เจาะลึก 5 สเต็ปลงโฆษณา TikTok ง่ายๆ ใครๆ ก็ทำได้

ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้ แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมีบทบาทต่อการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อย ๆ หลายคนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารใหม่ ๆ ตลอดจนสินค้าและบริการที่มีคุณภาพได้อย่างรวดเร็ว โดยหนึ่งในแพลตฟอร์มที่เติบโตอย่างสูงในช่วงที่ผ่านมาก็คือ TikTok เห็นได้จากช่วงล็อกดาวน์ที่มีผู้คนดาวน์โหลด TikTok มาใช้งานมากกว่า 2 พันล้านครั้งทั่วโลก

- Advertisement -

ไม่เพียงแต่มีผู้ใช้งานแตะพันล้านคนทั่วโลก ความน่าสนใจอีกข้อของ TikTok ในมุมของนักการตลาดก็คือ เป็นแพลตฟอร์มที่เข้าถึงหลากหลายกลุ่มอายุ ทั่วประเทศ ไม่เฉพาะในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะ กลุ่มอายุ 18 – 24 ปี และ 25 – 34 ปี รวมกันมากกว่า 50% ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง และกำลังเติบโตในหน้าที่การงาน

ด้วยเหตุนี้ ทาง TikTok จึงได้เปิดตัว TikTok For Businessในฐานะศูนย์รวมโซลูชั่นการตลาดทั้งหมดบนแพลตฟอร์ม เพื่อให้แบรนด์ใช้พื้นที่แห่งนี้สร้างคอนเทนต์ – โฆษณาต่าง ๆ ได้ตรงตามความต้องการ และยังเปิดตัวเครื่องมือ ที่เรียกว่า Self-Serve Platform (แพลตฟอร์มแบบบริการตัวเอง) สำหรับธุรกิจขนาดเล็กถึงขนาดกลาง หรือ SME ที่มีความครีเอทีฟในหัวใจและกำลังมองหาโอกาสใหม่ๆ ในการปลุกปั้นยอดขาย ให้สามารถติดตั้งโฆษณาบน TikTok ง่ายๆได้ด้วยตนเอง

ซึ่งบทความในวันนี้ เราจะมาสอนวิธีใช้งาน TikTok Self-Serve Platform (แพลตฟอร์มแบบบริการตัวเอง) กันอย่างเจาะลึก เพื่อจะได้เข้าใจว่าเครื่องมือดังกล่าวทำงานอย่างไร มีจุดแข็งกว่าแพลตฟอร์มอื่น ๆ ตรงไหน

Step 1 เริ่มต้นง่ายๆด้วยการลงทะเบียน

ขั้นแรกของการลงโฆษณากับ TikTok ก็คือการลงทะเบียนเปิดบัญชีที่ TikTok for Business โดยจะมีหน้าจอให้กรอกข้อมูลสำคัญต่าง ๆ เมื่อเสร็จสิ้น ระบบจะพาเราไปพบกับหน้าจอหลักของ TikTok Ads Manager ที่เปรียบเสมือนศูนย์กลางการควบคุมเกี่ยวกับโฆษณาทั้งหมด

โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวถูกออกแบบให้ธุรกิจสามารถบริหารจัดการโฆษณาได้ด้วยตัวเอง (Self-serve platform) ทั้งหมด ซึ่ง TikTok ให้เหตุผลว่า ต้องการให้เกิดความเท่าเทียมกันในการแข่งขัน ซึ่งหมายความว่า ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดไหน ก็สามารถแข่งกับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีงบประมาณการตลาดสูง ๆ ได้นั่นเอง

Step 2 ทำความรู้จักกับส่วนต่าง ๆ

เมื่อเราเข้ามาสู่หน้าจอหลักของ TikTok Ads Manager ให้สังเกตที่ด้านบน จะพบ Tabs เรียงรายกัน 4 ตัว ประกอบด้วย Dashboard, Campaign, Assets และ Reporting โดย Dashboard จะเป็นศูนย์รวมข้อมูลทุกอย่างให้เราเห็นว่า ประสิทธิภาพโดยรวมของโฆษณา และภาพรวมการใช้งบประมาณ

