ส่องออฟฟิศ GET ทำงานอย่างไรในยุค “Food Delivery – RideSharing” แข่งเดือด

เป็นตัวเลขการเติบโตที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับสตาร์ทอัพด้าน Food Delivery และ Ride-Hailing รายล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวในประเทศไทยอย่าง GET โดยหลังจากเริ่มให้บริการอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ล่าสุดทางบริษัทได้ประกาศตัวเลขยอดดาวน์โหลดว่าแตะระดับ 1 ล้านครั้งไปแล้วเรียบร้อย และมีผู้ให้บริการ (Riders) เพิ่มขึ้นทะลุ 20,000 คนขณะที่ยอดผู้ใช้งานต่อเดือน (Active Monthly Users) อยู่ที่ 600,000 คนเลยทีเดียว

ส่วนเหตุผลที่ว่า GET เติบโตมาถึงจุดนี้ได้อย่างไรในเวลาแค่ 6 เดือน บางที “ออฟฟิศ” อาจเป็นหนึ่งในคำตอบที่เราสามารถถอดรหัสออกมาได้ โดยสิ่งที่พบจากออฟฟิศ GET ที่เปิดให้สื่อเข้าชมในวันนี้มาพร้อมพื้นที่การใช้งานแบบเปิดโล่ง ไม่ต่างจากการออกแบบสำนักงานของ Tech Company รวมถึงออฟฟิศยุคใหม่รายอื่น ๆ และถือเป็นการสร้างบรรยากาศให้เอื้อต่อการทำงานร่วมกันได้ดีทีเดียว

พื้นที่ส่วนกลางสำหรับประชุมย่อย ๆ หรือใช้ระดมความคิด โดยพื้นที่ลักษณะนี้จะกระจายอยู่ตามจุดต่าง ๆ ในบริษัท

หนึ่งในผู้ที่ยืนยันได้ดีคือ คุณพิทักษ์ จตุรภัทรไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน  ที่เผยว่า การทำงานในรูปแบบสตาร์ทอัพจำเป็นต้องมีพื้นที่แบบนี้ เนื่องจากมีปัญหาเข้ามาให้แก้ไขอยู่ตลอดเวลา และหลาย ๆ ครั้งที่ปัญหานั้นไม่สามารถแก้ได้โดยทีม ๆ เดียว แต่อาจต้องดึงหลาย ๆ ฝ่ายมาระดมความคิดกันเพื่อหาทางแก้ปัญหา

โดยคุณพิทักษ์ ยกตัวอย่างกรณีที่เคยเกิดขึ้นว่า ในช่วงเริ่มต้น เคยมีลูกค้าสั่งอาหารผ่าน Get Food แต่เมื่อ Riders ไปถึงที่ร้านอาหารกลับพบว่าต้องจ่ายค่าที่จอดรถด้วย ซึ่งค่าใช้จ่ายนี้ทางแอปไม่ทราบมาก่อน จึงไม่ได้ปรากฏอยู่ในแอปพลิเคชัน ทำให้ผู้บริโภคไม่ได้รับข้อมูลว่ามีค่าใช้จ่ายดังกล่าว และจะรู้สึกไม่พอใจที่จะใช้บริการต่อหากถูกเรียกเก็บค่าที่จอดรถเพิ่มนอกเหนือจากค่าส่งอาหาร

ปัญหาเหล่านี้หากเป็นองค์กรทั่วไป อาจถูกเก็บไว้รอนำเข้าที่ประชุมครั้งหน้า แต่สำหรับสตาร์ทอัพ มันคือการแก้ปัญหานั้น ๆ ในทันที และมีการระดมทีมงานหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายการเงิน, ฝ่าย Product, ฝ่ายปฏิบัติการ ฯลฯ มาประชุมร่วมกันเพื่อหาทางออก ซึ่งคุณพิทักษ์บอกว่า ออฟฟิศที่มีบรรยากาศและพื้นที่รองรับการทำงานร่วมกันทำให้การแก้ปัญหาทำได้รวดเร็วขึ้น

