“เงินกู้ Personalised” จะเกิดอะไรเมื่อ KBank ให้สินเชื่อผู้ค้า Lazada จากพฤติกรรม ไม่ต้องทำเอกสาร

(ซ้าย) คุณแจ็ค จาง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ลาซาด้า จำกัด (ประเทศไทย) และคุณวีรวัฒน์ ปัณฑวังกูร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย

ไม่ผิดจากที่นักวิเคราะห์ และผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์เอาไว้เลยว่าในปีนี้และปี 2020 จะไม่ใช่ปีแห่งการทำความรู้จัก Buzzwords อย่าง BigData, AI, Machine Learning ฯลฯ กันอีกแล้ว หากแต่เป็นช่วงเวลาแห่งการประยุกต์ใช้จริงที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ อย่างอย่างเป็นรูปธรรม

หลักฐานหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คือการจับมือกันของธนาคารกสิกรไทย และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่อย่าง Lazada ในการพิจารณาให้สินเชื่อแก่ผู้ค้าบนแพลตฟอร์มโดยที่ผู้ค้าไม่จำเป็นต้องเตรียมเอกสาร หรือหาผู้ค้ำประกันอีกต่อไป แต่เป็นการวิเคราะห์จาก “พฤติกรรม” ของผู้ค้ารายนั้น ๆ บนแพลตฟอร์มว่ามีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด สมควรที่ธนาคารจะปล่อยเงินกู้ให้ในระดับใด มากไปกว่านั้นยังตามมาด้วยการคิดดอกเบี้ยแบบ Personalised ด้วย

โดยธนาคารกสิกรไทยตั้งเป้าเอาไว้ว่า จะสามารถปั้นยอดสินเชื่อผ่านช่องทางดังกล่าวได้มากถึง 10,000 ราย หรือตีเป็นเม็ดเงินราว 1,000 ล้านบาทภายในสิ้นปี 2020 เลยทีเดียว

ยุค “หนี้” ออกแบบได้

สำหรับเหตุผลที่ธนาคารกสิกรไทยตั้งเป้าไว้ที่ระดับนี้ คุณวีรวัฒน์ ปัณฑวังกูร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทยเผยว่า มาจากรูปแบบการค้าผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซที่เปิดโอกาสให้คนเข้ามาแข่งขันได้ค่อนข้างสะดวก ซึ่งอีกนัยหนึ่งถือเป็นความท้าทายของผู้ขายเดิม เพราะเท่ากับว่า จะมีคู่แข่งรายใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นมาทุกวัน

ประกอบกับผู้ซื้อบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซมี Loyalty ต่อร้านค้าต่ำ พร้อมจะเปลี่ยนใจไปซื้อกับร้านอื่น ๆ ทันทีถ้าพบประสบการณ์ไม่พึงพอใจ เช่น มีสินค้าไม่พอขาย (โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลลดราคาที่แพลตฟอร์มจัดขึ้น) ทำให้ร้านค้าจำนวนหนึ่งต้องการเงินทุนหมุนเวียนมาช่วยซัพพอร์ตในยามที่ต้องการสต็อกสินค้าให้เพียงพอ

ส่วนผู้ค้าอีคอมเมิร์ซจะหาเงินนั้นมาจากไหน ก็หนีไม่พ้นการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินต่าง ๆ ซึ่งทางธนาคารกสิกรไทยก็พบว่า มี Pain Point ที่ผู้ค้าต้องพบเจออยู่เช่นกัน นั่นคือ ต้องเตรียมเอกสารมากมาย รวมถึงมีระยะเวลาที่ต้องให้ธนาคารพิจารณาเอกสารนานนับเดือนด้วย ซึ่งในการแข่งขันบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซปัจจุบัน ถือว่าไม่ทันเวลาไปแล้ว

