8 เบื้องหลังดีล หมื่นล้าน! The Mall จับมือ AEG ดันไทยสู่ World Iconic Entertainment ของเอเชีย

    เดอะมอลล์ กรุ๊ป (The Mall) หนึ่งในผู้นำธุรกิจค้าปลีกของเมืองไทย และ ผู้พัฒนาศูนย์การค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวยาวนานกว่า 37 ปี  แต่ละโปรเจ็กต์ถูกพัฒนาออกมาแบบไม่ธรรมดา  ล้วนแต่สร้างปรากฎการณ์สำคัญให้เกิดขึ้นในเมืองไทยมาโดยตลอด  ไม่ว่าจะเป็นสวนน้ำลอยฟ้าแห่งแรกของเมืองไทย  ในปี 2531 เปิดพร้อมกันในวันเดียวที่เดอะมอลล์ บางกะปิและเดอะมอลล์ บางแค พื้นที่ 400,000 ตารางเมตร  ปี 2540 เปิด “ดิ เอ็มโพเรี่ยม” ศูนย์การค้าระดับเวิล์ดคลาสแห่งแรกของเมืองไทย ต่อมา ปี 2548  ให้กำเนิด “สยามพารากอน” Shopping Destination ของกรุงเทพฯ​ ที่ทั่วโลกยอมรับ  เหล่าบรรดานักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติต้องแวะมาเยี่ยมเยือน รวมถึงการพัฒนา “ดิ เอ็มควอเทียร์”  THE EXTRAORDINARY LIFE ที่ผสมผสานศูนย์การค้า สำนักงาน สถานที่สำหรับจัดกิจกรรมและสันทนาการต่างๆ  “BLU PORT หัวหิน”  รีสอร์ทมอลล์แห่งแรกของเมืองไทย เป็นต้น

    ล่าสุด เดอะมอลล์ กรุ๊ป เตรียมสร้างปรากฏการณ์ระดับอภิมหาโปรเจ็กต์ขึ้นอีกครั้ง  ซึ่งครั้งนี้ไม่ได้มาเพียงคนเดียว  แต่ควงคู่กับพันธมิตรระดับโลก ผู้นำธุรกิจบันเทิงและกีฬา จากประเทศสหรัฐอเมริกา อย่าง “AEG”  มาร่วมสร้างความบันเทิงระดับโลกครั้งแรกใน South East Asia  กับ 2 โปรเจ็กต์ยักษ์ มูลค่าการลงทุนมากกว่า 10,000 ล้านบาท ด้วยการสร้าง EM LIVE  สถานที่จัดงานแสดงเอนกประสงค์ สำหรับจัดคอนเสิร์ต แข่งขันกีฬา และอีเวนต์ต่างๆ ที่ตั้งอยู่ที่ศูนย์การค้า ดิ เอ็มสเฟียร์  และ BANGKOK ARENA พื้นที่จัดงานหลากหลายเช่นเดียวกัน  ที่ตั้งในโครงการ BANGKOK MALL สี่แยกบางนา  ซึ่งทั้ง 2 โปรเจ็ตก์จะเปลี่ยนโฉมหน้าธุรกิจเอ็นเตอร์เทนเม้นท์เมืองไทยให้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป  เพราะจะมีพื้นที่รองรับกับการจัดงานบันเทิง กีฬา และธุรกิจ MICE ระดับโลก  รวมถึงการมีงานระดับเวิล์ดคลาสเข้ามาจัดในประเทศไทยจำนวนมาก

    “เดอะมอลล์ กรุ๊ป เราทำอะไรเป็น One of the kind เริ่มต้นตั้งแต่สวนน้ำจนถึง เอ็ม ดิสทริก และอนาคตมี Bangkok Mall เราคิดอะไร ไม่ใช่แค่ช้อปปิ้งเซ็นเตอร์  เราเน้น Quality ของโปรเจ็กต์ ทุกอย่างที่เราทำ เราทำ First Class Penomena ต่อไปภาพของเราจะเป็น  Retail ผสม Entertainment” คุณศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการ บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ฉายภาพแนวคิดการพัฒนาศูนย์การค้าของกลุ่มเดอะมอลล์

