HomeSponsoredผ่ายุค AI ครองโลก เทคโนโลยีสุดล้ำ หรือ ภัยใกล้ตัว ?

ผ่ายุค AI ครองโลก เทคโนโลยีสุดล้ำ หรือ ภัยใกล้ตัว ?

แชร์ :

ในช่วง 1- 2 ปีที่ผ่านมา คำว่า “AI” กลายเป็นคำยอดฮิตที่พูดถึงกันแพร่หลาย แต่ AI (Artificial Intelligence) หรือในหมู่คนไทยเรียกว่า ปัญญาประดิษฐ์ ที่ฉลาดมากๆ นี้เกิดขึ้นจากแขนงหนึ่งของวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ที่เกิดจากเทคโนโลยีที่คนเราเป็นคนสร้างขึ้นผ่านการป้อนข้อมูลและด้วยเทคนิคการเรียนรู้ของเครื่องจักร (Machine Learning) และการเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) ทำให้วันนี้ AI สามารถจดจำ สร้างระบบการคำนวณ พร้อมวิเคราะห์ข้อมูลได้เอง

BMW Class Of The Future

Santos Or Jaune

วันนี้ AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัวของคนเราอีกต่อไป ไม่ใช่แค่เรื่องของหุ่นยนต์ อย่างที่ดูกันในหนังดังๆ iRobot, Terminator, Pacific Rim, Real Steel ฯลฯ แต่ใกล้ชิดเรามากโดยที่คุณอาจไม่รู้ตัว เพราะถ้าสังเกตให้ดีไม่ว่าจะเป็น สมาร์ทโฟนที่ใช้กันอยู่ ที่สั่งเปิดปิดเครื่องได้ด้วยการสแกนใบหน้า Real-time (Face Scan) กล้องหน้า กล้องหลัง (AI Camera) ที่สามารถถ่ายได้ชัดแจ๋ว รู้แม้กระทั่งว่าภาพที่ถ่ายอยู่เป็นคน ดอกไม้ รถยนต์ ธรรมชาติ ฯลฯ หรือแม้แต่สมาร์ททีวีทุกวันนี้ที่สามารถสั่งงานเปิดปิดเปลี่ยนโหมด เปลี่ยนช่อง ค้นหารายการที่ชอบ ด้วยเสียงพูดได้ โดยที่ไม่ต้องกดผ่านรีโมทอีกต่อไป เพราะใช้ AI มาช่วยด้วยระบบการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing – NLP)  รวมไปถึง ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ เครื่องดูดฝุ่น ฯลฯ

อุปกรณ์ใกล้ตัวทั้งหมดเหล่านี้ ล้วนแต่มีการใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และอำนวยความสะดวก สร้างความสะดวกสบายให้แก่มนุษย์แทบทั้งสิ้น

หากมองในเชิงของธุรกิจ AI ก็เป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจสามารถออกแบบสินค้าและบริการให้เข้าถึงความต้องการของผู้บริโภคในยุคดิจิทัล ที่มีไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง ยกตัวอย่าง ธนาคาร สถาบันการเงินของไทยทุกวันนี้ต่างทุ่มงบในการทำ R&D (Research and development) นำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อช่วยรวบรวมและประมวล BIG DATA หรือ ข้อมูลธุรกรรมทางการเงินของลูกค้าที่มีอยู่มหาศาล เพื่อวิเคราะห์ และปล่อยสินเชื่อที่เหมาะสมให้แก่ลูกค้าในแต่ละราย ซึ่งการนำ AI มาช่วยแบบนี้ไม่เพียงเข้าถึงลูกค้า และตอบโจทย์สินเชื่อได้แบบเฉพาะคนเฉพาะกลุ่มมากขึ้น ในมุมของธนาคารยังลดต้นทุน และความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิด สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือที่ได้ยินกันคุ้นหูว่า NPL (Non-Performing Loan)

