การ์ทเนอร์ บริษัทวิจัยชื่อดังด้านเทคโนโลยีออกมาคาดการณ์การใช้ไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก โดยระบุว่าจะเติบโตขึ้นถึง 26% ในปี 2569 นี้ และภายในปี 2573 การใช้ไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์จะสูงเกิน 1,200 TWh ซึ่งจะส่งผลให้การจ่ายไฟของระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Grid) ไม่เพียงพอต่อความต้องการในการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในอนาคตได้
หลิงหลาน หวาง (Linglan Wang) ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การ์ทเนอร์ กล่าวว่า “ความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วสำหรับการประมวลผล AI ที่ต้องใช้พลังงานสูงนั้น กำลังทำให้การบริโภคพลังงานของดาต้าเซ็นเตอร์พุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน”
“ขณะที่ขีดความสามารถ AI ในปัจจุบันเริ่มถูกจำกัดด้วยปริมาณไฟฟ้าที่มีให้ใช้ ส่งผลให้ความมั่นคงทางพลังงานของดาต้าเซ็นเตอร์กลายเป็นสมรภูมิแห่งใหม่ของการขยายธุรกิจและปกป้องผลกำไรเพื่อแข่งขันด้าน AI ระดับโลก”
ทั้งนี้ ความต้องการพลังงานของดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกในปี 2569 คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 27% โดยจะแตะระดับ 132 กิกะวัตต์ (GW) เพิ่มจาก 104 GW จากปีก่อน และคาดว่าภายในปี 2573 จะเพิ่มสูงถึง 290 GW สะท้อนให้เห็นถึงขนาดและความเร็วในการเติบโตเกินคาดของ GenAI ที่เป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดความต้องการด้านพลังงาน
จุดที่น่าสนใจในปีนี้คือ เซิร์ฟเวอร์ที่ปรับแต่งเพื่อรองรับ AI หรือ AI-Optimized Servers ยังเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักในการใช้พลังงานของดาต้าเซ็นเตอร์ที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งการ์ทเนอร์ประเมินว่าการนำ AI-Optimized Servers มาใช้งานจะคิดเป็นสัดส่วน 31% ของการใช้พลังงานในดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งหมดในปี 2569 และภายในปี 2573 ปริมาณการใช้ไฟฟ้าของเซิร์ฟเวอร์กลุ่มนี้จะโตแซงหน้าเซิร์ฟเวอร์แบบดั้งเดิม
จากการประเมิน การ์ทเนอร์คาดว่าภายในปี 2573 ยอดการใช้ไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์จะสูงเกิน 1,200 TWh ส่งผลให้การจ่ายไฟของระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Grid) ไม่เพียงพอต่อความต้องการในการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในอนาคต ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานดาต้าเซ็นเตอร์ทุกราย
“ผู้นำโครงสร้างพื้นฐานและการปฏิบัติการ (I&O) ต้องจัดลำดับความสำคัญเพื่อการอัปเกรดประสิทธิภาพขั้นสูง และการเข้าถึงแหล่งจ่ายไฟที่มั่นคง นอกจากนี้ยังจำเป็นต้องลงทุนในระบบทำความเย็นที่มีประสิทธิภาพสูง รวมถึงการประมวลผล Edge Computing ซึ่งเป็นแนวคิดสำหรับการประมวลผลข้อมูลหรือจัดการกับข้อมูลว่าควรจะเกิดขึ้นใกล้กับแหล่งที่มาของข้อมูลมากที่สุด เพื่อบรรเทาข้อจำกัดด้านพลังงาน และรองรับการเติบโตที่ยั่งยืน พร้อมสามารถขยายการเติบโตได้ในอนาคต” หวาง กล่าวทิ้งท้าย




