ดิสนีย์ (Disney) เข้าสู่การเปลี่ยนผ่านอีกครั้ง โดยมีการแต่งตั้ง จอช ดามาโร (Josh D’Amaro) ประธานของดิสนีย์ เอ็กซ์พีเรียนซ์ เป็นซีอีโอคนต่อไป แทนที่ บ็อบ ไอเกอร์ (Bob Iger) ซึ่งการขึ้นดำรงตำแหน่งซีอีโอจะมีผลในวันที่ 18 มีนาคมนี้ ส่วน Iger จะดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาอาวุโสและสมาชิกคณะกรรมการบริหารของดิสนีย์จนกว่าจะเกษียณอายุจากบริษัทในวันที่ 31 ธันวาคม
สำหรับการส่งไม้ต่อครั้งนี้มีหลายเรื่องที่ต้องจับตา โดยเฉพาะประเด็นเรื่องจำนวนนักท่องเที่ยวสวนสนุกที่ลดลง และทำให้หุ้นของดิสนีย์ร่วงอย่างมีนัยสำคัญถึง 5% ในการซื้อขายเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งบริษัทไม่ได้ให้เหตุผลชัดเจนนัก เกี่ยวกับการลดลงของนักท่องเที่ยวดังกล่าว แต่มีตัวเลขจากรอยเตอร์ระบุว่า ในปี 2025 สหรัฐอเมริกาบันทึกจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 6% ซึ่งสะท้อนว่า การเดินทางจากต่างประเทศเข้าสหรัฐอเมริกานั้นไม่ได้สดใส และทางดิสนีย์ได้เตรียมแผนรับมือกับปัญหานี้ด้วยการเน้นเจาะกลุ่มผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกาแทน
ทั้งนี้ แผนกที่ Josh D’Amaro ดูแลอย่างดิสนีย์ เอ็กซ์พีเรียน (รวมถึงสวนสนุก เรือสำราญ และสินค้าอุปโภคบริโภคของดิสนีย์) อาจกล่าวได้ว่าเป็นเดอะแบกของบริษัทในไตรมาสล่าสุด โดยทำรายได้อยู่ที่ 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 72% ของกำไรจากการดำเนินงานรายไตรมาสของบริษัทที่ราว 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ
ขณะที่แผนกธุรกิจบันเทิงของดิสนีย์ ซึ่งรวมถึงสตูดิโอภาพยนตร์ เครือข่ายโทรทัศน์ และบริการสตรีมมิ่ง ยังอยู่ภายใต้ความท้าทาย เนื่องจากพบว่า แผนกดังกล่าวมีกำไรจากการดำเนินงานลดลง 35% สาเหตุมาจากค่าใช้จ่ายด้านการตลาดสำหรับภาพยนตร์ที่เข้าฉายจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงภาพยนตร์ที่ทำรายได้ถล่มทลายอย่าง “Zootopia 2” และ “Avatar: Fire and Ash” ด้วย
ด้านเบน บาร์ริงเกอร์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยเทคโนโลยีของ Quilter Cheviot ให้ความเห็นเกี่ยวกับราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงของดิสนีย์ว่า เกี่ยวข้องโดยตรงกับธุรกิจสวนสนุก และมองว่าขนาดของธุรกิจนี้มีความสำคัญมาก และจะส่งผลต่อตลาดโดยรวม
อย่างไรก็ดี รายได้โดยรวมของบริษัทเพิ่มขึ้น 5% เป็น 26,000 ล้านเหรียญสหรัฐสำหรับไตรมาสแรกของปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 27 ธันวาคม ซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์รายได้จาก LSEG ที่ตั้งเป้าไว้เพียง 25,700 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยดิสนีย์รายงานกำไรก่อนหักภาษีที่ 3.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ สูงกว่าที่วอลล์สตรีทคาดการณ์ไว้ที่ 3.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ
ส่วนกำไรต่อหุ้นที่ปรับปรุงแล้วลดลงเหลือ 1.63 เหรียญสหรัฐ หรือลดลง 7% จากปีก่อนหน้า ซึ่งทางดิสนีย์ออกมาเผยแนวโน้มของบริษัทในปีนี้ด้วยว่า คาดการณ์การเติบโตของกำไรต่อหุ้นเป็นเลขสองหลักตลอดทั้งปี เมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2025 และกำลังดำเนินการซื้อหุ้นคืนมูลค่า 7 พันล้านเหรียญสหรัฐด้วย
