จับตา 3 เมกะเทรนด์ หลังยุคโควิด-19 ที่จะทำให้โลกไม่มีวันเหมือนเดิม

นับเป็นระยะเวลาเกือบ 3 เดือนที่วิถีการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลกต้องเปลี่ยนไปอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งการสวมหน้ากากอนามัย การทำงานที่บ้าน การประชุมออนไลน์ รวมถึงพฤติกรรมการกินที่ต้องซื้อกลับมารับประทานที่บ้านหรือสั่งออนไลน์แทน จนกลายเป็นปรากฏการณ์ความปกติในรูปแบบใหม่ (New Normal) แทรกซึมเข้ามาในชีวิต และทำให้หลายคนมองว่าหลังพ้นสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ครั้งนี้อาจทำให้รูปแบบการใช้ชีวิตแบบเดิมต้องเปลี่ยนไป

มาฟังคำตอบเรื่องนี้ให้ชัดขึ้นจาก เทเลนอร์รีเสิร์ช ที่ได้วิเคราะห์และทำนายเมกะเทรนด์ของโลกอนาคตที่จะเกิดขึ้นหลังวิกฤติโควิด-19 ซึ่งสรุปออกมาเป็น 3 เมกะเทรนด์ที่จะทำให้โลกไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป เพื่อให้สังคมและธุรกิจไทยตั้งรับกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นจากนี้ได้อย่างเท่าทันและอยู่รอดในทุกการเปลี่ยนแปลงให้ได้

- Advertisement -

นายกอร์ม แอนเดรีย กรอนเนเวต์ รองประธาน เทเลนอร์รีเสิร์ช กล่าวว่า “วิกฤตโควิด-19 ที่เกิดขึ้นได้แสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญอย่างยิ่งของนวัตกรรมและเทคโนโลยีในการแก้ปัญหา ผลกระทบต่างๆ ในช่วงโควิด-19 ได้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในอนาคตต่อทั้งบริษัท ชุมชนและสังคม ที่ทำให้บางสิ่งบางอย่างในอนาคตจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปในโลกยุคความปกติใหม่ (new normal)”

นายกอร์ม แอนเดรีย กรอนเนเวต์ รองประธาน เทเลนอร์รีเสิร์ช

เทเลนอร์รีเสิร์ช หน่วยงานด้านการวิจัยของเทเลนอร์ จึงได้ทำการวิเคราะห์และทำนาย 3 เมกะเทรนด์ของโลกอนาคตหลังยุคโควิด-19 ไว้ดังนี้

1.โครงสร้างพื้นฐานใหม่เพื่อการทำงานวิถีใหม่ (New city infrastructure to facilitate a new way of work)

วิกฤตโควิด-19 ได้เปลี่ยนวิถีการทำงานไปอย่างสิ้นเชิง จากการทำงานออฟฟิศสู่การทำงานที่บ้าน ทำให้ความซับซ้อนที่มากับการทำงานที่ออฟฟิศในรูปแบบเดิมไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป ต่อจากนี้ หลายบริษัทจะเริ่มให้พนักงานสามารถทำงานได้จากที่บ้านหรือทำงานระยะไกล ทำให้ความสำคัญของอาคารสำนักงานเริ่มน้อยลง

โดยคาดว่า การทำงานหลังจากนี้จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยโควิด-19 จะมาเร่งให้เกิดเทรนด์การทำงานที่มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น ซึ่งรัฐบาลสามารถสนับสนุนการจัดสรรทรัพยากรและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทาง “ดิจิทัล” ของเมือง เพื่อรองรับเทรนด์การทำงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่บ้าน และพื้นที่ทำงานร่วมกันหรือ Co-working space ซึ่งจะทำให้เกิดการกระจายตัวของพนักงานบริษัทไปทั่วทั้งเมือง คนจะเลือกทำงานใกล้บ้านมากขึ้น เพื่อลดเวลาและทรัพยากรต่างๆ ในการเดินทาง ทำให้การปล่อยไอเสียจากเครื่องยนต์น้อยลง เมืองมีอากาศที่ดีขึ้น ระบบสาธารณสุขที่ดีขึ้น ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานที่ดีขึ้น

2.AI เปลี่ยนโฉมการจ้างงาน (Recruitment + AI = Match)

อีกหนึ่งเทรนด์คือ AI จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมการจ้างงาน จากมาตรการล็อกดาวน์ที่รัฐบาลทั่วโลกบังคับใช้ในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้คนหลายล้านคนอยู่ในสภาพตกงาน ขณะเดียวกัน ก็มีงานหลากหลายประเภทที่เกิดขึ้นจากผลกระทบของโควิด-19 และงานที่ต้องอาศัยแรงงานข้ามชาติ

โดยหลังยุคโควิด-19 การจ้างงานในตลาดแรงงานไร้ฝีมือจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งแต่เดิมใช้เวลาในการรับสมัครและคัดเลือกเป็นเวลานาน ตลอดจนปัญหาการพัฒนาทักษะที่มีความจำเป็น ด้วยเหตุนี้ จะทำให้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมากในการคัดเลือกแรงงานและการจ้างงาน

