“เซ็นทารา” เดินหน้าขยายธุรกิจโรงแรมในประเทศญี่ปุ่นต่อเนื่อง หลังความสำเร็จของ Centara Grand Hotel Osaka สู่การเปิดตัว “Centara Life Namba Osaka” โรงแรมแห่งที่สองของกลุ่มในญี่ปุ่น และถือเป็นโรงแรมแบรนด์ “Centara Life” แห่งแรกในตลาดญี่ปุ่น สะท้อนยุทธศาสตร์ขยายพอร์ตสู่เซกเมนต์ไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ พร้อมปักหมุด “โอซาก้า” เป็นฐานสำคัญของการเติบโตในภูมิภาค
“เซ็นทารา” เดินหน้าขยายธุรกิจโรงแรมในประเทศญี่ปุ่นต่อเนื่อง หลังความสำเร็จของ Centara Grand Hotel Osaka สู่การเปิดตัว “Centara Life Namba Osaka” โรงแรมแห่งที่สองของกลุ่มในญี่ปุ่น และถือเป็นโรงแรมแบรนด์ “Centara Life” แห่งแรกในตลาดญี่ปุ่น สะท้อนยุทธศาสตร์ขยายพอร์ตสู่เซกเมนต์ไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ พร้อมปักหมุดโอซาก้าเป็นฐานสำคัญของการเติบโตในภูมิภาค
คุณสุภาพร นวลจริง ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ละไม รีสอร์ท สมุย กล่าวว่า เซ็นทาราเดินหน้าขยายธุรกิจโรงแรมในประเทศญี่ปุ่นต่อเนื่อง หลังความสำเร็จของ Centara Grand Hotel Osaka สู่การเปิดตัว “Centara Life Namba Osaka” โรงแรมแห่งที่สองของกลุ่มในญี่ปุ่น และถือเป็นโรงแรมแบรนด์ “Centara Life” แห่งแรกในตลาดญี่ปุ่น สะท้อนยุทธศาสตร์ขยายพอร์ตสู่เซกเมนต์ไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ พร้อมปักหมุดโอซาก้าเป็นฐานสำคัญของการเติบโตในภูมิภาค
“ชื่อของโรงแรมคือ Centara Life Namba Hotel Osaka ซึ่งสะท้อนตัวตนของแบรนด์อย่างชัดเจน ทั้งในมิติของ “Centara Life” ที่เป็นโรงแรมไลฟ์สไตล์ของเซ็นทารา และ “Namba Osaka” ที่บ่งบอกถึงทำเลในย่านนัมบะ หนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของโอซาก้า”
ชูความคุ้มค่า ผสานไลฟ์สไตล์กับความสะดวกสบาย เจาะนักท่องเที่ยว
โรงแรมในแบรนด์ Centara Life ถูกวางตำแหน่งให้อยู่กึ่งกลางระหว่างโรงแรมไลฟ์สไตล์กับโรงแรมที่เน้นความสะดวกสบาย (Convenience) แตกต่างจากโรงแรมไลฟ์สไตล์ทั่วไปที่มักลดทอนบริการบางส่วนเพื่อเน้นระบบอัตโนมัติ โดย Centara Life ยังคงรักษาบริการพื้นฐานสำคัญไว้ ทั้งบุฟเฟต์อาหารเช้า การเช็กอินโดยพนักงาน และบริการช่วยเหลือช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว
“เราไม่ได้ขายแค่ความเป็นใจกลางเมือง แต่ขายความเป็นโอซาก้าจริงๆ เราอยากให้ลูกค้าได้ความยืดหยุ่นและความสะดวก แต่ยังคงมาตรฐานโรงแรมแบบเต็มรูปแบบไว้ โดย Centara Life แตกต่างจากแบรนด์ระดับบนอย่าง Centara Grand หรือ Centara Reserve ในด้านสิ่งอำนวยความสะดวกและระดับราคา แต่ยังคงมาตรฐานการบริการตามแบบเซ็นทารา”
นอกจากนี้ โรงแรมยังพัฒนา “Sora Bar” ให้เป็นพื้นที่แฮงเอาต์รูปแบบใหม่ เปิดรับทั้งแขกโรงแรมและลูกค้าภายนอก โดยอนุญาตให้นำอาหารจากภายนอกเข้ามารับประทานได้ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของนักเดินทางรุ่นใหม่และคนท้องถิ่น โดยห้องพักเริ่มแบบสแตนดาร์ดราคาอยู่ที่ประมาณ 9,000-10,000 เยนต่อคืน ,ห้องซูพีเรียร์และห้องดีลักซ์ปรับราคาเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 2,500 เยนต่อรูปแบบ และห้องแฟมิลี่เริ่มต้นที่ประมาณ 25,000 เยน
จุดขายสำคัญอีกด้านของโรงแรมคือทำเลที่ผสานความสะดวกและประสบการณ์แบบ “โอซาก้าท้องถิ่น” เข้าด้วยกัน โรงแรมตั้งอยู่ห่างจาก Namba Station และ Namba Parks เพียง 5–7 นาที แต่ในขณะเดียวกันก็รายล้อมด้วยย่านชุมชนและวัฒนธรรมท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นศาลเจ้า ตลาดปลาท้องถิ่นคิซุ (Kizu Market) ที่อยู่ห่างเพียง 50 เมตร หรือบรรยากาศเมืองเก่าที่แตกต่างจากย่านช้อปปิ้งหลัก
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านการออกแบบและประสบการณ์เข้าพักที่ยังคง “Thai Hospitality with Japanese Lifestyle” หรือการผสมผสานการบริการแบบไทยเข้ากับวิถีชีวิตญี่ปุ่น โดยโรงแรมใช้ล็อบบี้แบบโปร่งโล่ง สีสันสดใสตาม DNA ของ Centara Life ขณะเดียวกันก็ปรับบริการให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคญี่ปุ่นที่นิยม Self-service มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจำหน่ายอาหาร ห้องซักผ้าแบบบริการตนเอง และระบบการใช้งานที่ยืดหยุ่น
