ค้าปลีกแบบเดิมไม่พอแล้ว! “กลุ่มเซ็นทรัล” ปฏิวัติธุรกิจครั้งใหญ่ มุ่งสู่การเป็น “Tech Company”

0

“กลุ่มเซ็นทรัล” เผยผลงาน ตลอด 5 ปี เติบโตทุกทิศทาง ทั้งในไทยและต่างประเทศ พร้อมประกาศแผนธุรกิจในปี 2561 และยุทธศาสตร์ใหม่ที่จะนำพากลุ่มเซ็นทรัลสู่การเป็น “นิวเซ็นทรัล นิวอีโคโนมี” (NEW CENTRAL, NEW E-CONOMY) ทั้งในด้านเทคโนโลยี และผู้นำดิจิ-ไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์ม (Market Leader in Digi-Lifestyle Platform) อย่างเต็มรูปแบบ แห่งแรกของประเทศไทย ตลอดจนร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำของโลกในการเสริมแกร่งธุรกิจ ควบคู่ไปกับการพัฒนาคน และชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับกลุ่มเซ็นทรัล

คุณทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด เผยว่า ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา กลุ่มเซ็นทรัลได้ยึด 3 ยุทธศาสตร์หลักในการดำเนินธุรกิจ คือ

1. มุ่งสู่การเป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกไลฟ์สไตล์-บริการ (Lifestyle & Service Retailing)
2. ขยายธุรกิจให้ครอบคลุมทั้งในและต่างประเทศ
3. เสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจด้วยการร่วมมือกับพันธมิตร และการควบรวมกิจการ

ผลจากการดำเนินธุรกิจตามแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าว กลุ่มเซ็นทรัล ได้สร้างผลงานความสำเร็จในหลายมิติ ทั้งในด้านผลประกอบการที่เพิ่มสูงขึ้นในทุกๆปี โดย 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2556-2560) ตัวเลขยอดขายของทั้งกลุ่มเซ็นทรัลมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยมากกว่า 11% และในปี 2560 สัดส่วนของผลประกอบการก็เป็นที่น่าพึงพอใจ โดยแบ่งออกเป็น ยอดขายในประเทศไทย 72%, ยอดขายในยุโรป 15% และยอดขายในประเทศเวียดนาม 13% ซึ่งสัดส่วนของตัวเลขยอดขายดังกล่าวก็มีที่มาจากความสำเร็จของธุรกิจของกลุ่มเซ็นทรัลทั้งในประเทศไทย ยุโรป และประเทศเวียดนาม

เดินหน้าขยายสาขาทั่วไทย – ตั้งเป้ามีจำนวนร้านค้าปลีกในเครือรวม 7,509 แห่ง

• กลุ่มเซ็นทรัล ดำเนินธุรกิจค้าปลีกหลากหลายแขนงของประเทศไทย ทั้งธุรกิจห้างสรรพสินค้า, กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค, กลุ่มธุรกิจวัสดุก่อสร้าง สินค้าตกแต่งบ้าน และเครื่องใช้ไฟฟ้า, กลุ่มธุรกิจศูนย์การค้าและอสังหาริมทรัพย์, กลุ่มธุรกิจอุปกรณ์เครื่องเขียน หนังสือ และออนไลน์, กลุ่มธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ต, กลุ่มธุรกิจบริหารและการตลาดสินค้าแฟชั่น และ กลุ่มธุรกิจร้านอาหาร

• ในปี 2560 กลุ่มเซ็นทรัลมีจำนวนร้านค้ารวม 4,970 แห่ง ใน 38 จังหวัดทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าในอีก 5 ปี ข้างหน้า (2565) จะขยายจำนวนร้านค้าเป็น 7,509 แห่ง ครอบคลุม 52 จังหวัดทั่วประเทศ

• ไม่เพียงเน้นการขยายสาขาของห้างร้านในกรุงเทพมหานคร แต่ ยังขยายธุรกิจไปยังพื้นที่ต่าง จังหวัดด้วย โดยเห็นได้จากสัดส่วนของห้างร้านเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ที่สาขาในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด คิดเป็น 80 ต่อ 20 แต่ปัจจุบันสัดส่วนสาขาของกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ได้ปรับเปลี่ยนมาเป็น 54 ต่อ 46

