HomeInsight“รวิศ หาญอุตสาหะ” สรุป 3 คำสำคัญ “ยอมรับ-กล้า-เข้าใจ” คาถาความสำเร็จ ในยุค Work-Life Evolution 

“รวิศ หาญอุตสาหะ” สรุป 3 คำสำคัญ “ยอมรับ-กล้า-เข้าใจ” คาถาความสำเร็จ ในยุค Work-Life Evolution 

แชร์ :

โลกการทำงานเปลี่ยนไป ขณะที่ชีวิตและการทำงานต้องเติบโตไปด้วยกัน ดังนั้นการเติบโตในแบบฉบับตัวเองที่มีความสุขในการใช้ชีวิตและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ต้องทำอย่างไร

THINK THAILAND : NEXT LEVEL

Santos Or Jaune

ชวนมาติดอาวุธและหาคำตอบ เพื่อให้การใช้ชีวิตและการทำงานพร้อมวิวัฒนาการไปสู่อีกสิ่งร่วมกันกับ คุณรวิศ หาญอุตสาหะ ซีอีโอ ศรีจันทร์ และ  Mission To The Moon Media ในหัวข้อ Work-Life Evolution ความหมายของ “ความสำเร็จ” เมื่องานและชีวิตกำลังวิวัฒนาการ บนเวที Mission To The Moon Forum 2026 สรุปได้ดังนี้

แรงกดดันการทำงานและการใช้ชีวิต

หากย้อนไปช่วงโควิด ที่การใช้ชีวิตวุ่นวาย วันนั้นมีคนบอกว่าอีก 5 ปีข้างหน้า เราต้องเจอกับ AI ที่จะมาทำงานแทนได้เยอะมาก หรือจะเกิดสงครามสหรัฐ-อิหร่าน มีผู้นำโลกที่ออกคำสั่งเปลี่ยนแปลงโลกได้ผ่านโซเชียลมีเดีย (โดนัลด์ ทรัมป์) หากฟังช่วงนั้นก็คิดว่าไม่น่าเกิดขึ้นได้

มาในปี 2022 เราเริ่มรู้จัก ChatGPT Version 3.5 จากนั้นโลกการทำงานก็เปลี่ยนไป นับจากวันนั้นสิ่งที่ได้ยินบ่อยขึ้นคือ “การใช้ชีวิตท่ามกลางวิกฤต” ที่เกิดขึ้นหลายเหตุการณ์

แต่ทุกวิกฤตจะทำหน้าที่เรียกร้องให้เราเก่งขึ้นในทุกด้าน ทำงานให้เก่งขึ้น เพราะต้องแข่งกับ AI  การลงทุนก็ต้องเก่งขึ้นต้องมีความรู้ทุกด้าน

การใช้ชีวิตต้องมีไลฟ์สไตล์ตามเทรนด์ ไม่ว่าจะเป็น พิลาทิส โยคะ มัทฉะ ทุกอย่างที่เห็นผ่านโซเชียลมีเดีย จะมีคนทำได้ดีกว่าเสมอ ไม่ว่าจะเป็น หน้าตาดีกว่า เก่งกว่า รวยกว่า ลงทุนได้ดีกว่า

จากแรงกดดันด้านการทำงานและการใช้ชีวิต จึงกลายเป็นแรงกดดันสะสม ในปี 2025 ผู้คนจึงเลือกใช้คำว่า FATIGUE (เหนื่อย หมดแรง หมดไฟ) ในการบรรยายสรุปชีวิตปี 2025

สรุป 3 คำสำคัญ Serenity- Courage –  Wisdom  ในโลการทำงานและใช้ชีวิต 

ในโลกที่เหนื่อยล้าเราจะใช้ “ชีวิตที่สำเร็จและมีความสุขได้อย่างไร”

Reinhold Niebuhr นักปรัชญาการเมืองชาวอเมริกัน บอกว่า “บางสิ่งบางอย่างในโลกนี้เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ต้องมีความกล้าพอที่จะเปลี่ยนสิ่งที่เปลี่ยนได้ สิ่งสำคัญที่สุดขอให้มีปัญญาที่จะแยกแยะได้”

