เปิดเส้นทาง Jeff Bezos สู่มหาเศรษฐีคนแรกที่มีทรัพย์สินสุทธิ 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจาก Elon Musk ที่ก้าวขึ้นมาติดทำเนียบ Centibillionaire รายล่าสุดของโลกไปหมาด ๆ อีกหนึ่งมหาเศรษฐีที่ต้องได้รับการบันทึกเอาไว้ในตอนนี้ก็คือ Jeff Bezos เจ้าของ Amazon กับการเป็นบุคคลแรกที่มีทรัพย์สินสุทธิมากกว่า 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐไปแล้วเรียบร้อย

โดยตั้งแต่ต้นปี 2020 ถึงตอนนี้ ทรัพย์สินของ Jeff Bezos มีมูลค่าเพิ่มขึ้นประมาณ 87,900 ล้านเหรียญสหรัฐ (อ้างอิงจาก Bloomberg Billionaires Index) ซึ่งในภาพรวม ทรัพย์สินสุทธิของเขามีมูลค่าแตะ 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

โดยการเพิ่มขึ้นนั้น หลัก ๆ คือได้อานิสงส์จาก Covid-19 ที่ทำให้เกิดการล็อกดาวน์เมืองต่าง ๆ ซึ่งนำไปสู่การใช้บริการเดลิเวอรี่จาก Amazon เพิ่มขึ้น ประกอบกับปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ทำให้นักลงทุนหันมาให้ความสนใจกับตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาที่ยังร้อนแรง ทำให้หุ้นของ Amazon เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา (จากราคา 1,700 เหรียญสหรัฐในเดือนมีนาคมเป็น 3,450 เหรียญสหรัฐเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2020)

เมื่อหันไปย้อนดูเส้นทางเศรษฐีแสนล้านของ Jeff Bezos ต้องบอกว่าเริ่มขึ้นเมื่อปี 2017 ซึ่งเป็นปีที่เขามีทรัพย์สินแตะ 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐเป็นครั้งแรก และหลังจากนั้นอีก 3 ปี ทรัพย์สินดังกล่าวก็ทวีมูลค่าขึ้นจนแตะ 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐอย่างที่ปรากฏ

มูลค่าทรัพย์สินของ Jeff Bezos ที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลให้อดีตภรรยา McKenzie Scott ที่หย่าร้างกันไปเมื่อปีก่อน และได้รับส่วนแบ่งหุ้น Amazon มาจากเขากลายเป็นผู้หญิงที่รวยที่สุดในโลกไปด้วย โดยทรัพย์สินที่เธอครอบครองอยู่ในตอนนี้มีมูลค่าถึง 66,400 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2,063,048 ล้านบาท

แต่ไม่เฉพาะ Jeff Bezos เพราะมหาเศรษฐีคนอื่น ๆ ในทำเนียบของ Bloomberg Billionaires Index ก็ “รวย” ขึ้นไปตาม ๆ กัน เพราะจนถึงตอนนี้ บรรดา 500 คนแรกที่มีทรัพย์สินมากที่สุดในโลกต่างมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นรวมกันถึง 871,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 15% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

อย่างไรก็ดี ข่าวในลักษณะนี้อาจไม่ค่อยเป็นผลดีต่อเจ้าตัวนัก โดยเฉพาะในช่วงที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญภาวะที่ยากลำบากจากพิษ Covid-19 ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาที่ Amazon ให้บริการอยู่ เพราะมันสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำในสังคมที่เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งสหรัฐอเมริกาในตอนนี้ยังเผชิญกับปัญหาการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก จากประมาณ 4% ในเดือนมีนาคม พุ่งขึ้นไปเป็น 14% ในเดือนพฤษภาคมโดยไม่มีทีท่าว่าจะแก้ไขได้ในเร็ววันด้วย

Source

Source