ขยายอาณาจักรสู่ยุโรป ความสำเร็จในยุโรป

• 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2556-2560) ยอดขายของกลุ่มเซ็นทรัลในทวีปยุโรป มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 24% ซึ่งมาจากห้างสรรพสินค้าชั้นนำต่างๆของกลุ่มเซ็นทรัลในทวีปยุโรป ได้แก่ ห้างสรรพสินค้ารีนาเชนเต ประเทศอิตาลี, ห้างสรรพสินค้าอิลลุม ประเทศเดนมาร์ก และห้างสรรพสินค้ากลุ่มคาเดเว (ห้างคาเดเว, ห้างโอเบอร์โพลลิงเกอร์ และห้างอัลสแตร์เฮ้าส์) ประเทศเยอรมนี

• ในปี 2560 กลุ่มเซ็นทรัลได้เปิดห้างสรรพสินค้ารีนาเชนเต โรม แลนด์มาร์กแห่งใหม่ใจกลางกรุงโรม และเป็นแฟล็กชิพของห้างรีนาเชนเต แห่งที่ 2 (แฟล็กชิพแห่งแรก คือ ห้างรีนาเชนเต มิลาน) ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากชาวอิตาลี และบรรดานักท่องเที่ยว ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จ และความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของกลุ่มเซ็นทรัล และคนไทยทุกคน

“เวียดนาม” ประเทศยุทธศาสตร์สำคัญในอาเซียน

• 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2556-2560) ยอดขายของกลุ่มเซ็นทรัลในประเทศเวียดนามมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 340%

• กลุ่มเซ็นทรัล ถือเป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกต่างชาติรายใหญ่ที่สุดของประเทศเวียดนาม (Largest Foreign Retailer in Vietnam) ใน 5 ธุรกิจสำคัญ ได้แก่

– ธุรกิจศูนย์การค้า 31 แห่ง : บิ๊กซี
– ธุรกิจอาหาร 59 แห่ง : บิ๊กซี, ลานชีมาร์ท
– ธุรกิจแฟชั่น 49 แห่ง : โรบินส์, เดลาลา, ซูเปอร์สปอร์ต และ มาร์ค แอนด์ สเปนเซอร์
– ธุรกิจฮาร์ดไลน์ 78 แห่ง : เหงียนคิม, บีทูเอส
– ธุรกิจออนไลน์ 3 แพลตฟอร์ม : เว็บไซต์ NguyenKim.vn, Robins.vn และ B2S.com.vn

• ปัจจุบันกลุ่มเซ็นทรัลมีห้างร้านกระจายอยู่ทั่วประเทศเวียดนามรวมทั้งสิ้น 217 ร้าน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 700,000 ตรม. ใน 37 จังหวัด โดยตั้งเป้าในอีก 5 ปีข้างหน้า (2565) จะมีร้านค้าทั้งหมดรวมกว่า 753 ร้าน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 2,500,000 ตรม. ใน 57 จังหวัดทั่วประเทศ

• พนักงานของกลุ่มเซ็นทรัลในประเทศเวียดนามมีมากกว่า 17,000 คน พร้อมให้บริการลูกค้าที่มาใช้บริการไม่ต่ำกว่า 175,000 คนต่อวัน

Collaboration กลยุทธ์เติบโตก้าวกระโดด

นอกจากนี้กลุ่มเซ็นทรัลยังประสบความสำเร็จในด้านการร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำและบริษัทคู่ค้าแนวหน้าระดับโลก ที่ให้ความไว้วางใจ เชื่อมั่นในกลุ่มเซ็นทรัล และพร้อมที่จะนำความแข็งแกร่งมาเสริมให้ธุรกิจร่วมเติบโตอย่างก้าวกระโดดไปด้วยกัน อาทิ ดุสิตธานี สร้างโครงการมิกซ์ยูสบนถนนสีลม-พระราม 4, เจดีดอทคอม สร้างแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซใหม่ JD.co.th และพัฒนาอีโลจิสติกส์ อีไฟแนนซ์, ฮ่องกงแลนด์ สร้างโครงการมิกซ์ยูสบนถนนเพลินจิต และอิเกีย แห่งใหม่ที่จะเปิดเชื่อมต่อกับ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต ในวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2561 นี้

ล้วงลึกยุทธศาสตร์ “NEW CENTRAL, NEW E-CONOMY”

