ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวปนความกังวล เมื่อปัญญาประดิษฐ์ (AI) รุกคืบเข้าเกือบทุกอุตสาหกรรม โดยเฉพาะโลกแห่งความคิดสร้างสรรค์ Nick Law หัวหน้าฝ่าย Creative Strategy & Experience ของ Accenture Song แชร์มุมมองในการ “ปรับกระบวนท่า” ทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
เขามองว่า ความคิดสร้างสรรค์ไม่เคยยืนอยู่ลำพังได้ หากไร้เทคโนโลยีเป็นตัวกลางในการแปลงไอเดียให้จับต้องได้ และนำไปใช้จริง ในยุคที่ AI ผลิตงานได้รวดเร็วและจำนวนมหาศาล บทบาทของครีเอทีฟจึงต้องขยับจากผู้ผลิต ปลายน้ำ ไปสู่ต้นน้ำ ที่ต้องใช้ทั้งไอเดีย ความกล้าแตกต่าง และที่สำคัญคือ วิจารณญาณที่มองขาด (Discernment)
เพราะในโลกที่เนื้อหาล้นทะลัก สิ่งที่สร้างความต่างไม่ใช่ความสามารถในการผลิต แต่คือ “รสนิยม” และ “เจตนา” (Intent)
“มนุษย์จะสามารถอธิบายได้ว่า ทำไมเราถึงเลือกทำสิ่งนี้ ลูกค้าจะรู้สึกอย่างไร และผลลัพธ์สุดท้ายควรเป็นแบบไหน การตีโจทย์ให้แตกและเลือกสิ่งที่ใช่ นั่นแหละคือรสนิยม” นิก กล่าว
เปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นมูลค่า ในวันที่โลกขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึม
การเป็นผู้นำด้านความคิดสร้างสรรค์ในวันนี้ ไม่ใช่แค่มีไอเดียใหม่ แต่ต้อง “พาไอเดียไปถึงผลลัพธ์” ให้ได้จริง โดยต้องสร้างสมดุลระหว่าง การคิดค้นสิ่งใหม่ (Inventive Mode) และ การสื่อสารและเข้าใจผู้คน (Empathetic Mode)
ความจริงที่น่าสนใจคือ มีเพียง 16% ขององค์กร ที่สามารถพัฒนาไอเดียไปสู่ผลลัพธ์จริงได้ ทั้งที่ 81% ยอมรับว่าความคิดสร้างสรรค์คือหัวใจของความแตกต่าง และองค์กรที่ทำได้สำเร็จ มีแนวโน้มเพิ่มรายได้สูงถึง 53%
สิ่งนี้สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่เราขาดไอเดีย แต่เราขาด Creative Leadership ที่จะเชื่อมโยงจินตนาการเข้ากับระบบปฏิบัติการ
นิก แนะนำการยกระดับ Creative Leadership โดยมี 3 องค์ประกอบสำคัญ:
- Commitment ความมุ่งมั่นในระดับวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่หน้าที่ของแผนกการตลาด แต่ต้องแทรกซึมอยู่ใน DNA ขององค์กร มีแรงจูงใจและพื้นที่ให้เกิดการทดลอง
- Structure โครงสร้างที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์ เลิกทำงานแบบไซโล (Silo) แล้วหันมาสร้างทีมที่ผสมผสานระหว่าง นักเล่าเรื่อง (Stories) ที่เน้นอารมณ์ความรู้สึก และ นักวางระบบ (Systems) ที่เน้นประสิทธิภาพ โดยมีเทคโนโลยีเป็นตัวกลาง
- Expertise ความเชี่ยวชาญที่ต้องเริ่มจากผู้นำ ถึงเวลาที่ “ผู้บริหารระดับสูง” (C-Suite) ต้องได้รับการฝึกฝนด้านครีเอทีฟ เพื่อให้สามารถบาลานซ์ระหว่างตัวเลขในงบกำไรขาดทุน กับประสบการณ์ของผู้บริโภคได้อย่างสมดุล
เขายังได้ยกตัวอย่างด้วยว่า ความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้จำกัดอยู่ในโฆษณาเท่านั้น ในซิลิคอนวัลเลย์ อาจหมายถึงการปั้นสตาร์ทอัพ ในฮอลลีวูด มีการเล่าเรื่องอย่างสร้างสรรค์ ผ่านภาพยนตร์ หรือด้านสถาปัตยกรรม ที่มีการออกแบบพื้นที่อย่างสร้างสรรค์ เป็นต้น ความครีเอทีฟจึงแทรกอยู่ได้ในทุกวงการ แก่นแท้คือการจินตนาการ และทำให้เกิดขึ้นจริง ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ด้านนี้ จะสามารถสร้างสมดุลระหว่าง “ระบบ” และ “ประสบการณ์” ทำให้ทั้งทีมและแบรนด์มีทิศทางที่ชัดเจน พร้อมสร้างคุณค่าในระยะยาว
เมื่อ “ธรรมดา” คือความเสี่ยงใหม่
ในยุคที่ AI ทำทุกอย่างได้เร็วและถูกลง สิ่งที่อันตรายที่สุดไม่ใช่การแข่งขันกับเทคโนโลยี แต่คือการตกอยู่ในภาวะ ความธรรมดา (Mediocrity) ดังนั้น ผลงานที่ไม่มีเอกลักษณ์ ไม่มีมุมมอง หรือไม่มีคุณค่าใหม่ จะถูกกลืนหายไปในกระแสข้อมูลอย่างรวดเร็ว
เคล็ดลับสำหรับธุรกิจหรือแบรนด์ในปี 2026 จึงไม่ใช่การรู้ว่า จะทำอย่างไร (How) แต่ควรตอบได้ว่า ทำไปเพื่ออะไร (Why) และควรทำอะไร (What) มี “รสนิยม” ในการคัดเลือก ปรับใช้ และต่อยอดสิ่งที่ AI สร้างขึ้น ให้เหมาะกับบริบท วัฒนธรรม และผู้คน
ดังนั้น เทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่คู่แข่ง แต่เป็นพันธมิตร ความท้าทายจึงอยู่ที่การ “แปลไอเดียให้กลายเป็นประสบการณ์ที่มีความหมาย” ผู้บริหารต้องคิดครบทั้งมิติ ทั้งด้านการเงิน การดำเนินงาน และความคิดสร้างสรรค์
เปลี่ยนจินตนาการให้เป็นสิ่งที่จับต้องได้ และที่สำคัญ… เข้าไปอยู่ในใจผู้คน
ท้ายที่สุดแล้ว เราอาจสร้างของเล่นที่ล้ำสมัยได้
แต่จะทำให้เด็ก “ยิ้ม” หรือ “กลัว”
ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยี
หากขึ้นอยู่กับว่าเรา “สร้างมันขึ้นมาเพื่ออะไร”