เมื่อสรุปแนวคิดดังกล่าวมี 3 คำสำคัญดังนี้ 

1. Serenity การยอมรับ (เมื่อโลกไม่เป็นใจ)

– ยอมรับว่าโลกไม่เป็นใจ โลกจะไม่เป็นแบบที่เราอยากให้เป็น

– กรณีศึกษาของ  Viktor Frankl นักจิตวิทยาชาวออสเตรีย ผู้รอดชีวิตจากค่ายกักกันนาซีและเป็นผู้ริเริ่มทฤษฎีจิตบำบัดแนว Logotherapy ช่วงที่เขาอายุ 37 ปี (ปี 1942) ท่ามกลางสงครามโลกครั้งที่ 2 เช้าวันหนึ่งสิ่งของทุกอย่างที่มีถูกริบหมด ทั้งครอบครัว หน้าที่การงาน  ชื่อเสียง ผลงาน เพราะถูกจับไปอยู่ในค่ายกักกันเชลยศึก ถูกทหารใช้ทำงานเช้าถึงเย็น ให้เศษอาหารเพียงเล็กน้อยพอให้ไม่ตาย ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ทุกอย่างถูกทำให้สูญหาย

เขาใช้ชีวิตในค่ายเชลยศึกและสังเกตเห็นนักโทษบางคน ที่แม้จะอยู่ท่ามกลางความเลวร้าย ยังเก็บเศษขนมปังซ้อนไว้ เพื่อแบ่งให้เพื่อนที่ไม่มีอาหารกิน  มีคนที่พยายามช่วยเหลือคนที่นอนป่วย มีคนเล่านิทานให้คนแก่เฒ่าฟัง ผู้คนในค่ายกักกันพยายามเก็บความเบิกบานไว้ในใจแม้ต้องเจอสถานการณ์เลวร้าย

เขาค้นพบว่าระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรากับการตอบสนองของเรา มีอยู่หนึ่งอย่างที่อยู่ตรงกลางพอดี สิ่งนั้นคือ “อิสรภาพ” 

เมื่อเลือกออกจากค่ายกักกันไม่ได้ สิ่งที่เขาเลือกได้ คือ “ตื่นขึ้นมาแล้วจะเป็นคนแบบไหน จึงเลือกที่จะเป็นคนอยู่รอด” หลังสงครามจบ  Viktor Frankl  เขียนหนังสือที่มีผู้อ่านมากที่สุดในโลกเล่มหนึ่ง เล่าชีวิตในค่ายกักกันโดยมีประโยคสำคัญ “เมื่อคุณเปลี่ยนสถานการณ์ไม่ได้ ความท้าทายคือ คุณต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ได้”

และนั่นเป็นสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้ Julian Rotter นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ทดลองเกี่ยวกับ วิธีคิดของผู้คนและตีพิมพ์เป็นผลงานออกมาชื่อว่า Locus of Control ที่บอกเล่าเรื่อง ความเชื่อในอำนาจควบคุมตนเอง โดยเชื่อว่ามนุษย์มีวิธีคิดกับการมองโลกออกเป็น 2 แบบ

1. External Locus of Control โชคชะตาและคนอื่นกำหนดเรา 

– เป็นคนที่โทษทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวเอง เช่น โลกนี้ไม่แฟร์ คนนั้นทำไมทำแบบนี้กับฉัน ทุกอย่างเป็นเรื่องของคนอื่น

– เป็นคนที่กังวลง่าย มีความสุขน้อย ปรับตัวยากเวลามีการเปลี่ยนแปลง เช่น การเข้ามาของ AI

2. Internal Locus of Control  ควบคุมการรับมือของตัวเองได้ 

– เวลาต้องเผชิญกับเหตุการณ์ร้าย มักจะถามว่าตัวเองทำอะไรได้บ้าง หรือจะแก้ปัญหาอย่างไร แทนที่จะมองว่าทำไมเหตุการณ์นี้ต้องเกิดขึ้นกับตัวเอง มองว่าโลกใบนี้จะมีสิ่งต่างๆ ที่ส่งผลกระทบกับเราเกิดขึ้นตลอดเวลาและไม่สามารถควบคุมได้

– คนที่คิดได้แบบนี้ เป็นคนยืดหยุ่น มีความสุขง่าย ฝ่าวิกฤตได้ ปรับตัวเร็ว

บทสรุปของ Serenity การยอมรับ คือ ชีวิตคนเราต้องเจอกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้เยอะมาก ทั้งการใช้ชีวิตและการทำงาน เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้น ส่วนใหญ่ไม่ใช่ความผิดของเรา แต่เมื่อเป็นความรับผิดชอบของเราที่ต้องจัดการเรื่องนั้น หากเราสวมหมวกนี้อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ใดขึ้น เราจะรู้ว่าทุกเรื่องจัดการได้

