‘มีเธอแล้ว ต้องมีฉัน’ สิงห์เติมพอร์ตโฟลิโอ จับกลุ่มวัยรุ่นเพิ่ม เสิร์ฟ ‘MY BEER’ หลังมี U Beer

ยังเดินหน้าเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอกลุ่มเบียร์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงหน้าขายสำคัญอย่างเทศกาลเฉลิมฉลองส่งท้ายปี ทำให้กลุ่มบุญรอด เลือกใช้ลานเบียร์สิงห์ในการทดลองปล่อยของ​ เพื่อแนะนำ Lager Beer ตัวใหม่ ภายใต้ชื่อ MY BEER (มายเบียร์) พร้อมประเดิมขายผ่านช่องทาง​ On Premise ตามร้านอาหารที่จำหน่ายเครื่องดื่มของสิงห์ไปก่อน โดยคาดว่าช่องทาง Off Premise ไม่ว่าจะเป็นตามซูเปอร์มาร์เก็ต หรือร้านสะดวกซื้อต่างๆ น่าจะเริ่มกระจายได้ภายในปีหน้า

ขณะที่กระแสการรับรู้ของ MY BEER เริ่มมีให้เห็นเพิ่มมากขึ้นแล้ว โดยเฉพาะหากใครมีโอกาสได้ไปแฮงก์เอ้าท์ในบริเวณลานเบียร์สิงห์ โดยเฉพาะในแลนด์มาร์กสำคัญที่หน้าเซ็นทรัลเวิลด์ที่จะเป็นจุดสำคัญในการสื่อสารและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรง​ ซึ่งจะได้เห็นความพิเศษจากโซนสีฟ้าอยู่ท่ามกลางเค้าน์เตอร์และเก้าอี้สีเหลืองของทั้งลาน

รวมทั้งความเคลื่อนไหวจากกลุ่ม Influencers เพจสายปาร์ตี้ สายดริ้งก์ทั้งหลาย ซึ่งถือเป็นกลุ่มแรกๆ ที่มีโอกาสได้ทดลองดื่มมายเบียร์กันไปแล้ว และต่างพร้อมใจกันออกมาช่วยจุดกระแสให้กับเบียร์น้องใหม่ล่าสุดจากค่ายสิงห์กันอย่างต่อเนื่อ​ง จนเป็นที่สนใจของบรรดาลูกเพจและผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้น

ระหว่างรอข้อมูลอย่างเป็นทางการจากกลุ่มบุญรอด เกี่ยวกับ MY BEER ออกมานั้น ทางเว็บไซต์ Brand Buffet​​​ ได้รวบรวมข้อมูลที่เริ่มมีออกมาอย่างประปรายผ่านสื่อโซเชียลมีเดียทั้งหลายเกี่ยวกับ MY BEER มาให้ทราบกันไว้เบื้องต้น อาทิ

– มายเบียร์ จัดอยู่ในเบียร์กลุ่ม Lager ที่ดื่มได้ค่อนข้างง่าย ด้วยปริมาณแอลกอฮอล์ที่ 4.5% ในระดับเดียวกับยูเบียร์ และสิงห์ไลท์​ และอยู่ตรงกลางระหว่างเบียร์สิงห์ที่มีปริมาณแอลกอฮอลล์ 5% และสโนวี่ ไวเซ็นที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ที่ 4%

– สำหรับแพกเกจจิ้ง บรรจุอยู่ในกระป๋องสีเงินและสีฟ้า ขนาดบรรจุ 490 Ml. ซึ่ง​​​ทั้งแพกเกจและรสชาติ น่าจะเป็นกลุ่มที่ต้องการสื่อสารกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ ขณะที่ระดับราคาน่าจะเกาะอยู่ในกลุ่มที่ประมาณ​ 45-50 บาท (สำหรับราคาจำหน่ายในช่องทาง Off Premise)

– ในเบื้องต้นจะขายเฉพาะช่องทาง On Premise ซึ่งภายหลังจากเริ่มทำตลาดอย่างเป็นทางการในราวไตรมาสแรกของปีหน้า​ ​จึงจะวางขายผ่านร้านสะดวกซื้อ และซูเปอร์มาร์เก็ตอย่างครอบคลุม​​ รวมทั้งจะเริ่มมีแพกเกจแบบขวดแก้ว ทั้งขวดเล็ก และขวดใหญ่เข้ามาทำตลาดเพิ่มเติมตามมาภายหลัง

อย่างไรก็ตาม การออกมาทำตลาด MY BEER​ ยังสะท้อนถึงกลยทุธ์ในการทำตลาดของสิงห์ ที่ยังเน้นการโฟกัสตาม Segmentation มากกว่าการเข้าไปแข่งในตลาด Mainstream ที่มีทั้งแบรนด์ของตัวเองและคู่แข่งเป็นผู้เล่นรายสำคัญในตลาดและยังแข่งขันกันค่อนข้างรุนแรง แต่เลือกที่จะเข้ามาสร้างตลาดใหม่จากฐานคนดื่มเฉพาะกลุ่ม ซึ่งจะมีความชื่นชอบประเภทหรือรสชาติของเบียร์ในแบบของตัวเอง ไม่ตามแบบใคร​ และไม่ยึดติดกับแบรนด์

ประกอบกับเป็นการตอกย้ำความแข็งแรงในการเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ของสิงห์​ ด้วยการมีเบียร์ตัวเลือกใหม่ๆ ออกมาสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง หลังประสบความสำเร็จในการแจ้งเกิด U BEER มาแล้วเมื่อปี 2016Z (อ่านเพิ่มเติม คลิกที่นี่) และสร้างความคึกคักให้กับตลาดได้เป็นอย่างมาก รวมทั้งการเลือก Timing ในการเปิดตัวเบียร์ใหม่ในช่วง Seasonal สำคัญ​ ​อย่างการแนะนำเบียร์พี่หมี หรือ Snowy Weizen เข้ามาเติมพอร์ตในตลาดเบียร์พรีเมี่ยม ช่วงปลายปี 2017 ในงาน Singha Farm Festival เมื่อปลายปี 2017 และต่อเนื่องยาวมาจนถึงช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเช่นกัน