เมื่อ Work Hard ก็ต้อง Play Hard

ห้องเล่นเกม

หรือในส่วนของสวัสดิการพนักงาน พบว่านอกจากทางออฟฟิศจะมีบริการอาหารกลางวัน, โต๊ะปิงปอง, ห้องเล่นเกม, พื้นที่สันทนาการ, คอร์สโยคะ, จัดคอนเสิร์ต, หรือห้องนอนในกรณีที่ต้องการพักผ่อนแล้ว พนักงานทุกคนยังจะได้รับเครดิตเดือนละ 600 บาทเพื่อใช้ในบริการของ GET ด้วย โดยคุณพิทักษ์เผยว่า เหตุที่ให้งบประมาณกับพนักงานด้วยนั้นก็เพื่อให้พนักงานได้มีส่วนร่วมในโปรดักท์ขององค์กร ซึ่งอาจนำไปสู่การพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ ๆ เพิ่มเติม

Regional Company ต้องมีห้องประชุมทางไกล

การประชุมทางไกลเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาสำหรับบริษัท Regional Company และ GET ก็เช่นกัน เนื่องจากต้องมีการประชุมกับบริษัทแม่อย่าง Go-Jek ในอินโดนีเซียอย่างใกล้ชิด ซึ่งปัจจุบัน บริษัทมีห้องประชุมถึง 8 ห้อง และรองรับการประชุมทางไกลได้ทั้งหมด และรองรับการแชร์ไฟล์เพื่อนำเสนอได้แบบไร้สายด้วย

อย่างไรก็ดี ในส่วนของการเข้าทำงานนั้น พนักงานสามารถทำงานได้จากทุกที่ ไม่จำเป็นต้องเข้ามาที่ออฟฟิศจึงจะทำงานเสมอไป และไม่มีการตอกบัตรลงเวลาทำงาน เนื่องจากเทคโนโลยีที่มีให้นั้น รองรับการทำงานได้แบบ Anywhere Anytime แล้วนั่นเอง

นอกจากนั้น ในส่วนของที่นั่งทำงานก็ไม่จำกัดด้วยเช่นกัน โดยพนักงานสามารถเลือกมุมได้ตามสะดวกไม่ต่างจาก Tech Company อื่น ๆ หรือหากต้องการความเงียบเป็นพิเศษ ก็จะมีห้องทำงานที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะให้ได้ใช้กันด้วย

ห้องทำงานสำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัว

ในจุดนี้ คุณภิญญา นิตยาเกษตรวัฒน์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GET เผยว่ามาจากความเข้าใจในคนทำงาน Generation ใหม่ ซึ่งมีความต้องการแตกต่างกัน บางคนอาจเป็นกลุ่มที่เก็บตัว หรือต้องการทำงานโดยใช้สมาธิสูง ขณะที่บางคนก็อาจต้องการพื้นที่เฮฮา สนุกสนาน ออฟฟิศยุคใหม่ต้องสามารถสร้างสมดุลในการทำงานให้กับพนักงานได้อย่างเท่าเทียมกัน 

ทีมผู้บริหาร GET

ปัจจุบัน บนพื้นที่สำนักงานแห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ ขนาด 1,400 ตารางเมตรนี้ GET เผยว่ามีแผนจะเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่องทุกเดือน รวมถึงเพิ่มจำนวน Riders ให้มากขึ้นกว่านี้ด้วย นอกจากนั้น บริการ e-Wallet อย่าง GET Pay ก็ใกล้จะเปิดเวอร์ชันเต็มแล้วเช่นกัน

ทั้งหมดนี้จึงน่าติดตามว่า ภายใต้บรรยากาศออฟฟิศสีเหลือง-เทาแห่งนี้ พวกเขาจะขับเคลื่อนองค์กรไปสู่จุดใด แต่ถ้าหากพิจารณาจากสิ่งที่คุณก่อลาภ สุวัชรังกูร ผู้ร่วมก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาดกล่าวให้สัมภาษณ์ว่า การมาถึงของ GET คือการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคให้มาอยู่บนสมาร์ทโฟน ก็ต้องถือว่าภายในเวลา 6 เดือน พวกเขาเติบโตได้อย่างน่าประทับใจทีเดียว