ส่วนบริการสตรีมมิ่งของดิสนีย์ ซึ่งรวมถึง Disney+, Hulu และ ESPN พบว่ามีรายได้จากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 72% เป็น 450 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ไม่มีการเปิดเผยตัวเลขผู้ใช้งานแต่อย่างใด
จากข้อมูลการดำเนินงานต่าง ๆ ของดิสนีย์ ไม่ผิดที่นักลงทุนจะคาดหวังกับการมาถึงของซีอีโอคนใหม่ว่าจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ ซึ่งหากพิจารณาจากแถลงการณ์ที่ Iger ส่งออกมา จะพบว่าเขากล่าวยกย่อง Josh D’Amaro ไว้ในหลายด้าน เช่น มีความเข้าใจในแบรนด์ดิสนีย์อย่างลึกซึ้ง อีกทั้งยังใส่ใจในรายละเอียดที่สำคัญ และสามารถผสมผสานความคิดสร้างสรรค์เข้ากับความเป็นเลิศในการดำเนินงานเข้าด้วยกันได้ และ Josh D’Amaro อยู่ในกลุ่มผู้บริหารระดับสูง 4 คนของดิสนีย์ที่รายงานตรงต่อ Bob Iger ด้วย
ก่อนที่ Josh D’Amaro จะเข้ามารับหน้าที่นี้ เขาดำรงตำแหน่งประธานของ Disney Experiences ซึ่งเปรียบเสมือนกลไกแห่งความคิดสร้างสรรค์และตัวขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาวของบริษัท ในการดูแลธุรกิจสวนสนุกและโรงแรม ซึ่งประกอบด้วยสวนสนุก 12 แห่ง และโรงแรมรีสอร์ต 57 แห่ง ใน 6 จุดหมายปลายทางหลักทั่วโลก ทั้งในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และเอเชีย นอกจากนี้ยังมีโครงการแลนด์มาร์คสำคัญคือสวนสนุกดิสนีย์แห่งใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอาบูดาบี (Abu Dhabi) กลุ่มธุรกิจที่เขาได้รับมอบหมาย ยังครอบคลุมถึง Disney Signature Experiences หรือ บริการที่เราคุ้นเคยกันในชื่อ Disney Cruise Line สวนสนุกลอยน้ำ ที่จะพาลูกค้าไปสัมผัสการเดินทางที่แวดล้อมไปด้วยคาแร็กเตอร์ของดิสนี่ย์ ซึ่งตอนนี้กำลังได้รับความนิยมสูงสุด จนมีแผนขยายจำนวนเรือจาก 7 ลำ เป็น 13 ลำ ภายในปี 2031
อีกทั้งความรับผิดชอบของยังมีเรื่องของ Disney Consumer Products ธุรกิจออกใบอนุญาตลิขสิทธิ์ (Licensing) สำหรับสินค้าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นของเล่น เสื้อผ้า และของใช้ในบ้าน รวมถึงแฟรนไชส์ชื่อดังอย่าง National Geographic นอกจากนี้ยังดูแลธุรกิจสำนักพิมพ์สื่อสิ่งพิมพ์สำหรับเด็กที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตลอดจนธุรกิจเกมดิจิทัลและแอปพลิเคชัน รวมถึงความร่วมมือครั้งสำคัญกับ Epic Games ในการสร้างจักรวาลดิจิทัลภายในระบบนิเวศของ Fortnite เพื่อให้แฟนๆ ได้เล่น รับชม ช้อป และมีส่วนร่วมกับตัวละครและเรื่องราวที่รักจาก Marvel, Star Wars, Pixar, Avatar และอื่นๆ
“จุดแข็งของ Disney ก็คือบุคลากรของเรา เรามีความเป็นเลิศด้านความคิดสร้างสรรค์ที่หล่อหลอมเรื่องราวและประสบการณ์ ด้วยจุดแข็งนี้ไม่มีขีดจำกัดว่า Disney จะสามารถก้าวไปได้ไกลเพียงใด และผมรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ทำงานร่วมกับทีมงานทั่วทั้งองค์กร รวมถึงพันธมิตรด้านความคิดสร้างสรรค์ที่ยอดเยี่ยม เพื่อเชิดชูมรดกของ Disney ควบคู่ไปกับการเดินหน้าสร้างนวัตกรรม เติบโต และส่งมอบคุณค่าที่เป็นเลิศให้แก่ผู้บริโภคและผู้ถือหุ้นของเรา ผมขอขอบคุณ Bob Iger สำหรับการเป็นพี่เลี้ยงอย่างเอื้อเฟื้อ มิตรภาพ และอิทธิพลอันลึกซึ้งจากภาวะผู้นำของเขา” Josh D’Amaro กล่าว
Josh D’Amaro ปัจจุบันอายุ 54 ปี ร่วมงานกับดิสนีย์ในปี 1998 ที่ดิสนีย์แลนด์รีสอร์ต เขาสำเร็จการศึกษาด้านบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ (Georgetown University)