เพื่อที่จะต่อยอดธุรกิจให้เติบโตแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง “คุณญนน์ โภคทรัพย์” President ของกลุ่มเซ็นทรัล ได้ชูยุทธศาสตร์ 5 ปี หรือยุทธศาสตร์ใหม่สำหรับปี 2561-2565 ที่จะนำพากลุ่มเซ็นทรัลสู่การเป็น “นิวเซ็นทรัล นิวอีโคโนมี” (NEW CENTRAL, NEW E-CONOMY) ครองตำแหน่งผู้นำด้านดิจิ-ไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์ม (Digi-Lifestyle Platform) แห่งแรกในประเทศไทย เพื่อมอบประสบการณ์การใช้ชีวิตที่เหนือกว่า และครองใจลูกค้าตลอดกาล โดยดิจิ-ไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์มจะถูกพัฒนาในทุกกลุ่มธุรกิจในเครือของกลุ่มเซ็นทรัล รวมถึงต่อยอดไปยังธุรกิจใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น ผ่านการขับเคลื่อนใน 3 มิติสำคัญ คือ

1. ข้อมูล (Data) จัดเก็บข้อมูลทั้งหมด (Data Lake) จากทุกกลุ่มธุรกิจ ไว้บนระบบคลาวด์ เพื่อที่จะสร้างความเข้าใจที่ตรงกันเกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกค้าเชิงลึก (Single view of customer) และสามารถมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าให้กับลูกค้าคนพิเศษ

2. ลอยัลตี้ และการตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคล (Loyalty & Personalized experience) ผ่านทางแพลตฟอร์มใหม่ของเดอะวัน (The 1) จะทำให้กลุ่มเซ็นทรัลสามารถสร้างปฏิสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นกับลูกค้า และตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลได้ดียิ่งขึ้น

3. ออมนิแชแนล แพลตฟอร์ม (Omnichannel Platform) พัฒนาให้ทุกธุรกิจในเครือของกลุ่มเซ็นทรัลก้าวสู่การเป็นออมนิแชแนล แพลตฟอร์มอย่างแท้จริง สามารถเชื่อมต่อประสบการณ์การช้อปปิ้งระหว่างโลกออฟไลน์ และออนไลน์ได้อย่างไร้ขีดจำกัด ทุกที่ ทุกเวลา

นอกจากนี้กลุ่มเซ็นทรัลยังร่วมทุนกว่า 17,500 ล้านบาท กับ JD.Com ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซจากประเทศจีน ในการจัดตั้ง เจดี เซ็นทรัล (JD CENTRAL) สร้างมาร์เก็ตเพลส (Marketplace) แห่งใหม่ในชื่อ JD.co.th เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการเข้าถึงลูกค้าของกลุ่มธุรกิจในเครือกลุ่มเซ็นทรัล ซึ่งจะมีส่วนช่วยขับเคลื่อนให้เกิดดิจิ-ไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์ม อย่างรวดเร็วและครบวงจรยิ่งขึ้น โดยภายในเดือนพฤษภาคมนี้ เว็บไซต์ JD.co.th จะพร้อมเปิดให้บริการแก่ลูกค้า รวมถึงเปิดโอกาสให้สินค้าไทย และสินค้า SMEs ได้เผยแพร่สู่ตลาดโลก

การร่วมทุนกับ JD.com ไม่เพียงทำให้เกิดมาร์เก็ตเพลสแห่งใหม่ แต่ยังสร้างอีก 2 ธุรกิจใหม่ที่เปี่ยมศักยภาพให้กับกลุ่มเซ็นทรัล คื

1. อีโลจิสติกส์ (E-Logistics) กลุ่มเซ็นทรัลจะก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านโลจิสติกส์รายใหญ่ของประเทศไทย พร้อมบริการออนดีมานด์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

2. อีไฟแนนซ์ (E-Finance) กลุ่มเซ็นทรัลมุ่งหน้าสู่การเป็นบริษัทฟินเทค (FinTech) เต็มตัว ให้บริการด้านการเงินอย่างครบวงจร (One stop – integrated financial system) ครอบคลุมทั้งบริการอีเพย์เมนต์ (E-Payment) และอีไฟแนนเชียล (Financial) สำหรับทั้งลูกค้า และซัพพลายเออร์