นอกจากในเชิงของธุรกิจแล้ว ทางภาครัฐยังมีการนำ AI มาช่วยจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อสร้างประโยชน์แก่คนไทยในเชิงมหาภาคด้วย อาทิ การบูรณาการทางด้านครอบครัว โดยมีการนำ AI สร้างสูตรสำหรับคัดกรองพ่อและแม่ที่มีโอกาสเสี่ยงที่จะไม่สามารถเลี้ยงดูบุตรให้มีคุณภาพที่ดีได้ เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐสามารถวางแผนให้ความช่วยเหลือกับพ่อและแม่ ให้สามารถเลี้ยงดูเด็กอย่างมีคุณภาพ เป็นเยาวชนที่ดีในอนาคตได้

หรือการลดปัญหาการตัดไฟฟ้าจากการชำระเงินล่าช้า โดยใช้ AI จัดกลุ่มประชากรกว่า 3.3 ล้านครัวเรือน ตามพฤติกรรมการชำระค่าไฟและการใช้ไฟของผู้ใช้ไฟจากการไฟฟ้านครหลวง เพื่อหารูปแบบที่เหมาะสมในการให้คำแนะนำช่องทางการชำระค่าไฟฟ้าก่อนที่จะโดนตัดไฟ ซึ่งทำให้การไฟฟ้านครหลวงประหยัดค่าใช้จ่ายในการต่อมิเตอร์ไฟหลังจากผู้ใช้ไฟถูกตัดได้

ร่วมนำมาใช้ส่งเสริมการท่องเที่ยว การใช้ข้อมูล Social media  และ AI ศึกษาความเห็นของนักท่องเที่ยวจาก Trip advisor เพื่อนำความคิดเห็นต่างๆ มาสร้างการแสดงผล (Visualization) และนำมาช่วยในการวางแผนจัดการการท่องเที่ยว การบริหารจัดการสถานที่ท่องเที่ยวได้อย่างเหมาะสม

ถัดมาคือ เตรียมความพร้อมของท่าอากาศยาน โดยนำข้อมูลอุตุนิยมวิทยาที่มีอยู่ และใช้ AI มาช่วยทำการวิเคราะห์ เพื่อจัดกลุ่มลักษณะภูมิอากาศ และวิเคราะห์ข้อมูลอนุกรมเวลา (Time series) ช่วยให้ท่าอากาศยานมีข้อมูลลักษณะภูมิอากาศที่เป็นปัจจุบัน ทำให้เพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการการขึ้นและลงของเครื่องบินได้ดียิ่งขึ้น เหล่านี้เป็นต้น

สมดุล ระหว่าง AI กับ สังคมไทย

เมื่อโลกเข้าสู่ยุคดิจิทัลที่ไม่อาจปฏิเสธเทคโนโลยี AI ได้อีกต่อไป คำถามที่ตามมาคือ AI จะกลายเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง และเข้ามาทดแทนศักยภาพของคนเราไปจนหมดสิ้นหรือเปล่า

คำตอบคือ ไม่มีอะไรทดแทนกันได้อย่างสมบูรณ์ แต่ในขณะเดียวกันเมื่อเทคโนโลยีพัฒนามีความชาญฉลาดมากขึ้น ทักษะความสามารถของคนเราก็ควรพัฒนาไปพร้อมกัน เพื่อร่วมกันส่งเสริมให้เกิดการยกระดับมาตรฐานใหม่ๆ

ดังนั้น หลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเทคโนโลยีในบ้านเรา จึงเร่งเดินหน้า และศึกษาบริบทของการพัฒนาระหว่างคน และเทคโนโลยีไปพร้อมกัน

ทั้งนี้ ดร.ชินาวุธ ชินะประยูร ผู้อำนวยการสถาบันวิสาหกิจดิจิทัลเริ่มต้น สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล แนะว่า “โอกาสในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์มีอนาคตที่สดใส เพราะสามารถแก้ปัญหาความท้าทายที่เกิดขึ้นในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นทางด้านสังคม อุตสาหกรรม หรือแม้กระทั่งทางด้านเศรษฐกิจในทุกมิติ และช่วยให้มนุษย์มีประสิทธิผลมากขึ้นทำงานและใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น