ส่วนในปี 2018 ได้แนะนำ KOPPER ที่ว่ากันว่าเป็นการนำคราฟท์เบียร์จากร้าน EST. 33 มาลงกระป๋อง ซึ่งได้เปิดตัวไปเมื่อช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ก่อนจะส่งท้ายปีด้วย Lager น้องใหม่ล่าสุดอย่าง MY BEER ที่ใช้ลานเบียร์สิงห์ในการแจ้งเกิด เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ในปีนี้

สิ่งที่สังเกตเห็นได้ค่อนข้างชัดเจน กับการทำตลาดเบียร์ใหม่ๆ ของกลุ่มสิงห์ในช่วงที่ผ่านมานี้ ที่จะไม่ผูกติดกับชื่อ แบรนด์​ หรือโลโก้ใดๆ ที่เชื่อมโยงหรือทำให้ผู้บริโภครับรู้ได้ว่าเป็นเบียร์ที่มาจากค่ายสิงห์อยู่บนกระป๋องเลย ​แต่พยายามที่จะนำเสนอเอกลักษณ์ที่โดดเด่นในแบบของตัวเอง เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ ทั้งในแง่ของตัวผลิตภัณฑ์และวิธีในการทำตลาดให้หลุดออกไปจากกรอบวิธีเดิมๆ ที่เคยทำมา ไม่ว่าจะเป็นยูเบียร์, สโนวี่ ไวเซ็น หรือแม้แต่คอปเปอร์​ เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ ที่มองหาความเป็นตัวของตัวเอง

แต่สำหรับ MY BEER จะเห็นโลโก้ของสิงห์อยู่บนกระป๋องค่อนข้างเด่นชัด เนื่องจาก เป็นกลุ่ม LAGER BEER ซึ่งจัดเป็นเบียร์ในกลุ่มกระแสหลักที่ดื่มได้ง่าย รวมทั้งคาดว่าเพื่อต้องการสื่อสารเชื่อมโยงให้เห็นว่า​แบรนด์สิงห์เองก็สามารถที่จะเข้าถึง และเข้าใจกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้ไม่ต่างจากเบียร์ทางเลือกอื่นๆ เช่นเดียวกัน

ขณะที่ในมุมการขับเคลื่อนตลาดเบียร์ในปัจจุบันที่มีมูลค่ากว่า 1.8 แสนล้านบาทนั้น แม้สัดส่วนใหญ่ในตลาดจะยังคงเป็นกลุ่มเบียร์กระแสหลักหรือ Mainstream ซึ่งมีทั้งแบรนด์สิงห์​และลีโอ ปักหลักทำตลาดอย่างแข็งแรงอยู่แล้วนั้น ช่วงที่ผ่านมาจะเห็นได้ถึงทิศทางของกลุ่มเบียร์สิงห์ ในการขยับมาโฟกัสการทำ Segmaentation ให้แข็งแรงมากย่ิงขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคในยุคนี้ รวมทั้งยังช่วยปลุกให้ตลาดเบียร์ให้มีความคึกคัก จากการพยายามเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอเพื่อให้มีสินค้าทำตลาดอย่าางครอบคลุมครบถ้วนทุกเซ็กเม้นต์​

โดยเฉพาะการนำเสนอเบียร์ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจากกลุ่มเบียร์ทางเลือกหรือเบียร์กระแสหลัก เนื่องจากเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่จะมีความชอบ วิธีคิด และรูปแบบในการบริโภคที่แตกต่างไปจากคนในรุ่นก่อนหน้า รวมทั้งยังมี Demanding เพิ่มากขึ้น หรือความต้องการได้รับการเติมเต็มประสบการณ์ใหม่ๆ จากการดื่มเบียร์ที่หลากหลายมากขึ้นอีกด้วย ดังที่ได้เห็นความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในตลาดเบียร์มาตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้นั่นเอง

นับว่าในปีนี้เป็นปีที่เบียร์หน้าใหม่ ถูกผลักดันลงสู่ตลาด เพื่อกระตุ้นยอดขาย พร้อมทั้งสอดรับกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ที่มองหาทางเลือกในการแฮงก์เอาท์ แค่ในช่วงส่งท้ายปลายปี ก็มีทั้ง ฮันทส์แมน (Huntsman) ที่ปรากฏกายภายใต้สัญลักษณ์ “หมาป่า” และแบรนด์แบล็ค ดราก้อน (Black Dragon) จากค่าย Thai Bav (อ่านต่อคลิกที่นี่) และ Tiger Lemon Radler เบียร์สูตรใหม่ที่มีแอลกอฮอล์ 2% จากค่าย TAP (อ่านต่อ คลิกที่นี่)

สงครามน้ำเมาระลอกใหม่ที่แต่ละเจ้าเข็นสินค้าลงมาสู่ตลาด จะดำเนินต่อไปเช่นไร ท่ามกลางกระแสคราฟท์เบียร์มาแรง ขณะเดียวกันกระแสสุขภาพก็เป็นเทรนด์สำคัญที่เป็นความท้าทายของแบรนด์ใหญ่ทั้งหลาย…

ที่มาข้อมูล : สักวาตกค่ำ ร่ำสุราแดกเหล้า เมาเบียร์ เพลียไวนกินเหล้ากัน