“เมื่อยอมรับว่ามีบางเรื่องเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่สิ่งที่เรารับผิดชอบสามารถเปลี่ยนแปลงได้”  

 

2. Courage กล้า (แม้ไม่ปลอดภัย)

– ความกล้าหาญไม่ใช่การไม่กลัว แต่คือการทำสิ่งนั้นทั้งที่ในใจกลัวมาก

– กรณีศึกษาที่เป็นไวรัลทั่วโลกของครอบครัวแอปเปิลบี (Appelbee) ชาวออสเตรเลีย เมื่อ “ออสติน แอปเปิลบี” (Austin Appelbee) เด็กชายวัย 13 ปี กลายเป็นฮีโร่ ว่ายน้ำทะลฝ่าคลื่นลมแรงกว่า 4 กิโลเมตร (ว่ายทวนน้ำอยู่ 4 ชั่วโมง) และวิ่งอีก 2 กิโลเมตร เพื่อมาขอความช่วยเหลือให้แม่และน้องอีกสองคน อายุ 12 และ 8 ปี ที่ติดอยู่กลางทะเลนับ 10 ชั่วโมง และช่วยให้ทุกคนรอดชีวิตอย่างปาฏิหาริย์ “ออสติน” บอกว่าเขามีเป้าหมายเดียว คือ อยากให้ครอบครัวกลับมาอยู่ด้วยกันอีก จึงว่ายน้ำไปเรื่อยๆ ให้ถึงฝั่ง

– คนที่มีเป้าหมายจะใช้ชีวิต โดยกล้าก้าวข้ามความกลัว มีงานวิจัยบอกว่า “ชีวิตมนุษย์ ถ้ามีเป้าหมายว่าอยู่เพื่ออะไร จะมีพลังงานอย่างมากในการผ่านอุปสรรคต่างๆ ได้ดีกว่าชีวิตที่ไม่มีเป้าหมาย”

“ชีวิตที่ขับเคลื่อนด้วยเป้าหมาย ทำให้มนุษย์มีพลัง มีความยิดหยุ่น และผ่านพ้นอุปสรรคได้ดีกว่าชีวิตที่ขับเคลื่อนด้วยความกลัว” Journal of Clinical Psychology 

วันนี้แม้เรามีสิ่งที่ยังไม่ได้ทำ อาจจะอยากทำ หรือยังไม่ถึงเวลาทำ แต่หากใช้ชีวิตด้วยความตั้งใจในอะไรบางอย่าง ก็จะกล้าทำสิ่งนั้น (โดยไม่มีความกลัวนำทาง)

3. Wisdom เข้าใจ (ว่าอะไรคุ้มค่า) 

– เข้าใจว่าต้องลงทุนกับอะไร ต้องใช้เวลากับอะไร เพราะหากไปลงทุนกับหลายสิ่งอย่าง ก็จะเสียเวลาและไม่ได้ผลลัพธ์อะไรกลับมา

– เราชอบพูดกันเรื่องโชคชะตา ดวงดี ดวงไม่ดี แต่ที่จริงควรตั้งคำถามว่า “โชคชะตา” ทำงานแบบนั้นจริงหรือไม่

– กรณีศึกษา ทีมชาติฟุตบอลอังกฤษ ที่มีอาถรรพ์มา 30 ปี เรื่องยิงจุดโทษแพ้เกือบตลอดโดยเฉพาะในแมทช์สำคัญ ทำให้ทั้งกองเชียร์ นักเตะ รู้สึกว่าดวงไม่ดีจึงแพ้ ซึ่งผู้จัดการทีมชาติอังกฤษหลายคนก็เชื่อแบบนั้น จนมาถึงผู้จัดการทีม “แกเร็ธ เซาธ์เกต” อดีตนักฟุตบอลทีมชาติอังกฤษ และเคยมีประสบการณ์ยิงจุดโทษแพ้มาแล้วเช่นกัน