และเพื่อให้การพัฒนาดิจิ-ไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์ม เป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบ กลุ่มเซ็นทรัลยังให้ความสำคัญกับ 4 องค์ประกอบหลัก ที่จะสามารถตอบสนองลูกค้าแบบไลฟ์สไตล์ ออนดีมานด์ และบรรลุเป้าหมายการเป็นนิวเซ็นทรัล อย่างแท้จริง ได้แก่

1. พันธมิตร (Alliance) กลุ่มเซ็นทรัลร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำระดับโลก ได้แก่ ดุสิตธานี, เจดีดอทคอม, ฮ่องกงแลนด์, อิเกีย และอีกหลากหลายพันธมิตรชั้นนำในอนาคตอันใกล้

2. เทคโนโลยี (Technology) กลุ่มเซ็นทรัลพร้อมมุ่งสู่การเป็นสุดยอด Technology Company ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยครบทุกมิติ เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจชาติในเชิงมหภาค โดยโฟกัสเทคโนโลยีแห่งอนาคตใน 4 ด้าน คือ

2.1 สร้างอีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์มที่ดีที่สุดให้กับทุกกลุ่มธุรกิจของกลุ่มเซ็นทรัล เพื่อให้เกิดการซินเนอจี้ระหว่างกันอย่างเต็มประสิทธิภาพ

2.2 สร้างฐานข้อมูลลูกค้าบนคลาวด์ เพื่อรวบรวมข้อมูลลูกค้าจากทุกกลุ่มธุรกิจในเครือของกลุ่มเซ็นทรัล และแหล่งข้อมูลอันเป็นประโยชน์อื่นๆ นำมาทำการวิเคราะห์ เพื่อให้เข้าใจพฤติกรรมลูกค้าเชิงลึก และสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในลักษณะเฉพาะบุคคลได้

2.3 สร้างแพลตฟอร์มไลฟ์สไตล์ใหม่ของเดอะวัน เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ (Engagement) กับลูกค้าอย่างเหนียวแน่น และมอบประสบการณ์การใช้ชีวิตที่เหนือกว่าให้กับลูกค้า

2.4 ลงทุนต่อเนื่องในด้านโลจิสติกส์ และศูนย์กระจายสินค้าที่ทันสมัย เพื่อปรับปรุงการให้บริการลูกค้าให้ได้รับความพึงพอใจยิ่งขึ้น อาทิ การพัฒนาคลังสินค้าระบบออโตเมติกของออฟฟิศเมทที่ใช้เงินลงทุนกว่า 1 พันล้านบาท เพื่อสร้างระบบอีโลจิสติกส์ให้สมบูรณ์แบบ

3. คน (People) กลุ่มเซ็นทรัลถือเป็นผู้สร้างงงานรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ด้วยจำนวนพนักงานมากว่า 220,000 คน และพนักงานผู้พิการอีกมากกว่า 700 คน เรายังคงสรรหา และส่งเสริมพนักงานที่เก่ง ดี และมีความสามารถในด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านดิจิตอล พร้อมมุ่งมั่นสร้างวัฒนธรรมการทำงานรูปแบบใหม่ อาทิ การให้โอกาสพนักงานได้ร่วมงานกับผู้บริหารระดับสูงอย่างใกล้ชิด, การจัดกิจกรรมเวิร์คชอป และโค้ชชิ่งที่หลากหลาย, การสร้างแรงบันดาลใจ และประสบการณ์ดีๆ ในที่ทำงาน ทั้งการปรับปรุงพื้นที่ทำงานให้น่าอยู่ และสนับสนุนให้พนักงานได้พัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการซีจี ชาเลนจ์ (CG Challenge) โครงการที่ให้พนักงานรุ่นใหม่ได้แสดงฝีมือ และความคิดสร้างสรรค์ในการครีเอตโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ที่จะตอบโจทย์ลูกค้าได้เป็นอย่างดี

4. ชุมชน (Community) กลุ่มเซ็นทรัลให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคม ภายใต้โครงการ “เซ็นทรัลทำ” ที่มีภารกิจหลักในการพัฒนา 4 เสา คือ คน, ชุมชน, สิ่งแวดล้อม, สันติภาพและวัฒนธรรม โดยมีจุดประสงค์ ดังนี้

