เบื้องลึก ​“บาร์บีคิวพลาซ่า” เล่นใหญ่! กล้าเปลี่ยนป้ายหน้าร้านเป็นภาษาไทย และทำไมต้อง “สะกดผิด”

เป็นที่ฮือฮาอย่างมากในโลกโซเชียล เมื่อปรากฏชื่อแบรนด์หน้าร้านบาร์บีคิวพลาซ่า สาขาเซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระราม 9 จากคำว่า “Bar B Q Plaza” มาเป็น “บาบีคิ้วพาซ่า” ตั้งแต่เมื่อ 1 กันยายนที่ผ่านมา พร้อมด้วยเหตุผลที่ต้องการสนับสนุนแคมเปญ Limited Education เปิดประเด็นให้คนสนใจปัญหาเรื่องการเข้าถึงการศึกษาของเด็กและเยาวชนไทย เพราะที่ผ่านมายังพบว่ามีเด็กและเยาวชนจำนวนหนึ่งที่ยังมีปัญหาอ่านไม่ออกและเขียนไม่ได้

ซึ่งตามข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการปี 2558 พบว่า มีเด็กไทยกว่า 270,000 คน ที่ยังเขียนหนังสือไม่ได้ และมีเด็กกว่า 140,000 คน ที่อ่านหนังสือไม่ออก ดังนั้น เพื่อเป็นการกระตุ้นให้คนไทยสนใจและให้ความสำคัญกับปัญหาด้านการศึกษาของเด็กและเยาวชนมากขึ้น บาร์บีคิวพลาซ่า จึงเข้ามาเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนแคมเปญ Limited Education นี้ เพราะเล็งเห็นว่าโครงการดังกล่าว มีแนวคิดที่ดีและน่าสนับสนุน

ตอกย้ำภาพแบรนด์คิดนอกกรอบ

กลายมาเป็นภาพที่แบรนด์ถูกสะกดอย่างผิดๆ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการตัดสินใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยทำให้คนไทยได้ตระหนักถึงปัญหาเรื่องของการศึกษาผ่านโครงการดังกล่าวนี้ ผ่านลูกเล่นของแบรนด์ด้วยการสะกดชื่อแบรนด์ผิดๆ และการเลือกใช้ฟ้อนท์ที่น่ารักแทนการเขียนของเด็กๆ นั่นเอง

โดยมีกำหนดเปลี่ยนป้ายหน้าร้านใหม่ในรูปแบบที่สะกดผิดเป็น “บาบีคิ้วพาซ่า” ที่สาขาเซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระราม 9 เป็นเวลา 1 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 1-8 กันยายน 2562 นอกจากนี้ ยังมีเมนูพิเศษที่ใช้คอนเซ็ปต์การสะกดผิดเพื่อให้สอดรับกับตัวโครงการดังกล่าวด้วย

คุณบุณย์ญานุช บุญบำรุงทรัพย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แบรนด์บาร์บีคิวพลาซ่า บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด กล่าวถึงแคมเปญ Bar B Q PLAZA X Limited Education ว่า เมื่อเด็กคืออนาคตของชาติ การสร้างเด็กเพื่อให้เป็นอนาคตของชาติได้ดีที่สุดก็คือ การศึกษา แต่ปัจจุบันยังในประเทศไทยมีช่องว่างทางการศึกษาอยู่ค่อนข้างมาก​ ที่สำคัญ ยังมีเด็กอีกจำนวนมากที่ขาดโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่จำเป็น ทำให้มีผลต่อการอ่านออกเขียนได้ของเด็ก

ขณะที่บาร์บีคิวพลาซ่า ในฐานะแบรนด์ของคนไทย ที่ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการศึกษาแก่เยาวชนไทยมาโดยตลอด ทั้งการสนับสนุนด้านทุนการศึกษาสำหรับบุตรหลานของพนักงาน เปิดโอกาสให้กับนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ ได้ร่วมฝึกประสบการณ์วิชาชีพภายในองค์กร และยังได้จัดตั้ง “ศูนย์การเรียนฟู้ดแพชชั่น” เพื่อยกระดับคุณวุฒิวิชาชีพให้กับพนักงานในองค์กรได้ศึกษาต่อในระดับ ปวช. สาขาธุรกิจค้าปลีก ด้านงานธุรกิจร้านอาหารและภัตตาคาร โดยได้การรับรองวุฒิการศึกษาจากกระทรวงศึกษาธิการ สิ่งเหล่านี้ ได้ตอกย้ำถึงเป้าหมายของแบรนด์ที่มุ่งมั่นในการให้การสนับสนุนด้านการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนไทยมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นอีกเหตุผลสำคัญในการเข้าร่วมในโครงการนี้

