
ศาตราจารย์เกียรติคุณ แอนดรูว์ เค. โรส
ในยุคที่หลายคนกำลังตั้งคำถามเกี่ยวกับเม็ดเงินการลงทุน และการย้ายฐานการผลิตของโลกกำลังจัดระเบียบใหม่นี้ว่าโอกาสของประเทศไทยนั้นอยู่ตรงจุดใด คำตอบที่น่าสนใจคำตอบหนึ่งมาจาก ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์มหภาคจากสิงคโปร์ ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “ประเทศไทย” มีทุนด้านความน่าเชื่อถือและการวางตัวเป็นกลาง ไม่เข้าข้างใคร เป็นแต้มต่อที่สำคัญ
สำหรับผู้ที่กล่าวประโยคข้างต้นคือ ศาตราจารย์เกียรติคุณ แอนดรูว์ เค. โรส ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์มหภาค การเงิน การค้าระหว่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นคณบดีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ หรือ NUS Business School โดยเขามองว่า ในปัจจุบัน ไทยกำลังเผชิญความท้าทาย 3 ประการ ได้แก่
- ต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น
- ความต้องการของตลาดท่องเที่ยวระยะไกลที่ชะลอตัวลง
- การหลั่งไหลเข้ามาอย่างรวดเร็วของ AI
พร้อมกันนั้น ศาสตราจารย์โรสยังได้ตั้งข้อสังเกตว่า ความท้าทายทั้ง 3 ประการ กำลังสร้างแรงกดดันระยะสั้นต่อภาคธุรกิจหลักของไทย อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาแห่งการพลิกผันและรอยต่อของการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ มักเป็นตัวเร่งให้เกิดเงื่อนไขที่เอื้อต่อการปรับยุทธศาสตร์เพื่อความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาวของประเทศ
“ระบบเศรษฐกิจที่กลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งกว่าเดิม มักจะเป็นกลุ่มที่เริ่มปรับตัวได้เร็วที่สุด ทั้งนี้ ศักยภาพความเป็นผู้นำ ความยืดหยุ่นคล่องตัว และความสามารถในการบริหารจัดการความเปลี่ยนแปลง จะเป็นตัวตัดสินว่าใครคือผู้ที่จะสามารถคว้าโอกาสในการเติบโตในทศวรรษหน้าไปครองได้สำเร็จ”
ผลวิจัยชี้ “คนทำงาน” ต้องการเติมทักษะ AI
ด้านงานวิจัยจากมิลยู อินไซต์ (Milieu Insight) ประจำปี 2026 ซึ่งสำรวจความคิดเห็นของคนทำงานจำนวน 3,000 คน จาก 6 ตลาดเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ยังพบด้วยว่า พนักงานส่วนใหญ่ทำงานในสภาพแวดล้อมที่ AI มีบทบาทอยู่บ้างแล้ว โดย 62% ของผู้ตอบแบบสอบถามทำงานในบริษัทที่ใช้ AI เป็นประจำทุกวัน และใน 34% ของผู้ตอบแบบสอบถามชาวเวียดนาม ระบุว่า AI ได้ถูกใช้งานในองค์กรของตนเองอย่างกว้างขวางทั่วทั้งองค์กรแล้ว
อย่างไรก็ดี เมื่อถามว่าพวกเขาเคยเข้าร่วมการฝึกอบรมด้าน AI หรือทักษะดิจิทัลในช่วงปีที่ผ่านมาหรือไม่ พนักงานส่วนใหญ่ในทุกตลาดตอบว่าไม่ โดยมีนายจ้างเพียงส่วนน้อยที่จัดอบรมให้พนักงาน (ไทยต่ำสุดที่ 14%) ทำให้พวกเขาต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยตนเองโดยปราศจากคำแนะนำ
ซึ่งการรับมือกับความท้าทายข้างต้นต้องอาศัยกลไกที่มากกว่าแค่มาตรการทางนโยบายเพียงอย่างเดียว โดยศาสตราจารย์โรสกล่าวว่า ทั้งบริษัทข้ามชาติ และกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม จำเป็นต้องวางกลยุทธ์ด้านการปรับตัว โดยเน้นไปที่การพัฒนาบุคลากรและผู้นำ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนกลไกการเติบโตของประเทศ และต้องยกระดับตนเองจากการเป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ไปสู่การเป็นผู้ชี้แนะแนวทางการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เหล่านั้น
เทคโนโลยีไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูป
ด้านคุณอุษา สกุลคีรีวัฒน์ อาจารย์อาวุโสแห่งคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ให้ทัศนะว่า องค์กรไทยควรพิจารณาให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและความพร้อมในการใช้งาน AI ในทางปฏิบัติ มากกว่าจะมองเทคโนโลยีเป็นคำตอบสำเร็จรูปเพียงอย่างเดียว
“เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมารอดูสถานการณ์อีกต่อไป ธุรกิจไทยที่เร่งลงทุนในการสร้างผู้นำ เพิ่มขีดความสามารถด้านดิจิทัล และสร้างความแข็งแกร่งด้านบุคลากรตั้งแต่เนิ่น ๆ จะได้เปรียบในการแข่งขันทั้งในระดับภูมิภาคและระดับสากลมากกว่า”
NUS เปลี่ยนรูปแบบการเรียนอย่างไร
ในมุมของ NUS ในฐานะสถาบันการศึกษายักษ์ใหญ่ของสิงคโปร์พบว่า มีการปรับตัวเพื่อรับมือกับการมาถึงของ AI หลายประการ เช่น การเปลี่ยนรูปแบบการทดสอบความรู้ของนักศึกษา จากเดิมที่อาจให้นักศึกษาออกมารายงานหน้าห้อง (ซึ่งเด็กอาจจะอ่านรายงานที่เขียนโดย AI) มาเป็นการให้เจ้าของรายงานนั่งที่หน้าห้องและให้เพื่อนร่วมชั้นเรียนตั้งคำถามเกี่ยวกับหัวข้อดังกล่าวแทน ซึ่งคนที่ทำรายงานด้วยตัวเองควรจะตอบคำถามต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี
หรือในกระบวนการสอบ พบว่ามีการจัดห้องสอบให้ไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ เพื่อให้นักศึกษาลดการพึ่งพาแหล่งความรู้จากภายนอก และใช้ความรู้ที่ตนเองได้ศึกษามาจริง ๆ ในการสอบ นอกจากนั้นยังมีการจัดทดสอบความรู้ด้วยการถามปากเปล่า หรือการมอบหมายให้ AI เป็นผู้ตั้งคำถามเพื่อวัดระดับความรู้ของนักศึกษาแทนเสียเลย
4Es แนวทางปรับตัวของ SME
สำหรับประเทศไทย ศาสตราจารย์โรสได้ฝากแนวทางการรับมือกับโลกยุคใหม่สำหรับธุรกิจ SME ไทยว่าประกอบด้วย 4Es นั่นคือ
- Expand positive energy with growth mindset
- Embrace the Change, Accept the reality
- Emphasise Talent Development
- Exercise financial discipline
ส่วนในมุมของพนักงาน และนักศึกษา ผู้บริหาร NUS มองว่า สถานการณ์ปัจจุบันที่มีความท้าทายรอบด้านนั้นถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ปรับตัวสู่ Work-Life Intelligence และควรมีการพัฒนาทักษะต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีมุมมองที่เปิดกว้างต่อสิ่งใหม่ ๆ นั่นเอง