ถัดจากนั้นคือ Campaign ที่เราสามารถเข้าไปดูประสิทธิภาพได้เป็นรายตัว รวมถึงสามารถคลิกสร้างแคมเปญใหม่ได้ด้วย (เดี๋ยวไปลงลึกถึงวิธีสร้างแคมเปญกันที่หัวข้อถัดไป)

ส่วนของ Assets เป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญ เพราะเป็นที่ไว้เก็บเครื่องมือ และรีซอร์สต่าง ๆ เกี่ยวกับการลงโฆษณา รวมถึงเอาไว้ใช้เวลาต้องมาจัดการเกี่ยวกับตัว Tracker ต่าง ๆ ขณะที่ส่วนสุดท้ายคือ Reporting สำหรับสรุปข้อมูลโฆษณาที่ลงไปว่ามีผลลัพธ์เป็นอย่างไร

Step 3 เริ่มสร้างแคมเปญ

เมื่ออยู่ในส่วนของ Campaign ระบบจะเปิดให้เรากำหนดวัตถุประสงค์ของการลงโฆษณา เช่น หากต้องการสร้าง Awareness ก็จะเน้นไปที่ Reach หรือหากอยู่ในช่วงสร้าง Consideration ก็จะมีตัวเลือกให้ว่าต้องการเน้นผลลัพธ์แบบไหน เช่น สร้าง Traffic เน้นการติดตั้งแอปพลิเคชัน หรือเน้นให้เกิดการรับชมวิดีโอคลิป เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดจะถูกนำไปออกแบบการวางโฆษณาต่อไป ว่าจะทำอย่างไรเพื่อดึงผู้ใช้งานไปสู่เป้าหมายที่เราต้องการ

เมื่อกรอกข้อมูลเรียบร้อย และกดปุ่ม Continue ระบบจะพาเราไปตั้งค่ากลุ่มเป้าหมาย พื้นที่การวางโฆษณา ฯลฯ โดยเราสามารถเลือกได้ว่าต้องการให้โฆษณาชิ้นนี้ปรากฏอยู่ที่ไหนบ้าง สามารถระบุ Tag ที่ต้องการได้ เปิดให้มีหรือไม่มีคอมเม้นท์ก็ได้ ฯลฯ

ภายในหนึ่งแคมเปญ เราสามารถสร้าง Ad Group ได้หลาย ๆ ตัว โดยใน Ad Group แต่ละตัว จะเปิดให้เราเลือกได้ว่าจะแสดงผลตรงไหน กลุ่มเป้าหมายเป็นใคร ตั้งงบประมาณเท่าไร ฯลฯ และสามารถเข้าไปออปติไมซ์โฆษณาได้ตามความต้องการ

Step 4 สะดวกกว่าด้วย Automated Creative Optimization

แต่สำหรับใครที่อยากได้ตัวช่วยเพื่อให้การลงโฆษณาง่ายและสะดวกขึ้น ทาง TikTok For Business ก็มีเครื่องมือชื่อ Automated Creative Optimization เตรียมเอาไว้ให้เช่นกัน ซึ่งเหมาะมากกับธุรกิจ SME ที่อาจอยากได้ตัวช่วยเพื่อให้ทำงานได้ง่ายขึ้น

โดยความง่ายก็คือเราสามารถอัปโหลดภาพ คลิปวิดีโอ ข้อความที่ต้องการลงไปได้เลย จากนั้นก็เลือกปุ่ม CTA (Call-to-Action) ที่ต้องการ ตอนนี้มี 7 แบบให้เลือก ได้แก่ Download Now, Learn More, Shop Now, Sign Up, Contact Us, Apply Now และ Book Now แล้วระบบของ TikTok จะนำข้อมูลทั้งหมดไปสร้างเป็นชิ้นงานโฆษณาให้

แบรนด์ยังสามารถใส่ข้อความโฆษณาที่ต้องการ (Ad Text) ลงไปได้ด้วย โดยข้อความเหล่านี้จะไปปรากฏในตัวโฆษณาเช่นกัน ซึ่งปัจจุบัน ตัวอักษรที่ใส่ได้ก็จะแตกต่างกันไป เช่น หากเป็นภาษาอังกฤษรองรับได้ 12 – 80 ตัวอักษร แต่ถ้าเป็นภาษาจีนหรือญี่ปุ่นจะรองรับได้ 6- 50 ตัวอักษร เป็นต้น