ทั้งหมดนี้จึงนำไปสู่ การใช้ BigData และ AI เข้ามาช่วยคัดกรองผู้ค้าอีคอมเมิร์ซ “ที่มีพฤติกรรมในเชิงบวก” และส่งต่อผู้ค้าเหล่านั้นจากหลังบ้านของ Lazada ตรงมายังหลังบ้านของธนาคารกสิกรไทยเพื่อพิจารณาว่าผู้ค้าแต่ละรายควรได้รับการอนุมัติสินเชื่อเป็นจำนวนเท่าใด โดยทางธนาคารระบุว่าสามารถพิจารณาให้สินเชื่อได้ภายในเวลาไม่เกิน 3 นาที และสามารถอนุมัติยอดเงินได้ตั้งแต่ 2,000 – 600,000 บาทเลยทีเดียว

โดยหากธนาคารพิจารณาอนุมัติสินเชื่อเรียบร้อย จะมีการส่งเอกสารการกู้เงินผ่านทางแอปพลิเคชัน เพื่อให้ผู้ค้าอ่านเงื่อนไขและกดยอมรับ หลังจากนั้น เงินกู้จะถูกโอนเข้ามายังบัญชีธนาคารกสิกรไทยของผู้ค้าในทันที

ส่วนดอกเบี้ยนั้น อยู่ที่อัตรา 10 – 19% ต่อปี ซึ่งสินเชื่อก้อนนี้ ผู้ค้าอีคอมเมิร์ซบน Lazada จะต้องจ่ายคืนให้ธนาคารกสิกรไทยภายใน 6 เดือน (หักจากบัญชีของ Lazada โดยตรง) แต่ถ้าหากผู้ค้ามีศักยภาพมากพอจะจ่ายชำระหนี้ทั้งหมดก่อน 6 เดือนก็สามารถทำได้ โดยที่ธนาคารจะไม่มีการคิดค่าธรรมเนียมในการปิดยอดหนี้ก่อนกำหนด (Prepayment Fee) แต่อย่างใด

เชื่อมระบบ App to App ครั้งแรก

ที่สำคัญ การจับมือครั้งนี้ ทาง Lazada ยังเผยว่าเป็นการเชื่อมตรงของระบบหลังบ้านระหว่าง Lazada กับธนาคารกสิกรไทยเป็นครั้งแรกด้วย (ยังไม่มีให้บริการในประเทศอื่น) ซึ่งนั่นหมายถึงการคุยกันของระบบอัตโนมัติโดยตรง อย่างที่ไม่ต้องมีพนักงานจำนวนมากเข้ามาเป็นตัวกลางเหมือนในอดีต

ส่วนความเป็นไปได้ในการขยายตลาดการให้สินเชื่อในรูปแบบดังกล่าวไปยังผู้ค้าต่างประเทศนั้น ทางคุณวีรวัฒน์เผยว่า ยังอาจเป็นไปได้ยาก เนื่องจากการโอนเงินต้องโอนผ่านบัญชีของธนาคารกสิกรไทยเท่านั้น ซึ่งผู้ค้าที่อยู่ในประเทศอื่น ๆ ของ Lazada จะยังไม่มีบัญชีในส่วนนี้

อย่างไรก็ดี นี่คือสัญญาณของ Disruption ในแวดวงการเงินการธนาคารที่น่าสนใจ เพราะเห็นได้ว่า ข้อมูลพฤติกรรมของผู้ค้าจาก Lazada ทำให้ธนาคารกสิกรไทยสามารถเข้าถึงลูกค้ากลุ่มที่มีความต้องการได้อย่างตรงจุด ไม่ต่างจากภาพที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้กับการเปิดตัว e-Wallet ของ GrabPay ที่ธนาคารกสิกรไทยก็เข้าไปมีส่วนร่วมในการใช้ BigData จากแพลตฟอร์มของ Grab ในการพิจารณาสินเชื่อให้กับผู้ขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง – ร้านค้าจนประสบความสำเร็จมาแล้วเช่นกัน

