ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศแบน TikTok พ้นสหรัฐอเมริกา

สร้างเสียงฮือฮาได้มากทีเดียวสำหรับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ให้สัมภาษณ์นักข่าวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาตามเวลาในสหรัฐอเมริกา หรือเมื่อไม่กี่ชั่วโมงนี้ตามเวลาในประเทศไทย ว่าเขาจะจัดการแบนแอปพลิเคชัน TikTok ให้พ้นสหรัฐอเมริกาเร็วที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ ซึ่งอาจหมายถึงวันเสาร์นี้

- Advertisement -

โดยการให้สัมภาษณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างที่เขาโดยสารเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันจากวอชิงตันกลับมาฟลอริด้า ซึ่งในรายงานของ CNBC และ CNN ระบุตรงกันว่า ประธานาธิบดีอเมริกันไม่ได้บอกว่าจะจัดการกับ TikTok ด้วยวิธีการไหน มีเพียงอ้างคำกล่าวของประธานาธิบดีทรัมป์ที่บอกว่า เขาสามารถใช้ “คำสั่งพิเศษของประธานาธิบดี” หรือ Executive order ในการสั่งการได้

Executive order คือ หนังสือคำสั่งที่ออกโดยประธานาธิบดีถึงหน่วยงานรัฐบาลกลางโดยไม่ต้องผ่านการรับรองจากสภาคองเกรส ซึ่งมีระบุไว้ในมาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา

อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมา TikTok พยายามสลัดภาพการเป็นแอปพลิเคชันสัญชาติจีนมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การเปลี่ยนตัวซีอีโอเป็น Kevin Mayer อดีตผู้บริหารมือดีจากดิสนีย์ แต่ดูเหมือนจะไม่สามารถสลัดภาพนั้นออกไปได้ ทำให้ TikTok ถูกรัฐบาลสหรัฐอเมริกาวางไว้ในตำแหน่งม้าเมืองทรอย ไม่ต่างจาก Huawei และ ZTE

โดยในช่วงไวรัส Covid-19 ระบาด ข้อมูลจาก SensorTower พบว่า ยอดดาวน์โหลดที่พุ่งขึ้นไปแตะ 2 พันล้านครั้งในเดือนเมษายนเลยทีเดียว ซึ่งสถิติดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันว่า TikTok เป็นหอกข้างแคร่ตัวจริงสำหรับบริษัทโซเชียลมีเดียสัญชาติอเมริกันอย่าง Facebook – Snapchat

Microsoft เจรจาขอซื้อ???

ด้วยสถานะที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ของ TikTok การถูกแบนย่อมไม่ส่งผลดี และทำให้มีกระแสข่าวลือว่านักลงทุนหลายรายเกิดความเสียดาย และอยากขอซื้อ TikTok จากบริษัทแม่อย่าง ByteDance ซึ่งหนึ่งในนั้นมีชื่อของบริษัท Microsoft รวมอยู่ด้วย

โดยรายงานจาก CNBC อ้างว่า Microsoft มีการพูดคุยเพื่อเจรจาขอซื้อ TikTok จาก ByteDance เมื่อเร็ว ๆ นี้ แต่ทั้ง Microsoft และ TikTok ไม่มีใครออกมายืนยันว่าเป็นเรื่องจริง

ส่วนก่อนหน้านี้ทางสำนักข่าวรอยเตอร์ก็เคยมีรายงานพร้อมระบุชื่อกลุ่มนักลงทุนยักษ์ใหญ่อย่าง General Atlantic และ Sequoia Capital ว่าอยู่ระหว่างเจรจาขอซื้อ TikTok เช่นกัน โดยมีการประเมินมูลค่าของ TikTok เอาไว้ที่ 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว

Source

Source

Source

Source