เผยโฉมเครื่องมือใหม่จาก Google I/O 2019 จัดเต็มทั้ง AI และ AR


เดือนพฤษภาคมเป็นเดือนที่ร้อนแรงทีเดียวสำหรับวงการเทคโนโลยี และแวดวงนักการตลาด กับการเปิดตัวเครื่องมือดิจิทัลใหม่ ๆ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ โดยเมื่อช่วงต้นเดือนเป็นคิวของ Facebook F8 และ Microsoft Build ในการจัดงานเพื่อแสดงเทคโนโลยีของตัวเองแก่นักพัฒนาไปแล้ว มาถึงสัปดาห์นี้ก็เป็นคิวของยักษ์ใหญ่อย่าง Google กับงาน Google I/O 2019 กันบ้าง และเราได้มองหาเทคโนโลยีหลัก ๆ ที่เชื่อว่าจะมีผลกระทบต่อหลายธุรกิจมาฝากกัน 7 ด้าน ส่วนจะเป็นเทคโนโลยีอะไรบ้างนั้น ไปติดตามกันเลยค่ะ

โลกของ AR กำลังเปลี่ยนไป (แม้จะทีละนิดก็ตาม)

การมาถึงของ AR (Augmented Reality) ในงาน Google I/O ปีนี้อยู่ในรูปของการเสิร์ช ด้วยการเพิ่มความสามารถให้กับ Google Lens ให้กลายเป็นเพื่อนคู่คิดบนสมาร์ทโฟน

ตัวอย่างที่นำเสนอบนเวทีก็คือ การนำกล้องบนสมาร์ทโฟนถ่ายไปที่เมนูอาหารของร้านที่เราสนใจ ด้วยเทคโนโลยีของ Google Lens จะสามารถวิเคราะห์ได้ว่าเมนูอาหารยอดนิยมของร้านนั้น ๆ คืออะไร รวมถึงแสดงหน้าตาของอาหารขึ้นมาได้ด้วย ซึ่งในมุมของผู้ใช้งาน ถือว่าลดความปวดหัวไปได้เยอะ เพราะว่าไม่ต้องเสียเวลาคิดว่าจะสั่งอะไรดี สั่งเมนูสุดฮิตของร้านละกัน

ตัวอย่างการทำงานของ Google Lens

อีกหนึ่งตัวอย่างที่เสิร์ชเอนจินของ Google ทำได้คือการนำกล้องบนมือถือไปส่องที่เมนูอาหารบนแมกกาซีน แล้วระบบสามารถไปดึงวิดีโอสอนการทำอาหารชนิดนั้น ๆ ขึ้นมาแสดงได้บนหน้าจอ

สมาร์ทโฟนราคาประหยัดก็ใช้ AR ได้ด้วย Google Go 

Google Go กำลังแปลภาษาให้อยู่

ส่วนในสมาร์ทโฟนราคาประหยัดก็ไม่ต้องน้อยใจ เพราะ Google มีการอัปเดตตัว Google Go ให้สามารถแปลภาษาได้ และอ่านออกเสียงตามภาษานั้น ๆ ให้ได้ด้วย เหมาะกับผู้ใช้งานที่ต้องเดินทางไปต่างบ้านต่างเมือง เจอป้ายภาษาแปลก ๆ ก็แค่ให้ Google Go แปลให้ ไม่ต้องติดกับข้อจำกัดด้านภาษา และรุ่นของสมาร์ทโฟนอีกต่อไป

Podcast เตรียมตัว Google เสิร์ชหาได้แล้ว

น่าจะเป็นข่าวดีของวงการ Podcast ที่ Google พัฒนาให้ระบบเสิร์ชสามารถค้นหา Podcast ต่าง ๆ ได้ และสามารถเลือกที่จะบันทึกเอาไว้ฟังทีหลังได้ด้วย

Google Assistant ที่เร็วขึ้น 10 เท่า

การสั่งระบบปฏิบัติการด้วยเสียงและคาดหวังว่ามันจะทำงานได้อย่างรวดเร็วเป็นความหวังของผู้ใช้งานทุกคน ไม่ว่าจะบน iOS หรือบน Android ซึ่งในงาน Google I/O ปีนี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะการสาธิตบนเวทีทำให้หลายคนอ้าปากค้างกันไปแล้ว กับการรับคำสั่งแบบรัว ๆ ของ Google Assistant และทำงานได้อย่างถูกต้องไม่มีผิดเพี้ยน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดภาพในแกลลอรี่ หาภาพถ่ายที่มีสัตว์ ตั้งเวลา ถามสภาพอากาศของวันนี้ – วันพรุ่งนี้ จองรถผ่าน Lyft

Android Q ระบบปฏิบัติการใหม่แกะกล่อง

จากข้อมูลของ Google ที่เปิดเผยในงาน I/O พบว่า ทุกวันนี้อุปกรณ์ที่รันระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์นั้น มีมากถึง 2,500 ล้านเครื่องทั่วโลก และในวันที่ตลาดสมาร์ทโฟนกำลังก้าวสู่ยุคของเครือข่าย 5G และ Foldable Phone ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ตัวใหม่อย่าง Android Q ก็ถูกวางตัวให้เป็นแพลตฟอร์มแรกที่จะรองรับความสามารถนั้น ๆ ด้วย