4.1 สร้างงาน สร้างอาชีพ กลุ่มเซ็นทรัลช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนในชุมชน โดยเริ่มต้นจากการปลูกฝังให้นักเรียนได้ทดลองทำงานจริง เช่น งานเกษตรกรรม, งานฝีมือ รวมไปถึงจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เพื่อผู้พิการ ในการนำความรู้ไปประกอบอาชีพ เลี้ยงดูตนเองและครอบครัว นอกจากนี้ยังส่งเสริมเกษตรกรในการเพาะปลูก ช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้า และสนับสนุนช่องทางการจัดจำหน่ายภายในเครือกลุ่มเซ็นทรัลให้กับสินค้าจากชุมชนต่างๆ อาทิ ผักจากชุมชนบ้านน้ำดุกใต้ โดยปัจจุบันกลุ่มเซ็นทรัลได้ช่วยเหลือชุมชนไปแล้ว 481 ชุมชน พัฒนาสินค้าชุมชนกว่า 4,500 รายการ สร้างรายได้กว่า 967 ล้านบาท กลับคืนสู่ชาวบ้านไม่ต่ำกว่า 10,000 ครัวเรือน

4.2 สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน อาทิ สนับสนุนเครื่องกรองน้ำให้เด็กนักเรียน และครู ได้บริโภคน้ำสะอาด รวมถึงดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดในหลากหลายมิติ เช่น การจัดทำหลังคาโซล่าร์ในศูนย์การค้าเซ็นทรัล เพื่อลดการใช้ไฟฟ้า, ติดตั้งเครื่องรีไซเคิลขยะขวดพลาสติก ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์, ติดตั้งเครื่องชาร์จไฟสำหรับรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า บริเวณลานจอดรถ และโครงการเพื่อสังคมอีกมากมาย เช่น การสมทบทุนสร้างบ้านพิงพัก เพื่อผู้ป่วยมะเร็งสตรีที่ยากไร้ และการปรับปรุงห้องน้ำต้นแบบสวนลุมพินี เป็นต้น

ตั้งเป้าปี ’61 ยอดขายกว่า 3 แสนล้าน – ทุ่มงบกว่า 4 หมื่นล้าน ลงทุนทั้งในประเทศและนอกประเทศ

คุณทศ เผยเป้าหมายในปี 2561 ว่า กลุ่มเซ็นทรัลมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าตามยุทธศาสตร์นิวเซ็นทรัล นิวอีโคโนมี อย่างเต็มกำลัง เพื่อก้าวสู่การเป็นสุดยอดเทคคอมปานี และผู้นำด้านดิจิ-ไลฟ์สไตล์แพลต- ฟอร์มที่สมบูรณ์แบบที่สุด รวมไปถึงเติบโตทุกทิศทางเหมือนความสำเร็จในปีที่ผ่านๆมา โดยในปีนี้ตั้งเป้ายอดขายราว 397,308 ล้านบาท (คิดเป็นอัตราการเติบโต 14% จากปี 2560) และทุ่มงบประมาณกว่า 47,500 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 27.8% จากปี 2560) เพื่อขยายการลงทุนต่อเนื่องทั้งในและนอกประเทศ พร้อมพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า โดยมีแผนจะเปิดให้บริการศูนย์การค้า และโรงแรมแห่งใหม่ ตามระยะเวลาดังต่อไปนี้

ไตรมาส 1
– ท็อปส์ พลาซา พะเยา (เดือนมกราคม)

ไตรมาส 2
– เซ็นทรัลเวิลด์โฉมใหม่

ไตรมาส 3
– โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ อมตะ-ชลบุรี
– ท็อปส์ พลาซ่า สิงห์บุรี
– เซ็นทรัล ภูเก็ต แห่งที่ 2 และไตรภูมิ แอทแทรคชั่น
– เซ็นทารา เวสต์เบย์ เรสซิเดนซ์และสวีท โดฮา ประเทศกาตาร์

ไตรมาส 4
– ท็อปส์ พลาซา อำเภอผล ขอนแก่น, พัทลุง
– ห้างสรรพสินค้าเซน ป่าตอง ภูเก็ต
– โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ อมตะ-ชลบุรี
– ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ไอซิตี้ ศูนย์การค้าแห่งแรกของซีพีเอ็นในประเทศมาเลเซีย

นอกจากนี้ยังมีร้านค้าต่างๆที่จะเปิดใหม่ทั้งในประเทศไทยและประเทศเวียดนามกว่า 439 แห่ง ตลอดทั้งปีนี้