อัลกอริธึ่มจะเข้ามาคัดกรองผู้สมัครและตำแหน่งที่ไม่สอดคล้อง และจับคู่ผู้สมัครและเจ้าของกิจการที่มีความต้องการตรงกัน โดยใช้ข้อมูลประวัติภูมิหลังของทั้งผู้จ้างงานและผู้สมัครงาน ความเร็วและความถูกต้องของ AI ไม่เพียงลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการหางานเท่านั้น แต่ยังช่วยลดอัตราการลาออก (turnover) อีกด้วย เพราะด้วยความสอดคล้องกันของข้อมูลทั่งสองฝ่ายที่มากขึ้นจากการใช้ AI

นอกจากนี้ AI จะเข้ามาช่วยแรงงานเหล่านี้เข้าถึงข้อมูลเชิงลึกต่อถึงทักษะที่ควรได้รับการพัฒนาเพื่อการแข่งขันของตลาดแรงงานในอนาคต ทำให้พวกเขาสามารถปรับตัวให้เป็นที่น่าสนใจและสร้างความแตกต่างในตลาดแรงงาน เพื่อเพิ่มความเป็นไปได้ในการถูกจ้างงานในอนาคต

3.ดาต้า เครื่องมือทรงพลังเพื่อชีวิต (Crowd movements to the rescue)

เทรนด์สุดท้ายคือ ดาต้า จะเป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในการต่อสู้กับโรคระบาดในอนาคต อย่างไรก็ตาม การนำข้อมูลของผู้คนเข้ามาใช้ประโยชน์ดังกล่าว ได้ก่อให้เกิดข้อถกเถียงด้าน “ความเป็นส่วนตัว” (Privacy) ของผู้ใช้งานเช่นเดียวกัน ทำให้อนาคตของการใช้ดาต้าเพื่อทราบถึงรูปแบบการแพร่ระบาดเชื้อโรคหรือไวรัส จะมาในรูปแบบข้อมูลรวมที่ไม่ระบุตัวตนแทนที่ข้อมูลตำแหน่งของแอปพลิเคชัน (App location)

จากบทความของ Harvard Business Review ระบุว่า ข้อมูลทางด้านโทรคมนาคมสามารถนำมาใช้เป็นประโยชน์ต่องานด้านสาธารณสุขได้อย่างมีความรับผิดชอบและไม่ล่วงล้ำต่อประเด็นด้านความเป็นส่วนตัว โดยล่าสุด ได้มีการใช้ข้อมูลสัญญาณมือถือมาใช้ยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในนอร์เวย์และเดนมาร์ก ขณะที่ก่อนหน้านี้ได้มีการใช้ข้อมูลมือถือในการยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อมาลาเรียและไข้เลือดออกในปากีสถานและบังคลาเทศ ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าข้อมูลมือถือสามารถนำมาใช้ทำนายทางด้านระบาดวิทยาได้อย่างแม่นยำ ทำให้รัฐบาลและหน่วยงานสาธารณสุขนำข้อมูลมาตัดสินใจออกมาตรการทางด้านสาธารณสุขได้อย่างแม่นยำขึ้น ทั้งนี้ ข้อมูลที่นำมาใช้ในการทำนายรูปแบบการเคลื่อนที่จะเป็นในลักษณะข้อมูลรวมและไม่ระบุตัวตน เพื่อทราบถึง “รูปแบบ” การเคลื่อนที่โดยรวม ทำให้ผู้ใช้มือถือมั่นใจได้ว่าความเป็นส่วนตัวจะได้รับการคุ้มครอง

โดยการนำข้อมูลมือถือมาทำนายรูปแบบการเคลื่อนไหวของผู้คนสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้มากกว่าการแพร่ระบาดของเชื้อโรค แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อการวางผังเมืองอัจฉริยะ การวิเคราะห์สิ่งแวดล้อม และช่วยเหลืออุตสาหกรรมอื่นๆ ให้เข้าสู่สถาวะปกติหลังยุคโควิด-19 เช่น อุตสาหกรรมท่องเที่ยว

“การแพร่ระบาดของโควิด-19 ไปทั่วโลกนั้นได้ทำให้พวกเราทุกคนต้องคิดนอกกกรอบและเปลี่ยนวิถีการทำงานของพวกเราในอัตราเร่ง ซึ่งรวมไปถึงวิถีในการให้บริการลูกค้าและบทบาทต่อการพัฒนาสังคม พฤติกรรมทางสังคมและเศรษฐกิจบางอย่างจะเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น รัฐบาลและผู้นำองค์กรจึงควรพิจารณาว่าอะไรควรหยุด และอะไรควรริเริ่มพัฒนาต่อเพื่อเร่งให้ก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลงหลังยุคโควิด-19” นายกอร์ม กล่าวทิ้งท้าย