
John Ternus และ Tim Cook สองผู้นำจาก Apple
แอปเปิล (Apple) ประกาศแต่งตั้ง จอห์น เทอร์นัส (John Ternus) รองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์เป็นซีอีโอคนใหม่ โดยจะขึ้นแทนที่ ทิม คุก (Tim Cook) ซึ่งจะย้ายไปดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารแอปเปิล มีผล 1 กันยายน ส่วนในระหว่างนี้ Ternus และ Tim Cook จะทำงานร่วมกันเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น
การเปลี่ยนตัวซีอีโอนี้ยังทำให้ John Ternus กลายเป็นซีอีโอคนที่ 8 ของ Apple หลังจากที่ Tim Cook เข้ารับตำแหน่งต่อจาก Steve Jobs ในปี 2011 ไม่นานก่อนที่ Steve Jobs จะเสียชีวิต ซึ่งเขาได้ระบุในเอกสารของ Apple ด้วยว่า
“นับเป็นเกียรติสูงสุดในชีวิตของผมที่ได้เป็นซีอีโอของ Apple และได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้นำบริษัทที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ ผมรัก Apple จากหัวใจทั้งหมดของผม และผมรู้สึกขอบคุณอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับทีมงานที่เปี่ยมด้วยความเฉลียวฉลาด มีความคิดสร้างสรรค์ และมีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของลูกค้าและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีที่สุดในโลก”
ทั้งนี้ มูลค่าตลาดของ Apple เพิ่มขึ้นประมาณ 24 เท่าในยุคที่ Tim Cook บริหาร โดยปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ที่มูลค่า 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนั้น Tim Cook ยังได้รับค่าตอบแทนรวม 74.6 ล้านเหรียญสหรัฐในปีที่แล้ว (ประมาณ 2,390 ล้านบาท) ซึ่งรวมถึงเงินเดือนพื้นฐาน 3 ล้านเหรียญสหรัฐ และหุ้นอีกหลายล้านเหรียญสหรัฐ โดยนิตยสารฟอร์บส์ประเมินว่าเขามีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 2,200 ล้านเหรียญสหรัฐ
ในยุคสมัยของ Tim Cook พบว่า เขามีการเปิดตัวอุปกรณ์ Wearable ออกมามากมาย รวมถึงชุดหูฟังเสมือนจริง Vision Pro ซึ่งประสบปัญหาในการหาตลาดรองรับนับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2024 ด้วย
สำหรับ John Ternus ปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายฮาร์ดแวร์ของแอปเปิล และทำงานที่แอปเปิลมาประมาณครึ่งชีวิต โดยเข้าร่วมงานเพียง 4 ปีหลังจากสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียด้วยปริญญาด้านวิศวกรรมเครื่องกล นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้ดูแลทีมวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ที่อยู่เบื้องหลัง iPhone, iPad, Mac, Apple Watch, AirPods และ Vision Pro ด้วย
อย่างไรก็ดี การรับตำแหน่งซีอีโอครั้งนี้มีความท้าทายรออยู่ John Ternus มากมาย โดย Apple กำลังเผชิญกับปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อนมากขึ้นจากสถานการณ์สงครามที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเดินหน้าโจมตีอิหร่าน ตลอดจนปัญหาภาษีนำเข้าของรัฐบาลทรัมป์ และปัญหาการขาดแคลนหน่วยความจำที่เชื่อมโยงกับความต้องการชิป AI ที่พุ่งสูงขึ้น



