เปิดแผนปี 64 “เถ้าแก่น้อย” เร่งเครื่องสินค้าใหม่ “สาหร่ายกัญชง- Plant-based” พระเอกกู้ยอดขาย

สถานการณ์โควิด-19 ในปีที่ผ่านมา เริ่มเห็นการปรับตัวของหลายธุรกิจที่พึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยว กระจายความเสี่ยง Diversify สร้างแหล่งรายได้ใหม่ๆ ลดผลกระทบจากกำลังซื้อนักท่องเที่ยวที่อาจยังไม่ฟื้นตัว กลับมาปกติได้เร็วนัก “เถ้าแก่น้อย” สแน็คสาหร่าย ที่มียอดขายในประเทศ  1 ใน 4 มาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะจีน จึงต้องปรับกลยุทธ์ใหม่โฟกัสตลาดไทย ด้วยสินค้าใหม่ ที่จะได้เห็นทั้งกลุ่ม Plant-based และ กัญชง เทรนด์มาแรงในปีนี้

- Advertisement -

บทสรุปผลประกอบการ บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) ในปี 2563 แม้ไตรมาส 4 ต้องเจอกับภาวะ “ขาดทุน” แต่โดยรวมทั้งปีมีรายได้จากการขาย 3,983 ล้านบาท ลดลง 24.4%  ยังทำกำไรสุทธิ 243 ล้านบาท ลดลง 33.8% จากปี 2562

สาเหตุที่รายได้และกำไรลดลงก็มาจากผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทยหายไปตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2562 ซึ่งกลุ่มนี้คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 4 ของรายได้จากการขายในประเทศ และมาตรการล็อคดาวน์ ปิดห้างสรรพสินค้า หรือ ห้ามบุคคลออกนอกที่อยู่อาศัย ที่กำหนดในหลายประเทศ เช่น ไทย อินโดนีเซีย สหรัฐฯ  มีผลทำให้ยอดขายลดลง

– ตลาดในประเทศ มีรายได้จากการขายในปี 2563 รวม 1,275 ล้านบาท ลดลง 39.8% จากช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า โดยภาพรวมตลาดสแน็ค (Salty Snack) -10%  และสแน็คสาหร่าย -28%  ขณะที่เถ้าแก่น้อยยังคงส่วนแบ่งการตลาดขนมขบเคี้ยวประเภทสาหร่ายได้กว่า 64% เน้นการสร้างแบรนด์ผ่านกิจกรรมการตลาดออนไลน์และการออกสินค้าใหม่ รวมถึงขยายสายผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องดื่มเพื่อทดแทนยอดขายกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังไม่สามารถเดินทางได้

โดยเริ่มนำสินค้านมพาสเจอไรส์ รสชานม Just Drink เข้าวางขายในร้านสะดวกซื้อกว่า 6,000 สาขา ในช่วงสุดสัปดาห์สุดท้ายของเดือนธันวาคม โดยวางแผนกระจายสินค้าและจำนวนสินค้าต่อเนื่องตลอดปี 2564 ปัจจุบันครอบคลุม 12,000 สาขาร้านเซเว่น อีเลฟเว่นแล้ว

– ตลาดต่างประเทศ มีรายได้ในปี 2563 รวม 2,707 ล้านบาท ลดลง 14% จากปี 2562 โดยตลาดจีนเป็นสัดส่วน 40% ของรายได้ มียอดขาย 1,514 ล้านบาท ลดลง 20.6%  และตลาดอื่นๆ  1,194 ล้านบาท  ลดลง 4% นอกจากสถานการณ์โควิดแล้ว ช่วงปลายปียังได้รับผลกระทบจากสภาวะขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และการปรับขึ้นราคาค่าขนส่งทางเรือระหว่างประเทศกว่า “เท่าตัว” ซึ่งคาดว่าปัญหานี้จะเริ่มคลี่คลายช่วงต้นปี 2564

ลดต้นทุนปิด “เถ้าแก่น้อยแลนด์” เหลือสาขาเดียว ในปี 2563 เมื่อได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยวต่างชาติหายไป จึงได้ทำการลดต้นทุน ด้วยการปิดร้าน “เถ้าแก่น้อยแลนด์” 14 สาขา เพราะลูกค้า 80% คือนักท่องเที่ยวต่างชาติ และปี 2564 จะปิดอีก 4 สาขา เหลือเพียง 1 สาขา ที่ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21

Taokaenoi Land
ร้านขายของฝากเถ้าแก่น้อยแลนด์ (Facebook เถ้าแก่น้อยแลนด์)​

ส่งสินค้าใหม่กลุ่มกัญชง– Plant-based ฟื้นยอดขายปี 64

แม้ปี 2564 สถานการณ์โควิด-19 เริ่มดีขึ้นหลังหลายประเทศเริ่มฉีดวัคซีน แต่การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวยังต้องใช้เวลาอีกระยะก่อนจะกลับสู่ปกติ

คุณต๊อบ อิทธิพันธ์ พีระเดชาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู้ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) มองว่าปี 2564 ยังคงเป็นอีกปีที่ต้องเจอกับความท้าทาย

