงหน้าได้ผ่านมือถือ

สตาร์บัคส์ คืนชีพสาขา “สถานีชินคันเซน” ปรับใหม่เน้นความเร็ว ลงทุนเพิ่มจอ-สั่งล่วงหน้าได้ผ่านมือถือ

แชร์ :

สตาร์บัคส์ (Starbucks) สาขาบนชานชาลาของสถานีรถไฟชิน-โยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งแล้ว หลังปิดปรับปรุงตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยยังคงขายกาแฟสำหรับผู้โดยสารที่กำลังเดินทางเช่นเดิม แต่เพิ่มเติมคือการยกระดับประสบการณ์ให้รวดเร็วขึ้น ด้วยการติดตั้งหน้าจอสั่งเครื่องดื่มแบบสัมผัส 2 จุด พร้อมรองรับการสั่งล่วงหน้าผ่านโทรศัพท์มือถือ เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจว่ากาแฟแก้วโปรดจะพร้อมรับก่อนรถไฟออกจากสถานีสตาร์บัคส์สาขานี้เปิดตัวครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2025 ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Brewed to Go” ที่ออกแบบมาเพื่อผู้โดยสารรถไฟชินคันเซ็นโดยเฉพาะ โดยจำหน่ายเฉพาะเครื่องดื่มและอาหารว่างแบบซื้อกลับ พร้อมระบบชำระเงินแบบ Cashless หรือไม่รับเงินสด

THINK THAILAND : NEXT LEVEL

Santos Or Jaune

อย่างไรก็ตาม หลังเปิดให้บริการได้ระยะหนึ่ง บริษัทตัดสินใจปิดสาขาเพื่อปรับปรุงระบบ ก่อนกลับมาเปิดอีกครั้งเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2026 พร้อมเพิ่มทางเลือกในการสั่งซื้อให้หลากหลายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอสั่งสินค้าแบบสัมผัส การสั่งผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือ รวมถึงการชำระเงินผ่านบัตร Starbucks Card

อีกหนึ่งไฮไลต์คือการติดตั้งเครื่องชงกาแฟ “Clover Vertica” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการชงที่สตาร์บัคส์พัฒนาขึ้นเอง ขณะที่เวลาเปิดให้บริการยังคงเดิมคือ 06.30-21.30 น. และยังคงให้บริการเฉพาะซื้อกลับบ้านเท่านั้น ไม่มีพื้นที่นั่งภายในร้าน

การกลับมาของสตาร์บัคส์สาขานี้สะท้อนให้เห็นว่า บริษัทกำลังพยายามแก้ Pain Point จากการเปิดให้บริการในช่วงแรก โดยเฉพาะโจทย์สำคัญของผู้โดยสารที่มีเวลาเพียงไม่กี่นาทีก่อนรถไฟออกจากชานชาลา ผ่านการลดขั้นตอนการสั่งซื้อและเพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการ โดยยังคงรักษามาตรฐานคุณภาพของกาแฟเอาไว้

ในอีกมุมหนึ่ง การปรับโฉมร้านบนชานชาลาสถานีชิน-โยโกฮามาครั้งนี้ยังสะท้อนแนวโน้มสำคัญของธุรกิจค้าปลีกยุคใหม่ นั่นคือ “เวลา” กำลังกลายเป็นทรัพยากรที่มีค่ามากขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับผู้บริโภค โดยสตาร์บัคส์แสดงให้เห็นว่า การแข่งขันไม่ได้อยู่ที่คุณภาพสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความรวดเร็วและความสะดวกในการเข้าถึงสินค้าและบริการด้วย ซึ่งเชื่อว่าในอนาคต เราจะได้เห็นแบรนด์ต่าง ๆ นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดเวลารอคอยและยกระดับประสบการณ์ลูกค้ามากขึ้นกว่าเดิม

Source


แชร์ :

You may also like