HomeInsightเมื่อ AI เก่งขึ้นทุกวัน “มนุษย์เราควรเก่งเรื่องอะไร” สรุป 7 ทักษะสำคัญคนทำงานต้องมีเพื่ออยู่รอด 

เมื่อ AI เก่งขึ้นทุกวัน “มนุษย์เราควรเก่งเรื่องอะไร” สรุป 7 ทักษะสำคัญคนทำงานต้องมีเพื่ออยู่รอด 

แชร์ :

สถานการณ์ AI ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำงานหลายเรื่อง วันนี้มุมมองของ “ผู้นำ” สำคัญที่สุดในการพัฒนาทักษะบุคลากรให้สามารถทำงานร่วมกับ AI  งานบ้างอย่างไม่ควรไปแข่งกับ AI เพราะ AI  เก่งกว่าเยอะ ดังนั้นคำถามสำคัญวันนี้ “มนุษย์เราควรเก่งเรื่องอะไร”  

THINK THAILAND : NEXT LEVEL

Santos Or Jaune

ในเวที PEAK BIZSPHERE 2026 Thailand’s B2B SME Conference : THAI Power Up จัดโดย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ได้จุดประกายให้ผู้บริหารและเจ้าของธุรกิจ เห็นโอกาสใหม่ๆ ในการผสานพลังคนและเทคโนโลยี เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต และนำไปต่อยอดธุรกิจสร้างการเติบโต

คุณรวิศ หาญอุตสาหะ ซีอีโอ ศรีจันทร์ และ Mission To The Moon Media ได้มาร่วมให้มุมมองในหัวข้อ “The New Mindset : Human x AI วิธีผสานพลังคนและ AI ให้องค์กรเติบโต” สรุปได้ดังนี้

ในยุคที่ AI มีบทบาทสำคัญ การทำงานวันนี้จึงต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ เพื่อหาว่าสิ่งไหนที่ AI ยังแทนที่เราไม่ได้ เพราะคนที่ปรับ Mindset ได้ก่อน คือคนที่จะอยู่รอดได้ก่อน

อย่างงานขายของ “พนักงานขาย” จะต้องใช้ความเป็นมนุษย์ในการสื่อสาร เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้า แต่หากเป็นงานขายของทั่วไปจะค่อยๆ ถูก AI ทำแทน  เช่น การแชทซื้อของออนไลน์วันนี้แทบจะเป็น AI ไปหมดแล้ว  เพราะ AI เก่งขึ้นทุกวันและคล้ายมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ  หรืองานการบันทึกการประชุมต่างๆ AI จดจำเรื่องต่างๆ ได้ดีมากและช่วยวิเคราะห์ได้

 

ดังนั้น “คน” ต้องกลับไปทำงานที่ใช้ Human สุดๆ สิ่งที่เชื่อว่า AI ยังทำแทนไม่ได้ (ในเร็ววันนี้ หรือ 2-3 ปีจากนี้) 

1. การเล่าเรื่องและสร้างแรงบันดาลใจ (Storytelling) 

–  พลัง Storytelling ยังเป็นเรื่องที่ยากมากและเป็นทักษะเฉพาะของแต่ละคน ตัวอย่าง “คริสโตเฟอร์ โนแลน” ผู้กำกับภาพยนตร์ The Odyssey ที่เป็นสุดยอดของ Storytelling หากเป็นหนังที่ถูกสร้างจาก AI กับผลงานของ โนแลน ซึ่งขึ้นชื่อการเน้นถ่ายทำจริงและใช้เทคนิคพิเศษแบบดั้งเดิม (Practical Effects) แทนการพึ่งพาคอมพิวเตอร์กราฟิก หนังของโนแลน คนยังอยากดูมากกว่า ดูผลงานจาก AI เพราะนี่เป็นพลังของเรื่องเล่า

2. ความไว้ใจและความภักดี (Trust and Loyalty)

–  โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ต่างๆ ต้องมีความเชื่อมั่นและไว้ใจระหว่างกัน

3. ความน่ารัก น่าเคารพ นิสัยดี

– เราต้องเป็นมนุษย์ที่คนชอบและชอบอยู่กับเรา ยุคนี้สำคัญกว่ายุคก่อนที่แม้นิสัยไม่ดี ไม่มีคนชอบ ก็ขึ้นเป็นผู้นำองค์กรได้ แต่ยุคนี้ไม่ได้ แม้หัวหน้าเป็นคนที่เก่งมาก แต่ปากร้าย ก็ยากที่จะอยู่กับคนอื่น เพราะคนยุคนี้ไม่ยอมกับอะไรแบบนี้