มากไปกว่านั้น การจับมือกับแพลตฟอร์มอย่าง Grab ยังพิสูจน์มาแล้วว่า ยอดหนี้เสีย (NPL) ที่เกิดขึ้นจากการให้สินเชื่อนั้นต่ำมาก (อ่านเพิ่มเติมได้จาก “หมดยุคเผาเงิน” Grab เปิดตัว GrabPay Wallet เบนเข็มสู่ธุรกิจสินเชื่อ-ประกัน ชี้ยังไม่เคยเห็นใครไม่มีกำไร) เนื่องจากเป็นการหักเงินออกจากบัญชีของพาร์ทเนอร์ร่วมขับบนแพลตฟอร์มโดยตรง ชนิดที่ว่าผู้ขอกู้ จะอ้าง ไม่มี-ไม่หนี-ไม่จ่าย “ไม่ได้” อีกแล้วนั่นเอง

การมีลูกค้าที่ได้มาจาก BigData เพิ่มขึ้น แถมระบบการชำระหนี้ยังยึดโยงกับแพลตฟอร์ม (ซึ่งมีต้นทุนต่ำ) จึงน่าจะเป็นสัญญาณเชิงบวกของสถาบันการเงิน และเชื่อได้เลยว่า ภาพการให้สินเชื่อในลักษณะนี้จะเกิดอย่างแพร่หลายในอนาคตอันใกล้แน่นอน

จากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสู่ธุรกิจสินเชื่อ เรื่องชวนคิดเมื่อธุรกิจเปลี่ยน

อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่ากังวล อาจเป็นสิ่งที่คุณวีรวัฒน์ยอมรับว่า ไม่เพียงธนาคารกสิกรไทยที่มองเห็นสภาพหนี้ที่เกิดขึ้น แต่ทาง Lazada ก็รับรู้การก่อหนี้ของผู้ค้าบนแพลตฟอร์มด้วยเช่นกัน ซึ่งการที่ข้อมูลดังกล่าวถูกแบ่งปันอยู่บนทั้งสองแพลตฟอร์มนั้น อาจนำไปสู่โอกาสและความเสี่ยงบางอย่างที่จะตามมาได้

หากยกภาพที่เห็นชัด ๆ ก็คือการเข้ามาของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ที่ในยุคเริ่มต้น หลายฝ่ายต่างปรบมือต้อนรับ และมองว่าเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีช่องทางทำมาค้าขาย หากแต่นานวันไป ความจริงที่เกิดขึ้นจากการเข้ามาของแพลตฟอร์มเหล่านี้ก็คือการพบว่า ผู้ค้าชาวไทยจำนวนหนึ่งไม่ได้ใช้แพลตฟอร์มดังกล่าวเพิ่มศักยภาพในการผลิตของตนเอง หากแต่ใช้วิธีเดินทางไปหาซื้อสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศมาขาย และทำกำไรจากส่วนต่าง ซึ่ง Data ก้อนนี้ ทางผู้ประกอบการต่างแดนเองก็มองเห็น และนำไปสู่การลงมาแข่งเองบนแพลตฟอร์มในที่สุด

เห็นได้จากตัวเลขที่มีการแสดงในงานของ Priceza E-Commerce Summit 2020 ที่พบว่า สินค้าแบบ Cross Border กำลังรุกเข้ามาบนแพลตฟอร์มอีมาร์เก็ตเพลสของไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในหมวดสินค้าแฟชั่น – อิเล็กทรอนิกส์ ที่เคยเป็นจุดแกร่งของผู้ค้าออนไลน์ชาวไทย (กราฟแท่งสีฟ้าคือจำนวนสินค้า Cross Border ในปัจจุบัน)
คุณธนาวัฒน์ มาลาบุปฝา CEO & Co-founder บริษัท ไพรซ์ซ่า จำกัด

นั่นจึงนำไปสู่คำถามที่ว่า หากมี BigData ด้านสภาพหนี้ของคนไทยอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ มันจะอยู่ในมือใคร และจะถูกนำไปใช้อย่างไร อาจถึงเวลาที่ต้องชวนคนไทยคิดเช่นกัน