“นอกเหนือไปจากเนื้อหาที่ดีของแคมเปญ​ในการช่วยสนับสนุนด้านการศึกษาแล้ว โดยส่วนตัวยังมองว่าแคมเปญนี้เป็นแคมเปญที่มีความน่ารัก มีเส้นของความครีเอทีฟอยู่ด้วย รวมทั้งเป็นแคมเปญที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนได้ ซึ่งตรงกับคอนเซ็ปต์ของแบรนด์บาร์บีคิวพลาซ่า ที่อยากเป็นร้านอาหารที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คน โดยเฉพาะการนำเอาลายมือเด็กๆ มาใช้ ซึ่งมีความน่ารัก มองเห็นถึงความใสซื่อบริสุทธิ์ แต่ก็สะท้อนถึงเรื่องจริงที่น่าสะเทือนใจว่ายังมีเด็กหลายคนที่ยังอ่าน-เขียนหนังสือไม่ได้ เรียกได้ว่าเป็นแคมเปญที่พูดเรื่องปัญหาสังคมได้อย่างสร้างสรรค์และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนได้พร้อมกัน ซึ่งสิ่งนี้สอดคล้องกับแนวคิดและตัวตนของแบรนด์อยู่แล้ว”

อยาก Impact ต้องแตะจุดสำคัญ   

ส่วนเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจเปลี่ยนป้ายหน้าร้านที่สร้างความสงสัยให้เกิดขึ้นนั้น คุณบุณย์ญานุช เล่าว่า เพราะต้องการให้แคมเปญนี้สามารถเข้าถึงลูกค้าและผู้บริโภคให้มากที่สุด ซึ่ง Touchpoint สำคัญ​ที่เชื่อมโยงระหว่างแบรนด์และลูกค้า คือร้านสาขาของบาร์บีคิวพลาซ่า ดังนั้น จึงเลือกใช้ร้านเป็นพื้นที่ในการสื่อสาร และในฐานะคนดูแลในแบรนดิ้งนั้น พบว่าแบรนด์ส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญและหวงแหนชื่อร้าน ชื่อแบรนด์ และโลโก้ เป็นอย่างมากจนแทบจะเรียกได้ว่า แตะต้องไม่ได้ สะกดผิด เขียนผิดไม่ได้เลย จึงตัดสินใจเลือกที่จะปรับชื่อตรงป้ายหน้าร้านใหม่ นำมาซึ่งการสะกดผิดแแบบที่ได้เห็นกัน

“เมื่อโจทย์ที่เราวาง คือ ความคิดว่าจะต้องสร้างให้เกิดการการรับรู้ของแคมเปญนี้ให้ได้มากที่สุด กับคนในวงกว้าง จึงตัดสินใจเปลี่ยนแปลงตรงจุดที่สำคัญที่สุด​ ด้วยการเลือกเปลี่ยนชื่อหน้าร้านใหม่จากคำว่า “Bar B Q Plaza” มาเป็น “บาบีคิ้วพาซ่า” แทน ซึ่งเป็นการฉีกกรอบการตลาดในแบบที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน สอดคล้องกับวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแรง ด้วยรูปแบบการทำงานแบบ ‘ไม่มีกรอบ’ ของบาร์บีคิวพลาซ่า  ด้วยการเปิดกว้างให้ทุกคนได้แสดงความคิดเห็นและทำสิ่งที่อยู่นอกเหนือไปจากกรอบเดิมๆ ขณะที่ผู้นำเองก็พร้อมที่จะเปิดใจรับฟังไอเดียทุกรูปแบบ ทำให้เกิดความกล้าที่จะเสนอไอเดียแปลกใหม่อย่างที่ไม่มีใครกล้าทำตรงจุดนี้มาก่อน” 

ซึ่งผลตอบรับก็เป็นไปอย่างที่ตั้งใจ เพราะเพียงแค่ไม่ถึง 24 ชั่วโมง สิ่งที่บาร์บีคิวพลาซ่า Action ไปนั้นก็กลายเป็นกระแสสะพัดไปทั่วโซเชียล และสร้าง Awareness ให้คนหันามาสนใจและรับรู้ถึงปัญหาและสิ่งที่แบรนด์กำลังจะบอกผ่านการกระทำต่างๆ ดังกล่าว

“เรารู้ว่าการเปลี่ยนป้ายชื่อในลักษณะดังกล่าว จะทำให้เกิดเป็นบทสนทนาเรื่องการสะกดผิดของเด็กที่ไม่รู้หนังสือในวงกว้าง โดยเฉพาะบนโลกออนไลน์ และนั่นก็จะทำให้คนหันมาสนใจและตระหนักถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นหากเด็กไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษาที่เพียงพอ และนี่คือที่มาว่าทำไมเราถึงเปลี่ยนป้ายชื่อ แต่ก็เพียงแค่ระยะเวลาสั้น ๆ คือ 1 อาทิตย์ เท่านั้น โดยดำเนินการเปลี่ยนป้ายเริ่มในวันที่ 1 กันยายน และเสร็จสิ้นในวันที่ 8 กันยายน ซึ่งถือเป็น “วันการรู้หนังสือสากล” จัดตั้งขึ้นโดย องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) เพื่อเรียกร้องให้ทุกคนในสังคมตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่รู้หนังสือของประชากรในประเทศ”