4. Art of Something

– งานบ้างอย่าง มีกลิ่นอายของศิลปะอยู่ เป็นงานยากที่ AI จะทำแทนได้ เพราะอธิบายไม่ได้ว่าสวยงามอย่างไร

5. การตัดสินใจในโปรเจกต์ที่ดูเป็นไปไม่ได้ (Impossible Projects)

– โปรเจกต์ที่ดูแล้ว ไม่มีตัวเลขหรือข้อมูลให้ทำ Feasibility Study (การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ) มาก่อน  เพราะเป็นสิ่งที่ต้องใช้พลัง ประสบการณ์และความรู้สึกในการเริ่มทำ

6. ทักษะการเจรจาต่อรอง (Negotiation Skills)

–  การเจรจาต่อรองไม่ใช่การหาดีลที่ดีที่สุด แต่เป็นการหาจุดตรงกลางที่ลงตัวทั้งสองฝ่าย

7. การสร้างความรู้สึก “ฝากชีวิตไว้ได้และ “เอาอยู่” คนรอบข้าง 

–  การฝากชีวิตไว้ได้ การเอาอยู่ เป็น Sense บ้างอย่างที่ยังอยู่อีกนานกับมนุษย์ เช่น อาชีพ “กัปตันเครื่องบิน” ที่ผู้โดยสารต้องการนั่งไปด้วยมากกว่าใช้ AI ขับเครื่องบิน  หลายอาชีพที่ผู้คนต้องฝากชีวิตไว้ ก็ยังคงอยู่ได้อย่างแข็งแกร่ง  ส่วนอาชีพที่เหลือ AI ทดแทนได้หมด แต่ใม่ใช่ว่ามนุษย์จะสำคัญน้อยลง แต่ “ทักษะ” ที่เป็นใช้ความเป็นมนุษย์จะสำคัญมากขึ้น

ในยุคก่อนเมื่อ 30 ปี คนนิสัยไม่ดีก็เจริญรุ่งเรื่องได้ เพราะตอนนั้น “ความเก่ง” เป็นเรื่องสำคัญมาก แต่ในวันที่ AI เก่งมากขึ้นขนาดนี้  เราคงไม่ต้องการหัวหน้าปากร้าย ด่าลูกน้องตลอดเวลา องค์กรเองก็ต้องการหัวหน้าที่มี ความเข้าอกเข้าใจ (Empathy) ฝึกสอนเป็น ซึ่งเป็นงานที่มีความเป็นมนุษย์

สรุป 3 ทักษะบริหารคนทำงานร่วมกับ AI 

1. Judgment skills ทักษะการมีวิจารณญาณในการตัดสินใจ 

การวิเคราะห์ธุรกิจ B2B ดีลที่ “น่าปิด” อาจไม่ใช่ดีลที่ “ควรปิด” 

– แม้ AI เก่งมากในการสร้างคำตอบ มีไอเดียจำนวนมาก แต่คนเลือกคำตอบก็ต้องเข้าใจบริบทของสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา การให้ AI วิเคราะห์ดีล ก็จะได้คำตอบว่า ลูกค้ารายนี้มีโอกาสสูงหรือดีลมีมูลค่าสูง

– แต่ทักษะของคน ต้องตัดสินใจได้ว่า ดีลนี้คุ้มกับทรัพยากรทีมหรือไม่ ควรลดราคาเพื่อปิดยอดหรือรักษาคุณค่าของแบรนด์  ลูกค้ารายนี้ควรรีบขายหรือควรสร้างความไว้ใจก่อน

– อย่างกรณี ดราม่าธุรกิจประกัน AI อาจบอกว่าดีลนี้ไม่ให้เคลม เพราะประหยัดเงินได้หลักแสนบาท แต่เรื่องดราม่าที่ไม่ให้ลูกค้าเคลมอาจสร้างความเสียหายให้แบรนด์ระดับ 100 ล้านบาท เพราะบริบทของสถานการณ์ที่มีดราม่า เป็นสิ่งที่คนต้องพิจารณาและตัดสินใจร่วมด้วย

AI  บอกได้ว่า “ใครทำงานได้ดี” แต่หัวหน้าต้องเข้าใจว่า “เพราะอะไร” 

– AI อาจช่วยบอกว่า ใคร Performance ตก,  ทีมไหน Workload สูง, โปรเจกต์ไหนเสี่ยง

– แต่หัวหน้าต้องตัดสินใจว่า ปัญหาอยู่ที่คนหรือระบบ, คนนี้ไม่เก่งหรือขาดทักษะหรือแค่ขาดการสนับสนุนจากทีม, เรื่องนี้ควรแก้ด้วยการเพิ่มคนหรือต้องออกแบบระบบใหม่