แม้ปรับให้เข้ากับตลาดญี่ปุ่น แต่โรงแรมยังคงรักษาความเป็นแบรนด์ไทยไว้ผ่านรายละเอียดต่างๆ ตั้งแต่อาหารเช้าที่มีเมนูไทย (อย่างน้อยวันละ2 เมนูทั้ง ) มุมขนมและเครื่องดื่มจากไทย เพลย์ลิสต์เพลงไทย ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ Amenities ที่นำเข้าจากประเทศไทย เพื่อสร้างความรู้สึกว่าเป็น “โรงแรมไทยในญี่ปุ่น” ที่กลมกล่อมกับวัฒนธรรมท้องถิ่น
ด้านฐานลูกค้าเน้นเจาะนักท่องเที่ยวจากหลากหลาย โดยตลาดอันดับหนึ่งยังเป็นนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น ตามด้วยเกาหลีใต้และไทย ขณะที่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ เริ่มเติบโตต่อเนื่องผ่านเครือข่ายการขายของเซ็นทารา โดยลูกค้าหลักประกอบด้วยกลุ่มครอบครัว นักเดินทางเดี่ยว และคู่รัก
หนึ่งในจุดเด่นที่ได้รับความสนใจคือแนวคิด “24-hour stay” ที่อนุญาตให้ผู้เข้าพักเข้าพักได้ครบ 24 ชั่วโมงตามเวลาเช็กอิน หากจองผ่านเว็บไซต์ของโรงแรม รวมถึงโปรโมชั่นเปิดตัวที่ลดราคาประมาณ 25–30% ส่งผลให้เริ่มได้รับความสนใจจากกรุ๊ปทัวร์และพาร์ทเนอร์ในหลายประเทศ ทั้งไทย เกาหลีใต้ และไต้หวัน
นอกจากนี้ โรงแรมยังพัฒนา “Sora Bar” ให้เป็นพื้นที่แฮงเอาต์รูปแบบใหม่ เปิดรับทั้งแขกโรงแรมและลูกค้าภายนอก โดยอนุญาตให้นำอาหารจากภายนอกเข้ามารับประทานได้ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของนักเดินทางรุ่นใหม่และคนท้องถิ่น
เตรียมขยายเพิ่มแห่งที่ 3 รับเทรนด์ท่องเที่ยวญี่ปุ่นโต
คุณแอนดี้ โนห์ Cluster General Manager ของ Centara Grand Osaka และ Centara Life Namba Osaka กล่าววว่า ในปี 2569 มีโรงแรมใหม่เปิดให้บริการในโอซาก้ากว่า 13 แห่ง เพิ่มจำนวนห้องพักเข้าสู่ตลาดเกือบ 2,000 ห้อง สะท้อนว่าตลาดยังคงดึงดูดผู้ลงทุนอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตามท่ามกลางการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นเป็นเครื่องยืนยันถึงศักยภาพของโอซาก้าในฐานะจุดหมายปลายทางที่มีความแข็งแกร่งทั้งด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว โดยตลาดท่องเที่ยวโอซาก้ายังคงเติบโตเฉลี่ย 5–7% ต่อปี จากแรงหนุนของนักท่องเที่ยวเอเชีย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาลญี่ปุ่น
นอกจากนี้ เซ็นทารา ยังเดินหน้าขยายพอร์ตในญี่ปุ่นต่อเนื่อง หลังจากได้รับการตอบรับที่ดีจาก Centara Grand Osaka และ Centara Life Namba Osaka ปัจจุบันมีการพูดคุยโครงการใหม่ในหลายเมือง ทั้งฮอกไกโด เกียวโต และโตเกียว โดยขึ้นอยู่กับจังหวะการปิดดีลและความร่วมมือกับพันธมิตรในพื้นที่
สำหรับ Centara Life Namba Osaka นั้น โรงแรมเกิดจากความร่วมมือระหว่างเซ็นทาราและ Taisei บริษัทก่อสร้างรายใหญ่ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นพันธมิตรต่อยอดจากโครงการก่อนหน้า สะท้อนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจญี่ปุ่นต่อแบรนด์ไทย
แม้เศรษฐกิจญี่ปุ่นปี 2569 จะถูกคาดการณ์ว่าขยายตัวต่ำกว่า 1% แต่เซ็นทารายังคงมองอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในระยะยาวอย่างเป็นบวก พร้อมปรับกลยุทธ์ให้เท่าทันภาวะตลาดและรักษาจุดแข็งด้านบริการแบบไทย
“เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการสร้างอัตราการเข้าพัก แต่คือการทำให้แบรนด์เซ็นทาราแข็งแรงขึ้นในญี่ปุ่น และเป็นหนึ่งในตัวเลือกอันดับแรกของนักเดินทาง” คุณแอนดี้ โนห์กล่าว
การเปิดตัว Centara Life Namba Osaka จึงไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มจำนวนโรงแรมในพอร์ตของเซ็นทารา แต่ยังเป็นหมากสำคัญในการขยายแบรนด์ไทยสู่ตลาดญี่ปุ่น ผ่านการวางตำแหน่งที่ชัดเจนระหว่างไลฟ์สไตล์ ความคุ้มค่า และประสบการณ์ท้องถิ่น ซึ่งอาจกลายเป็นต้นแบบของการเติบโตในเมืองท่องเที่ยวสำคัญอื่นๆ ของญี่ปุ่นในอนาคต