อย่างไรก็ตามความท้าทายที่สำคัญต่อการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ อาทิ ความยากในการพิจารณาการลงทุนในธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ เนื่องจากรูปแบบปัญญาประดิษฐ์ที่ซับซ้อนนั้นยากต่อการเข้าใจและเห็นถึงความแตกต่างระหว่างบริษัท ความยากในการวัดความก้าวหน้าในปัญญาประดิษฐ์ เนื่องจากไม่มีตัวชี้วัดที่จะตัดสินได้ถึงคุณภาพของข้อมูล กฎระเบียบที่เข้มงวดเกินไปในบางอุตสาหกรรม และสุดท้ายคือ ความยากในการจัดการข้อมูล เนื่องจากข้อมูลมาจากหลายแหล่ง ข้อมูลมีทั้งรูปแบบที่แน่นอนและไม่แน่นอน และข้อมูลมีความซับซ้อน”

ส่วนทางด้าน ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ย้ำว่าการวางรากฐานให้ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและสังคมไทยได้อย่างลงตัว และเต็มประสิทธิภาพนั้น จะต้องคำนึงถึงปัจจัยสำคัญใน 4 ด้านหลักๆ

“เริ่มต้นจากการพัฒนาทักษะเชิงดิจิทัลให้กับคนไทยอย่างทั่วถึง การปรับแต่งเทคโนโลยีให้เข้ากับสภาพการใช้งานจริง เช่น ในด้านของภาษา วัฒนธรรม หรือแม้แต่กฎหมายและกรอบนโยบาย การยกระดับเครือข่ายพันธมิตรและนักพัฒนาทั่วประเทศให้นำ AI มาใช้ได้อย่างเต็มที่ และความตั้งใจที่จะสร้างสรรค์ ออกแบบ และปรับแต่งผลิตภัณฑ์และบริการมาโดยเฉพาะ เพื่อความสำเร็จของลูกค้าในประเทศไทย”

ในขณะที่ ดร. พญ. พิจิกา วัชราภิชาต เป็นนักวิจัยชาวไทยผู้มีความเชี่ยวชาญทั้งในด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์  เชื่อว่า AI และ machine learning เป็นเทคโนโลยีที่สามารถเปลี่ยนแปลงแนวทางการรักษาโรคต่างๆ ได้ในอนาคต แต่แม้ว่า AI จะสามารถทำงานในหลายๆ ด้านได้แม่นยำกว่ามนุษย์มาก ทว่าเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ถือเป็นภัยต่อโอกาสในการทำงานของมนุษย์ เพราะ AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ แต่จะสามารถเสริมให้ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้สามารถทำงานกับข้อมูลได้เต็มประสิทธิภาพกว่าที่เคย ตัดสินใจได้แม่นยำกว่า และเดินหน้าสู่การค้นพบในหลากหลายสาขาได้รวดเร็วอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน”

ถึงตอนนี้เชื่อว่าหลายคนคงเห็นประโยชน์และบริบทของ AI  มากขึ้นพร้อมกับเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในอนาคต อย่างเข้าใจ และมีความสุข

ผู้ที่สนใจก็ต้องศึกษาและเลือกใช้อย่างชาญฉลาด โดยสามารถศึกษาข้อมูล และติดตามข่าวสารเพิ่มเติมจากหน่วยงานภาครัฐอย่าง สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล

เพียงเข้าไปได้ที่ http://www.depa.or.th

 


แชร์ :

You may also like

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ของคุณ เราจะถือว่าคุณยอมรับในเรื่องนี้ แต่คุณสามารถเลือกไม่รับได้หากต้องการตกลงอ่านเพิ่มเติม