สรุป 3 เทคนิคช่วยให้ AI คิดรอบด้าน เรียนรู้ได้เร็วขึ้น

1. Frame the Decision ต้องระบุบริบทการตัดสินใจ 4 เรื่องนี้ให้ชัด

– Outcome ต้องการอะไรจากการทำงานเรื่องนี้

– Constraint ข้อจำกัดคืออะไร

– Priority สิ่งที่สำคัญที่สุด

– Non-Negotiable สิ่งที่ห้ามต่อรอง

2. Challenge the Decision  อย่าใช้ AI เพียงเพื่อสนับสนุนสิ่งที่เราอยากเชื่อ ต้องตั้งคำถาม ก่อนตัดสินใจ

– เหตุผลที่ดีที่สุดของทางเลือที่ AI เสนอคืออะไร

– หากการตัดสินใจนี้ผิดพลาด เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง

– มีความเสี่ยงอะไรบ้าง ที่ทำให้เราควรเปลี่ยนการตัดสินใจ

3. Use AI to Close the Decision Loop อย่าให้ AI ช่วยแค่ตัดสินใจ แต่ให้ช่วยทำให้องค์กรตัดสินใจเก่งขึ้นทุกครั้ง

– ใช้ AI หาโอกาสได้ แต่คนต้องเข้าใจด้วยว่าเรื่องที่ทำส่งผลกระทบอะไรบ้าง

– ตัวอย่าง คุณรวิศ เคยใช้ AI ทดลอง Live ขายของ แต่พบว่าลูกค้าไม่ชอบ เพราะรู้สึกว่าการขายของควรได้พูดคุยกับคน ในที่สุดโปรเจกต์นี้ต้องเลิกทำไปก่อน

AI ในงานออฟฟิศ ปี 2026 

  • สิ่งที่ AI ทำได้ดี

– สรุปข้อมูลจำนวนมากได้เร็ว

– สร้าง Draft และทางเลือกได้ทันที

– ทำงานซ้ำตาม Workflow ได้ต่อเนื่อง

– ช่วยเตรียมข้อมูลก่อนตัดสินใจ

  • สิ่งที่ AI ยังทำไม่ได้

– เข้าใจบริบทที่แอปแฝงไว้ หรือไม่ได้บอกชัดเจน

– แยกไม่ออกว่าอะไรคือ ปัญหาที่สำคัญที่สุด

– รับมือข้อยกเว้นและสถานการณ์ซับซ้อน

– รับผิดชอบต่อผลลัพธ์แทนมนุษย์

2. Coaching กระบวนการทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาศักยภาพ เป็นการโค้ชคนทำงานให้อยู่กับ AI ให้ได้

สรุป 5 ทักษะ Coaching ที่ AI ทำแทนไม่ได้ 

– อ่านบริบทของคนให้ลึกกว่าข้อมูล เช่น อ่านสีหน้า พบว่า 38% ของการสื่อสารของมนุษย์คือโทนเสียง เป็นสิ่งที่สำคัญมาก และ AI ยากที่จะรู้ความแตกต่างของโทนเสียง

– ฟังความรู้สึกที่ไม่ได้พูดออกมาตรงๆ

– ตั้งคำถามให้คิดต่อ ไม่ใช่แค่ให้คำตอบ

– ให้ Feedback ในจังหวะที่เหมาะสม

– ทำให้เห็นคุณค่าของตัวเองในยุค AI

คาถาบริหารทีมที่ดีมี 3 คำ คือ TIGHT  เป้าหมายต้องชัดเจน LOOSE วิธีการทำงาน  TIGHT  การวัดผลต้องชัดเจน

3. Workflow design การออกแบบกระบวนการทำงาน

– การประชุมต่างๆ ต้องทำรีพอร์ตสรุปผล เพื่อดูว่าควรมีการประชุมนี้ต่อไปหรือไม่ เพราะบ้างเรื่องไม่ต้องประชุม  โดย Redesign องค์กร ให้คนทำงานได้ดีขึ้นอย่างไร เมื่อมี AI เข้ามาช่วย  เพราะ AI ยังทำงานแทนคนทั้งหมดไม่ได้ เพราะยังมีความซับซ้อนในการทำงานอีกมาก จึงต้องดีไซน์กระบวนการทำงานใหม่

ดังนั้นคำถามในยุค AI ไม่ใช่ “AI จะทำอะไรแทนเราได้บ้าง” แต่เป็น “เราจะเป็นมนุษย์ที่ดีขึ้นได้อย่างไร เมื่อมี AI ช่วย” 

อ่านเพิ่มเติม


แชร์ :

You may also like