ส่วนเป้าหมายความสำเร็จของแคมเปญนี้นั้น คุณบุณย์ญานุช กล่าวว่า นอกเหนือจากเป้าหมายในการสร้างการรับรู้ไปสู่สังคมในเรื่องการขาดโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาของเด็กไทยแล้ว บาร์บีคิวพลาซ่า ในฐานะผู้เข้าร่วมโครงการต้องการมีส่วนช่วยให้คนได้รู้จักโครงการ Limited Education มากขึ้นด้วย ว่าที่มาที่ไปอย่างไร มีวิธีการหรือรูปแบบในการนำเสนอปัญหาเกี่ยวกับโอกาสทางการศึกษาผ่านการสะกดผิดอย่างไร ความตั้งใจของโครงการเป็นอย่างไร เพื่อให้ในปีต่อๆ ไป คนจะให้การสนับสนุนและสานต่อโครงการเพื่อเกิดประโยชน์แก่เด็กไทยในวงที่กว้างขึ้น

ส่วนการสนับสนุนจากบาร์บีคิวพลาซ่านั้น นอกจากจะช่วยสร้าง Awareness ให้กับแคมเปญแล้ว จะนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งที่ได้จากการขาย 3 เมนูของหวาน ได้แก่ ไอศกรีมบัวลอยไข่เค็ม เยลลี่กาแฟ และชาเย็นโฟลตและสินค้าพรีเมี่ยม​ กระเป๋า​บาร์บีกอน เพื่อร่วมมอบเป็นทุนการศึกษาให้กับเด็กๆ ที่ขาดโอกาสด้านการศึกษาอีกด้วย

Win-Win-Win Situation

สำหรับรูปแบบการสนับสนุนแคมเปญดังกล่าว ถูกคิดขึ้นบนหลักการที่ครอบคลุมให้เกิดประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ทั้งในแง่มุมของลูกค้า ธุรกิจ และสังคม โดยแต่ละมิติจะได้รับประโยชน์จากโครงการที่เกิดขึ้น ดังต่อไปนี้

– “ลูกค้า” ต้องวิน เมื่อลูกค้าเข้าร้านได้รับประโยชน์ในการสั่งอาหารที่ได้ทานตามต้องการแล้ว แต่มากกว่านั้นลูกค้ายังมีส่วนช่วยสนับสนุนเด็กที่ขาดโอกาสทางการศึกษาผ่านการทานอาหารในเมนูมูลค่าแค่หลักสิบ แต่ก็ได้ทั้งอิ่มท้องและอิ่มใจกับการได้ร่วมทำบุญด้วย

– “ธุรกิจ” ร้านได้โอกาสนำเสนอเมนูที่ลูกค้าอาจจะไม่เคยได้มาลอง ได้แก่ ของหวานในร้าน อีกทั้งยังได้นำเอากระเป๋าบาร์บีกอน มาให้คนที่ชอบได้เป็นเจ้าของในราคาพิเศษและร่วมทำบุญไปพร้อมๆ กันด้วย

– “สังคม” คือการที่นำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งจากการขายเมนูขนมหวานและกระเป๋าบาร์บีกอน ไปมอบเป็นทุนในการสนับสนุนโครงการ Limited Education เพื่อนำเงินไปสนับสนุนการศึกษาสำหรับเด็กต่อไป

“สิ่งสำคัญที่สุดของการขับเคลื่อนแคมเปญดังกล่าวนี้ คือ การช่วยกระตุ้นความคิดของผู้คนให้รับรู้และสนใจปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ แม้ว่าจะไม่ได้เป็นลูกค้าในร้านหรือไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมกับโครงการนี้เพียงอย่างเดียว เพราะแค่เห็นป้ายหน้าร้าน ก็มีส่วนช่วยกระตุ้นให้นึกถึงเด็กและเยาวชน และสามารถต่อยอดความช่วยเหลือไปในมุมอื่นๆ ที่ขยายความช่วยเหลือไปได้​กว้างมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจากตัวคุณเองหรือว่าในนามองค์กร หรือแม้แต่ผู้ประกอบการ​ พาร์ทเนอร์ทางธุรกิจต่างๆ หากเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีก็อยากชักชวนให้ช่วยกันทำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด เพราะถ้าทุกคนช่วยกัน​ ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่ได้กลับมาก็คือผลประโยชน์ของประเทศชาติและเยาวชนของชาติในอนาคตนั่นเอง​ และไม่ใช่แค่แคมเปญนี้เท่านั้น แต่เร็วๆ นี้ บาร์บีคิวพลาซ่ายังจะมีแคมเปญส่งเสริมด้านการศึกษาอื่นๆ ตามมาในอนาคตอีกด้วย” 

สำหรับโครงการ Bar B Q PLAZA X Limited Education เกิดขึ้นภายใต้คอนเซปต์ “ยิ่งชอป ยิ่งลด” (ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา) โดยแคมเปญดังกล่าวจะมีขึ้นในวันที่ 1 – 30 กันยายนนี้ โดยจะนำรายได้จากการขายขนมหวาน 3 เมนู และกระเป๋าบาร์บีกอน ร่วมสมทบทุนในโครงการดังกล่าว #พี่มังก้อนช่วยน้อง #LimitedEducation ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/barbqplazathailand