AWC ซื้อกิจการโรงแรมซิกมาพัทยา-เวิ้งนาครเขษม โควิดทำพิษปี 63 ขาดทุน 1,881 ล้านบาท

วัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ AWC

แม้สถานการณ์ COVID-19 ส่งผลกระทบอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสาหัส แต่เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ยังเห็นโอกาสลงทุนระยะยาว ส่ง AWC เข้าซื้อกิจการโรงแรมซิกมา พัทยา เสริมพอร์ตโฟลิโออีกแห่ง

- Advertisement -

บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC รายงานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เข้าซื้อโรงแรมซิกมา รีสอร์ท จอมเทียน พัทยา ซึ่งเป็นโรงแรมสูง 14 ชั้น อยู่ติดถนนเลียบหาดจอมเทียน  มีห้องพัก 287 ห้อง ซึ่งเป็นการซื้อสินทรัพย์จากบริษัท เอเพ็กซ์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ในวงเงิน 550 ล้านบาท และต้องใช้งบประมาณปรับปรุงจำนวน 1,288 ล้านบาท รวมมูลค่าการลงทุน 1,838 ล้านบาท โดยได้ลงนามในสัญญาซื้อขายโครงการแล้วในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564

ปัจจุบัน AWC มีโรงแรมเปิดดำเนินการแล้ว 18 แห่ง รวม 4,941 ห้อง ในทำเล กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต หัวหิน สมุย กระบี่ และพัทยา  สำหรับโครงการในพัทยา เดิม AWC  มีโครงการที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา 3 แห่งอยู่แล้ว คือ เจดับบลิว แมริออท พัทยา บีช, พัทยา แมริออท มาร์คีส์ โฮเทล และ อควาทีค พัทยา, ออโตกราฟคอลเลคชั่น  โรงแรมซิกมา ถือเป็นแห่งที่ 4 ในพัทยา ที่เข้ามาอยู่ในพอร์ตโฟลิโอของ AWC

บอร์ดอนุมัติซื้อหุ้น “เวิ้งนาครเขษม”

นอกจากนี้ในการประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 ได้มีมติเห็นชอบเข้าซื้อหุ้นสามัญในบริษัท ทีซีซี เวิ้งนาครเขษม จำกัด คิดเป็นส่วนได้เสีย 100% ของหุ้นที่ออกและชำระแล้ว มูลค่า 8,347 ล้านบาท

นอกจากนี้ ทีซีซี เวิ้งนาครเขษม ต้องใช้เงินลงทุนพัฒนาโครงการประมาณ 8,247 ล้านบาท รวมเป็นเงินที่บริษัทต้องจ่าย 16,595 ล้านบาท โดยจะเปิดดำเนินการโครงการมิกซ์ยูสในส่วนที่จอดรถ ไตรมาส 3 ปี 2569 พื้นที่ค้าปลีกและโรงแรมไตรมาส 1 ปี 2570 ห้องชุดปล่อยเช่าร่วมและห้องชุดโซโห ไตรมาส 3 ปี 2570

อีกโครงการคือลงทุนใน บริษัทวรรณทรัพย์พัฒนา จำกัด โดยการซื้อหุ้นสามัญ 100% มูลค่า 50 ล้านบาท เพื่อให้ได้สิทธิการเช่าโครงการลาซาล 8 ไร่ และต่อสัญญาเช่าที่ดินอีก 147 ล้านบาท AWC มีแผนการใช้เงินเพื่อลงทุนพัฒนาโครงการจำนวน 514 ล้านบาท รวมเป็นเงินที่ต้องจ่าย 712 ล้านบาท โดยจะเปิดโครงการลาซาล 8 ไร่ ไตรมาส 4 ปี 2566 โดยทั้ง 2 โครงการนี้คณะกรรมการบริษัทจะนำเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติต่อไป

ปี 63 ขาดทุน 1,881 ล้านบาท

สถานการณ์ในปี 2563 อุตสาหกรรมท่องเที่ยวต้องเจอกับโรคระบาด COVID-19  การประกาศ พรก.สถานการณ์ฉุกเฉินตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2563 ประกาศของสำนักงานการพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ห้ามอากาศยานทำการบินเข้าประเทศไทยชั่วคราว ทำให้ไม่มีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางเข้ามา และการระบาดใหม่ของ COVID-19 ในเดือนธันวาคม 2563 ถึงปัจจุบัน ได้กระทบอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้ชะลอตัวลง  แต่คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นหลังจากเริ่มมีการฉีดวัคซีนในปีนี้

ผลประกอบการในปี 2563  AWC มีรายได้จากการดำเนินงานรวม 6,133  ล้านบาท ลดลง 53.7%  โดยธุรกิจโรงแรมและบริการ (Hospitality) ได้รับผลกระทบจากการลดลงของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังไม่สามารถเดินทางเข้ามาได้  และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า (retail)  ได้รับผลกระทบจากการให้ส่วนลดค่าเช่ากับผู้เช่า เพื่อช่วยให้คู่ค้าผ่านวิกฤติไปด้วยกัน เนื่องจากวิกฤติโควิด-19  ที่เริ่มตั้งแต่ต้นปี 2563 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจโรงแรมและอสังหาฯ ทำให้ปี 2563 มีผลขาดทุนสุทธิ 1,881 ล้านบาท

ปี 2563 ธุรกิจโรงแรมและบริการ (Hospitality) มีรายได้ 2,903 ล้านบาท ลดลง 66.7%   ธุรกิจอสังหาฯ เพื่อการพาณิชย์  มีรายได้ 3,410 ล้านบาท ลดลง  22.7%

แต่บริษัทสามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างมั่นคง จากการต่อยอดกลยุทธ์ลงทุนที่หลากหลายและสมดุลเชิงธุรกิจ (Balanced and Diversified Portfolio) ทำให้ธุรกิจยังคงเดินหน้าไปได้

คุณวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่  AWC กล่าวว่าเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยระยะยาว จึงเปิดโครงการใหม่ระดับแลนด์มาร์ค เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย

ปี 2563 ได้ดำเนินการตามแผนงานเดิมเปิดโครงการ โรงแรมมีเลีย เกาะสมุย, โรงแรมบันยันทรี กระบี่ เรือสิริมหรรณพ และลาซาล อเวนิว เฟส 2 การดำเนินการดังกล่าวได้สร้างความมั่นคงให้กับพอร์ตทรัพย์สินของ AWC ทำให้ ณ สิ้นปี 2563 มีสินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้นเป็น 125,696 ล้านบาท โดยเติบโตจาก 99,549 ล้านบาท ในปี 2562 อยู่ที่ 26%

นอกจากนี้ได้ปรับปรุงโครงการเดิม ไม่ว่าจะเป็น ตะวันนา บางกะปิ 2 โรงแรมคอร์ทยาร์ด บาย แมริออท ภูเก็ตทาวน์

“ในปี 2564 AWC ยังเดินหน้าพัฒนาธุรกิจตามแผนการ ทั้งการพัฒนาโครงการใหม่ๆ รวมทั้งการปรับปรุงโครงการเดิมให้เป็นจุดหมายปลายทางหลักด้านการท่องเที่ยว เพื่อสร้างความมั่นใจให้อุตสาหกรรม ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของไทยสามารถกลับมาเป็นปกติได้โดยเร็วและเติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อไป”