แต่ “แกเร็ธ เซาธ์เกต” บอกว่าการยิงจุดโทษไม่ใช่เรื่องของดวง แต่เป็นสิ่งที่ต้องฝึกซ้อมยิงจุดโทษให้เยอะ  เพราะการยิงจุดโทษที่ดีเกิดจากเทคนิคการซ้อม 30% และความเข้มแข็งของจิตใจ 70%  เพราะความพ่ายแพ้การยิงจุดโทษ มีมากกว่าเรื่อง “โชคร้าย” แต่มาจากแรงกดดัน ณ เวลานั้นที่เล่นมาแล้ว 120 นาที มีความเหนื่อยล้าตลอดทั้งเกม สภาพแวดล้อมไม่เป็นใจทั้งเสียงเชียร์ทีมคู่แข่ง และความไม่เชื่อใจในเพื่อนร่วมทีมว่าจะทำได้

ดังนั้น “แกเร็ธ เซาธ์เกต” จึงให้นักเตะซ้อมยิงจุดโทษในสถานการณ์ใกล้เคียงความจริง คือ ซ้อมเวลาปกติจบแล้ว ซ้อมยิงจุดโทษต่อ เหมือนเวลาการแข่งขันจริง เปิดเสียงกองเชียร์ให้บรรยากาศกดดันเหมือนสนามจริง และซ้อมยิงจุดโทษ โดยให้นักเตะทุกคนพร้อมยิงจุดโทษ “เปลี่ยนจุดอ่อนเฉพาะคน เป็นความมั่นใจทั้งทีม”

ที่สำคัญเลิกพึ่งดวง แต่ให้พึ่งสถิติ ใช้ Data โดยกระบอกน้ำของผู้รักษาประตูทีมชาติอังกฤษ จะมีรายชื่อของคู่แข่งและข้อมูลการยิงจุดโทษของคนนั้นว่าตามสถิติแล้วยิงไปทางซ้าย ขวา หรือตรงกลาง เพื่อให้ผู้รักษาประตูพุ่งรับลูกบอลได้ทัน

หลังจากนั้นทีมชาติอังกฤษ ยิงจุดโทษในแมทช์สำคัญ 4 ครั้ง ชนะ 3 ครั้ง เพราะการเปลี่ยนความคิดของ “แกเร็ธ เซาธ์เกต” ว่าการยิงจุดโทษเป็นอาถรรพ์ และสร้าง “โชค” ของตัวเอง

ดังนั้นหากเรารู้สึกว่า “ซวย” ในบางเรื่อง ต้องกล้าตั้งคำถามว่า ซวยจริงหรือยังซ้อมไม่พอ

อะไรที่เราเปลี่ยนไม่ได้และอะไรที่เปลี่ยนได้ Wisdom ที่จะรู้ความแตกต่างของเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญ

ในชีวิตตอนนี้มีอะไรบ้างที่พยายามต่อสู้อยู่ แต่จริงๆ แล้วมันเปลี่ยนไม่ได้ มีอะไรบ้างที่มองข้ามไป ทั้งที่จริงๆ ถ้าทุ่มพลังลงไป มันจะเปลี่ยนชีวิตไปตลอด

บางคนไม่กล้ายอมรับว่าชีวิตตัวเอง ไปข้างหน้าไม่ได้ เพราะมีบางอย่างที่ไม่ยอมแก้ ไม่กล้าที่จะแก้ และมักบอกตัวเองว่าเป็นแบบนี้แระ

สรุป 3 คำสำคัญ ความหมายของ “ความสำเร็จ” ในยุค  Work-Life Evolution

– Serenity ยอมรับ เมื่อโลกไม่เป็นใจ It’s not your fault. But it is your Responsibility

– Courage กล้า แม้ไม่ปลอดภัย Live with intention, not with fear.

– Wisdom เข้าใจ ว่าอะไรคุ้มค่า Fortune favors the prepared.

เซอร์ วินสตัน เชอร์ชิล (Sir Winston Churchill) อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ได้พูดในช่วงที่อยู่กลางสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้คนลำบากว่า If you’re going through hell keep going “ถ้าวันนี้คุณกำลังเดินทางอยู่ในนรก คุณต้องเดินต่อไป เพราะถ้าไม่เดินต่อไป จะไม่มีวันรู้ว่าอะไรรออยู่ที่อีกทางหนึ่ง”

เป็นวาทะที่มีความหมายเชิงบวกสื่อถึงการ “ไม่ยอมแพ้” ต่ออุปสรรคที่ยากลำบาก เพื่อให้ก้าวต่อไปจนกว่าจะพบทางออกหรือความสำเร็จ


แชร์ :

You may also like