HomePR News“สเฟียร์เอท” แนะองค์กรใช้กลยุทธ์ Business Matching+พันธมิตร+เทคโนโลยี เสริมแกร่ง Digital Transformation

“สเฟียร์เอท” แนะองค์กรใช้กลยุทธ์ Business Matching+พันธมิตร+เทคโนโลยี เสริมแกร่ง Digital Transformation

แชร์ :

คุณบุญศิริ หัสสรังสี CEO of SPHERE8 Co.,Ltd.

คุณบุญศิริ หัสสรังสี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SPHERE8

ปัจจุบัน “Digital Transformation” กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาธุรกิจและเสริมศักยภาพให้องค์กรทั่วโลก มีหลายองค์กรในประเทศไทยส่วนใหญ่ลุกขึ้นมาให้ความสำคัญในการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยต่อยอดการเติบโตของธุรกิจเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งการจะทำ Digital Transformation นั้น จำเป็นต้องเริ่มจากการวางกลยุทธ์ พร้อมมองหาเทคโนโลยี หรือ โซลูชั่น ที่เหมาะสมมาใช้พัฒนาองค์กร แน่นอนว่าจำเป็นจะต้องมี “ผู้เชี่ยวชาญ” มาช่วยวางกลยุทธ์ และจับคู่เครือข่ายทางเทคโนโลยี (Business Matching) เพื่อเป็น “ทางลัด” สำหรับการเตรียมความพร้อมให้องค์กรสามารถขับเคลื่อนธุรกิจไปได้อย่างเติบโตและยั่งยืนในยุคดิจิทัลนี้

Santos Or Jaune

คุณบุญศิริ หัสสรังสี กรรมการผู้จัดการบริษัท สเฟียร์เอท จำกัด (SPHERE8) บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านการวางกลยุทธ์พัฒนาธุรกิจสู่ยุคดิจิทัล และการจับคู่ทางธุรกิจด้วยเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มศักยภาพให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน กล่าวว่า เรามองว่าไม่ช้าก็เร็วทุกองค์กรต้องทรานส์ฟอร์ม และปรับตัวเพื่อก่อให้เกิด Innovative Culture ภายในองค์กร เพื่อจะสามารถทำงานร่วมกับบริษัทข้ามชาติ หรือสตาร์ทอัพได้ดียิ่งขึ้นและสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล ซึ่งหากองค์กรใดเตรียมพร้อมก่อนหรือปรับตัวได้ก่อน จะมีความได้เปรียบในอนาคต บริษัทฯ จึงเห็นโอกาสที่จะช่วยผลักดันธุรกิจไทยให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด ด้วย 5 กลยุทธ์การทำงานที่สำคัญ นั่นคือ

  1. การจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching)
  2. การนำ “เทคโนโลยี” มาใช้
  3. เรามี “เครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ” ให้การสนับสนุน
  4. การวางกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จ จนเกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจใหม่ๆ และ
  5. ทักษะและประสบการณ์ ความเป็นมืออาชีพในการประสานงานและเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงบริษัท ลดข้อจำกัดทางภาษาและวัฒนธรรม เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนในระยะยาว

“จุดเด่นของสเฟียร์เอทคือการทำงานร่วมกับองค์กรในเชิงปฏิบัติเพื่อให้เป็นไปตามกลยุทธ์และแผนงานที่วางไว้ โดยบริษัทฯจะมีส่วนร่วมตั้งแต่การวิเคราะห์ปัญหาหรือช่วยมองหาโอกาสในการพัฒนาและขยาย ธุรกิจ จากนั้นจึงเฟ้นหาเทคโนโลยีหรือโซลูชั่นที่ตอบโจทย์จากเครือข่ายทั่วโลก และวางแผนนำเทคโนโลยี เหล่านั้นเข้ามาประยุกต์ใช้กับองค์กร นอกจากกลยุทธ์เชิงธุรกิจแล้ว บริษัทฯยังให้ความสำคัญในเรื่องการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างองค์กรกับบริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีหรือโซลูชั่นนั้นๆ เพื่อให้การดำเนินงานสำเร็จไปได้ด้วยดี และเพื่อให้การทำงานร่วมกันในอนาคตเป็นไปได้อย่างราบรื่นในระยะยาวและ มีประสิทธิภาพ” ซีอีโอสเฟียร์เอท กล่าว

คุณบุญศิริ ยังระบุต่อถึงแนวทางการทำตลาดในปีนี้ว่า บริษัทฯ วางเป้ารายได้เพิ่มขึ้น 20% โดยตลอด 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ มีความพร้อมที่จะรุกตลาด เพื่อขยายฐานลูกค้าองค์กรใหม่ๆ มากขึ้น ผ่านเครือข่ายต่างๆที่มี รวมทั้งการทำseminar/webinarกับพาร์ทเนอร์เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าธุรกิจต่างๆมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งมีแผนจะประชาสัมพันธ์บริษัทฯ ผ่านการให้ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีและดิจิทัลทรานสฟอร์เมชั่น