Android Q ในโหมด Dark-theme

ใจความสำคัญอีกข้อของ Android Q ก็คือเรื่อง Privacy ที่ Google บอกว่ามีฟีเจอร์ใหม่หลายตัวให้เลือกใช้เพื่อปกป้องข้อมูลให้ปลอดภัย เช่น หากมีแอปหนึ่งพยายามจะเข้าถึงข้อมูลตำแหน่งของเรา ระบบจะมี Notification แจ้งเตือนให้ทราบทันที รวมถึงโหมดใหม่ ๆ อย่าง Focus Mode ที่ออกแบบมาเพื่อให้มีสมาธิในการทำงานอย่างเต็มที่ ไร้การรบกวนใด ๆ จากสมาร์ทโฟน

โดยเวอร์ชันเบต้าของ Android Q จะเปิดให้ใช้งานกันได้แล้ว และคราวนี้ไม่จำกัดเฉพาะบน Pixel สมาร์ทโฟนของ Google เท่านั้น แต่มีถึง 21 แบรนด์จาก 12 ผู้ผลิตเลยทีเดียว

“Nest Hub Max” อุปกรณ์ Home Hub หน้าจอ 10 นิ้ว

Nest Hub Max

ภายในงาน Google I/O ยังได้มีการเปิดตัว Nest Hub Max อุปกรณ์ Home Hub สำหรับบ้านที่มาพร้อมหน้าจอขนาดใหญ่ถึง 10 นิ้ว

หนึ่งในจุดเด่นคือกล้องที่มีมาด้วยสามารถใช้เป็นอุปกรณ์ในการทำไลฟ์วิดีโอ และบันทึกภาพภายในบ้านคล้าย ๆ กับกล้องวงจรปิดได้ อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่น่าสนใจคือการจับภาพใบหน้า และวิเคราะห์ได้ว่าเป็นยูสเซอร์คนไหน เพื่อที่ระบบจะได้ปรับค่าการให้บริการให้เหมาะสมกับยูสเซอร์คนนั้น ๆ

ส่วนขนาดของหน้าจอนั้น เห็นได้ว่าอีกไม่นานก็จะเขยิบเป็นทีวีแล้ว ซึ่งการพัฒนาอุปกรณ์ในลักษณะดังกล่าวน่าจะทำให้หลายอุตสาหกรรมมีความเสี่ยงที่จะถูกบริษัท Technology เข้ามา Disrupt ได้ หนึ่งในนั้นคือทีวี ที่แบรนด์ต่าง ๆ อาจต้องรีบหาพาร์ทเนอร์มาเติมเต็ม Ecosystem ของตัวเองให้ครบถ้วนมากขึ้น หรือไม่เช่นนั้นเราก็อาจต้องเตรียมตัวซื้อจอในลักษณะดังกล่าวจาก Facebook, Amazon, Google, Apple หรือ Microsoft ในอนาคตอันใกล้แทน

โดย Google เผยว่า Nest Hub Max จะวางจำหน่ายในช่วงซัมเมอร์ปีนี้

Live Caption ที่จะปรากฏอัตโนมัติ

Live caption

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่มี AI อยู่เบื้องหลังทำหน้าที่คอยใส่ซับไตเติ้ลต่าง ๆ ลงในคอนเทนต์ให้อัตโนมัติ ทั้งแบบออดิโอ และวิดีโอ รวมถึงใส่ซับไตเติ้ลได้แม้จะเป็นการโทรสนทนากับแบบสด ๆ ก็ตาม โดยฟีเจอร์นี้จะเริ่มให้บริการบน Android Q

การมาถึงของฟีเจอร์นี้น่าจะมีส่วนช่วยอีกหลายอุตสาหกรรม หนึ่งในนั้นน่าจะเป็น YouTuber ที่อาจช่วยในการผลิตคอนเทนต์เพื่อให้แชนแนลสามารถเติบโตได้แบบไร้พรมแดน

แต่ทั้งหมดนี้ ไม่ว่าจะงาน Facebook F8 หรือ Google I/O สิ่งที่คล้ายกันก็คือ บริษัทเทคโนโลยีมีความใกล้ชิดกับไลฟ์สไตล์ส่วนตัวของผู้บริโภคมากขึ้นเรื่อย ๆ และสิ่งประดิษฐ์ที่พวกเขาพัฒนาขึ้นมาก็จะนำความได้เปรียบมาสู่แพลตฟอร์มของตนเองอย่างที่ธุรกิจอื่น ๆ ยากจะตามได้ทัน ซึ่งแน่นอนว่า สปีดของพวกเขาจะไม่มีวันลดลง ผลที่ตามมาก็คือ จะมีบริษัทที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังเพราะตามความเร็วระดับนี้ไม่ทันมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยภาพที่กล่าวมาอาจจะเห็นได้ชัดเจนในอีก 2 – 3 ปีจากนี้ก็เป็นได้

Source

Source

Source