1. ตลาดในประเทศ จะค่อยๆ ฟื้นตัวดีขึ้นเรื่อย ๆ  ตั้งแต่เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ตลาดดีกว่าไตรมาส 4 ปีก่อน แต่ยังห่วงเรื่องการกระจายตัวของวัคซีนว่าจะใช้เวลาเท่าไหร่กว่าจะครอบคลุมประชากรทั่วประเทศ และการระบาดของโควิดก็ยังเกิดขึ้นเป็นบางพื้นที่ แม้จะลดลงแล้วก็ตาม ทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวยังไม่แน่นอนว่าจะเปิดประเทศได้มากน้อยแค่ไหนในปีนี้ จากปัจจัยนี้น่าจะทำให้ช่วงไตรมาส 1 และ 2 ตลาดสแน็คสาหร่ายในประเทศยังอยู่ในภาวะชะลอตัว

2. ยอดขายต่างประเทศ หลายประเทศเริ่มกลับมาฟื้นตัวโดยเฉพาะ สหรัฐฯ ตลาดสแน็คสาหร่าย มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ทำยอดขายได้ดี เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกปีก่อน แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ในการส่งออก และต้นทุนต่อคอนเทนเนอร์ราคาสูงขึ้น โดยกำลังอยู่ระหว่างหาทางแก้ไข

3. การรวมโรงงานผลิตไปอยู่ที่โรจนะแห่งเดียว ทำให้ไตรมาสแรกปีนี้ เริ่มเห็นสัญญาณบวกต่อการใช้ประสิทธิภาพด้านการกำลังการผลิตได้ดีขึ้น แต่ต้องดูการบริหารซัพพลายให้สอดคล้องกันกับความต้องการด้วย เพราะไตรมาส 1 และ 2  ดีมานด์ยังไม่คงที่ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ

4. กลยุทธ์ออกสินค้าใหม่ทดแทนรายได้กลุ่มนักท่องเที่ยว โอกาสปีนี้ต้องอาศัย การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ (New product development : NPD) มาช่วยกระตุ้นตลาด เพราะที่ผ่านมาสาหร่ายเถ้าแก่น้อย พึ่งพานักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้าในประเทศไทย ดังนั้น NPD จะช่วยฟื้นรายได้กลับมาทดแทนตลาดนักท่องเที่ยวได้

โดยไตรมาส 1 และ 2 จะทยอยออกสินค้าใหม่ สาหร่ายโปรตีน และสาหร่ายที่ Co-Branded Products กับแบรนด์อื่นๆ ไตรมาสแรกมี 3 สินค้าใหม่ และจะมีการออกสินค้าใหม่ทุกไตรมาสตลอดปีนี้

Taokaenoi_Justdrink
คุณต๊อบ – อิทธิพันธ์ พีระเดชาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู้ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน)

“โอกาสสำคัญที่จะได้เห็นในครึ่งปีแรก เรากำลังร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ใหม่ พัฒนา Plant-based Snack เตรียมประกาศความร่วมมือในเร็วๆนี้ และที่กำลังเป็นกระแสสนใจ คือผลิตภัณฑ์ส่วนผสมกัญชง(Hemp) เถ้าแก่น้อยกำลังอยู่ระหว่างพัฒนาสินค้า ทั้ง 2 โปรดักท์ใหม่จะเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญในปีนี้แน่นอน เพื่อทำตลาดทั้งไทยและต่างประเทศ”

อีกกลุ่มธุรกิจสำคัญที่ Diversify ไปเมื่อปลายปี คือกลุ่มเครื่องดื่ม ชานมไต้หวัน Just Drink  ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้กระจายสินค้าเข้าร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ทุกสาขาแล้วประมาณ 12,000 แห่ง ยังมียอดขายที่ดี  ในเดือนมิถุนายน 2564 จะเปิดตัวสินค้าชานมใหม่ 1 รายการ ซึ่งจะช่วยสร้างยอดขายในประเทศได้ดี คาดว่าจะทำยอดขายได้ 2 ล้านขวดต่อเดือน นอกจากนี้กำลังพัฒนาเครื่องดื่มชาไต้หวัน เพื่อส่งออกกลุ่ม CLMV  สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งปีหลัง

แผนธุรกิจในปี 2564 ทั้งการออกสินค้าใหม่ในกลุ่มสแน็คสาหร่ายและเครื่องดื่มชานม เพื่อทำให้รายได้กลับมาแทนตลาดนักท่องเที่ยวยังไม่กลับมาปกติในปีนี้  โดยครึ่งปีแรกเถ้าแก่น้อย น่าจะทำยอดขายได้ไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท ทั้งปีนี้คาดว่าจะทำได้  5,200 ล้านบาท กำไรขั้นต้น 30% กำไรสุทธิ 12-14% (กลับไปเท่ากับปี 2562 ก่อนเกิดโควิด)

หลังจากช่วงที่ผ่านมา “เถ้าแก่น้อย” มีกระแสข่าวลือเกี่ยวกับการขายหุ้นของผู้ก่อตั้งออกมาเป็นระยะนั้น คุณต๊อบ อิทธิพันธ์ ย้ำในประเด็นนี้ว่า “ยังไม่มีอะไรเป็นเหมือนในข่าวลือ ผมยังเป็นคนของเถ้าแก่น้อยอยู่ และเถ้าแก่น้อยยังเป็นของผมอยู่ คงบอกชัดเจนได้ประมาณนี้”