นอกจากนี้ ในช่วงปลายไตรมาสที่ 2-3 บริษัทฯ ตั้งใจจะขยายธุรกิจไปยังกลุ่มเป้าหมายที่เป็นสตาร์ทอัพ โดยมุ่งเน้นไปที่การผลักดันและช่วยเหลือสตาร์ทอัพไทย ตั้งแต่การให้คำปรึกษาทางธุรกิจ ไปจนถึงการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยช่องทางที่มองไว้ คือ ผ่านทางหน่วยงานของภาครัฐ มหาวิทยาลัย นักลงทุน และพาร์ทเนอร์ของเราที่อยู่ในระบบนิเวศทั้งในไทยและต่างประเทศ

“สเฟียร์เอท มีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ เราทำงานเป็นที่ปรึกษาให้ทั้งหน่วยงานภาครัฐ บริษัทชั้นนำของประเทศไทย รวมถึงสตาร์ทอัพ และบริษัทฯยังมีประสบการณ์ในการดำเนินโครงการที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก อาทิ โครงการ IIM-IDE 2000 และ Corporate SPARK 2021 รวมทั้งเรายังมีส่วนร่วมในการขยายระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมของ ไทยสู่ระดับสากล โดยมีเป้าหมายที่จะเสริมสร้างขีดความสามารถด้านนวัตกรรมของไทยผ่านแพลตฟอร์ม อย่าง SPHERE 8 Finder ซึ่งมีพันธมิตรในอีกหลายประเทศ อาทิ อิสราเอล ไต้หวัน นิวซีแลนด์ และสหรัฐอเมริกา เป็นต้น” ผู้บริหารสเฟียร์เอทกล่าว

อย่างไรก็ดี ซีอีโอสาวเก่ง ยังได้แนะนำกลยุทธ์การผลักดันธุรกิจไทยให้เติบโตและสามารถแข่งขันได้ในระดับสากลในยุคดิจิทัลว่า ปัจจุบันทั่วโลกมีผู้คิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆออกมาแทบทุกวัน ฉะนั้นการมองหา หรือ เลือกสรรเทคโนโลยี หรือ knowhow ที่เหมาะสมมาปรับใช้กับองค์กรนั้น ๆ จะสามารถช่วยลดระยะเวลาและประหยัดเรื่องงบประมาณได้พอสมควร อีกทั้งการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ยังช่วยเพิ่มโอกาสความสำเร็จและช่วยเพิ่มศักยภาพองค์กร ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้ธุรกิจไทยสามารถปรับเปลี่ยนและก้าวทันตามเทรนด์โลกได้ อีกทั้งยังตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ตรงจุดและรวดเร็วมากยิ่งขึ่น

สำหรับภาคธุรกิจในประเทศไทยที่มองว่าจำเป็นต้องเร่งปรับตัวมีทั้งหมด 6 กลุ่มหลัก ได้แก่

1.กลุ่ม Fintech เพราะโลกการเงินไม่เคยหยุดนิ่ง ธุรกิจกลุ่มนี้จำเป็นต้องพัฒนาและปรับตัวตลอดเวลา
2. FoodTech/AgriTech เนื่องจากประเทศไทยมี resource/raw material ที่สามารถนำไปต่อยอดได้หลากหลาย จึงควรนำเทคโนโลยีมาช่วยพัฒนาต่อยอดสินค้าและบริหารให้ทันเทรนด์ผู้บริโภค
3. Medical/Healthcare ประเทศไทยได้ชื่อว่าได้รับการยอมรับจากนานาชาติในแง่ความพร้อมทั้งบุคลากรและบริการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้า จึงเป็นสายธุรกิจที่เติบโตอย่างมากในประเทศที่ควรต้องเร่งปรับตัว เพื่อประเทศไทยจะได้เป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ในระดับสากล
4. Environment & Energy ประเทศไทยขับเคลื่อนด้วยธุรกิจสายพลังงานค่อนข้างมาก จึงควรนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดต้นทุน
5. Industry Tech ประเทศไทยเรามีโรงงานอุตสาหกรรมมากมายมหาศาล อีกทั้งยังเป็นฐานการผลิตที่ยิ่งใหญ่ระดับภูมิภาค หากสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ในการดำเนินงาน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างชัดเจน และจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างก้าวกระโดด
6. IT& Cyber การมีระบบ IT และมีความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่แข็งแกร่ง นับเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกองค์กรต้องเร่งปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล

“ในปี 2022 เราคงจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในระบบการทำงานของผู้ประกอบการในประเทศไทยมากขึ้น โดยเฉพาะการนำเทคโนยีมาประยุกต์ใช้ให้เข้าการทำงานแบบเดิม ๆ เช่น การประยุกต์ใช้ระบบ A.I.&Robotics, การนำระบบ Cloud และ Data Analytics เพื่อจัดเก็บข้อมูลและตอบโจทย์การทำงานแบบ WFH และการปฏิบัติงานแบบ Hyperautomation เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ เห็นผลลัพท์ได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น” คุณบุญศิริกล่าวปิดท้าย


แชร์ :

You may also like

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ของคุณ เราจะถือว่าคุณยอมรับในเรื่องนี้ แต่คุณสามารถเลือกไม่รับได้หากต้องการตกลงอ่านเพิ่มเติม