ชิ้นงานที่ระบบสร้างขึ้นจะไปปรากฏอยู่ใน Tabs Campaign โดยอยู่ใน Ad Group ซึ่งเราต้องเข้าไปตรวจสอบก่อน ระบบจึงจะเผยแพร่ชิ้นงานนั้น ๆ ให้ ไม่เพียงเท่านั้น ระบบจะมีการวัดประสิทธิภาพของโฆษณาให้ด้วย โดยแบ่งออกเป็น 4 สเตจ ได้แก่ Exploring, Best, Good และ Poor

งานโฆษณาทุกตัวเมื่อเริ่มทำงานจะอยู่ในสเตจ Exploring จากนั้น Machine learning ของระบบจะเริ่มวิเคราะห์ประสิทธิภาพ หากมันทำงานได้ดี ก็จะถูกปรับไปอยู่ในสเตจ Best แต่ถ้าทำงานได้ปานกลางก็จะอยู่ในโหมด Good และแน่นอนว่าถ้าไม่ค่อยมีประสิทธิภาพก็จะถูกปรับไปอยู่ในหมวด Poor ซึ่งประสิทธิภาพของโฆษณาเหล่านี้สามารถเข้าไปดูได้ในส่วนของ Report

Step 5  ปรับแต่งโฆษณาให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ไม่เพียงมีเครื่องมือ Automated Creative Optimization มาช่วยธุรกิจทั้งเล็ก – ใหญ่ให้ทำงานง่ายขึ้น แต่ทาง TikTok ยังมีคำแนะนำสำหรับคนที่ต้องการให้โฆษณามีประสิทธิภาพสูงสุดด้วย โดยคำแนะนำของ TikTok มีดังต่อไปนี้

– แบรนด์ควรเตรียมภาพ คลิปวิดีโอ ข้อความ ฯลฯ สำหรับสร้างชิ้นงานโฆษณาให้มากเพียงพอ ซึ่งอาจใช้ไฟล์ หรือข้อความที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้วร่วมด้วยก็ได้

– ควรตั้งงบประมาณ และเวลาให้มากพอสำหรับ Automated Creative Optimization ในการทำงาน เช่น ควรรันโฆษณาไม่น้อยกว่า 7 วัน หรือใส่งบประมาณต่อวันให้มากพอ (ไม่ควรน้อยกว่า 30 เท่าของ Cost Per Acquisition (CPA) ที่ต้องการ)

– การทำ Automated Creative Optimization เป็นระบบอัตโนมัติทั้งหมด ดังนั้น เมื่อเริ่มต้นแล้ว การหยุดอาจหมายถึงการเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด

– ระบบจะปรับปรุงประสิทธิภาพของโฆษณาอัตโนมัติ ดังนั้นระหว่างที่รันโฆษณา ถ้าผลตอบรับไม่เป็นตามที่ต้องการ แบรนด์สามารถเข้าไปเปลี่ยนภาพ คลิปวิดีโอได้ เพื่อให้ระบบสร้างชิ้นงานตัวใหม่ แต่นั่นเท่ากับว่า ต้องกลับสู่สเตจ Exploring ใหม่อีกรอบด้วย

เพียง ขั้นตอนง่ายๆนี้ ก็สามารถเริ่มโฆษณาบน TikTok ได้แล้ว หรือหากสนใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับ TikTok Ads Manager ก็สามารถดูได้จากวีดีโอด้านล่าง ซึ่งเป็นบางส่วนจากงาน TikTok SME Webinar ที่จัดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้

ใครที่สนใจอย่ารอช้า TikTok Self Serve Platform (แพลตฟอร์มแบบบริการตัวเอง) ช่วยคุณสร้างแบรนด์ได้ เพราะมีข้อดีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ติดตั้งง่าย เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายตามต้องการ สามารถใช้งบประมาณที่ยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้ ติดตามผลได้อย่างชัดเจน มีเครื่องมือช่วยในการออกแบบ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มยอดขายและบรรลุผลทางธุรกิจได้อย่างง่ายดาย ใครสนใจเริ่มได้เลยที่ TikTok for Business