    กว่าจะมาเป็นความร่วมมือกันระหว่าง 2 ยักษ์จาก 2 ธุรกิจ ทั้งของไทยและโลกได้นั้น  มีเรื่องน่าสนใจหลายอย่างน่ารับรู้  รวมถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  เพื่อให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจความบันเทิง การท่องเที่ยว และธุรกิจ MICE ของภูมิภาคเอเชีย  และนี่คือ 8 เรื่องราวทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ของดีลยักษ์แห่งปีของเดอะมอลล์ กรุ๊ป ที่ไม่รู้ไม่ได้แล้ว

    1.ทั้ง 2 โปรเจ็กต์ เกิดจากแรงบันดาลใจของ “ศุภลักษณ์ อัมพุช” ประธานกรรมการ บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด มีความฝันในการสร้างสถานที่สำหรับให้คุณภาพชีวิตของคนเราดีขึ้น เป็นสถานที่สร้างแรงบันดาลใจ  ประสบการณ์ใหม่  เป็นสถานที่มีเทคโนโลยีสอดรับกับการใช้ชีวิต และปัจจุบันทุกอย่างบนโลกนี้ถูก Disrupt” ด้วยเทคโนโลยี มีเฉพาะธุรกิจเอ็นเตอร์เทนเมนท์เท่านั้น ไม่ได้รับผลกระทบ จึงสนใจและอยากจะสร้างสถานที่สำหรับรองรับธุรกิจบันเทิงในประเทศไทย

    2.นอกจากแรงบัลดาลใจสำคัญในการสร้างสถานที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าปัจจุบัน  “ศุภลักษณ์​ อัมพุช” ยังมีเป้าหมายใหญ่สร้างให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจความบันเทิง การท่องเที่ยว และธุรกิจ MICE ในภูมิภาคเอเชีย หรือ World Iconic Entertainment Destination in ASIA ด้วย เพราะมองในภาพใหญ่  Arena ระดับโลกปักหมุดอยู่แล้วทั่วทุกมุมโลก  แต่ในภูมิภาคเอเชียโดยเฉพาะเซาท์อีสเอเชียยังไม่มีสักแห่งเดียว  ที่ใหม่ ทันสมัย และมีมาตรฐานระดับโลก  ขณะที่ศักยภาพของประเทศไทย มีความพร้อมทุกด้าน  ไม่ว่าจะเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค  และการเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของโลก  ชาวต่างชาติอยากจะมากันมาก

    3.ก่อนจะจีบAEG” ผู้นำธุรกิจบันเทิงและกีฬา  จากประเทศสหรัฐอเมริกา มาเป็นพันธมิตร “ศุภลักษณ์​  อัมพุช”  เดินทางมาแล้วทั่วโลก  เพื่อไปดู World Class Arena ไม่ว่าจะเป็นแอลเอ ลาสเวกัส นิวยอร์ก เบอร์ลิน ดูไบ เชี่ยงไฮ้  หรือออสเตรเลีย ไม่เพียงแค่นั้น  ยังได้มีประสบการณ์ดูคอนเสิร์ตระดับโลกของศิลปินดังๆ มากมาย อาทิเช่น บียองเซ่  ซึ่งผลงานต่างๆ ส่วนใหญ่แล้ว อยู่ภายใต้การดำเนินการของ AEG แทบทั้งสิ้น

    4.สาเหตุสำคัญที่เลือก “AEG” เข้ามาเป็นพันธมิตร  เพราะเป็นผู้ประกอบธุรกิจบันเทิง และกีฬา ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ในด้านการบริหารจัดการ WORLD-CLASS ARENA  อาทิ THE O2 ARENA ในอังกฤษ THE SPIRIT CENTER ในสหรัฐอเมริกา และ THE MERCEDES-BENZ ARENAS ในเยอรมนี รวมถึง การจัด WORLD ENTERTAINMENT และ SPORTS EVENTS ต่างๆ โดยศิลปินระดับโลก อาทิ JUSTIN BIEBER, CELINE DION, KATY PERRY, ED SHEERAN, TAYLOR SWIFT, METALICA THE ROLLING STONES

    5.เมื่อเห็นศักยภาพของ AEG  “ศุภลักษณ์​  อัมพุช” จึงหอบ 2 โปรเจ็กต์ไปนำเสนอกับ “Mr.Philip Auschutz” ชายวัย 79 ปี เจ้าของ AEG  แม้เขาจะเป็นบุคคล Low Profile แต่เป็นบุคคลที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและแรงบันดาลใจการทำธุรกิจ Entertainment & Sport หลังฟังการนำเสนอโปรเจ็กต์แล้ว  ก็มีวิสัยทัศน์เดียวกันกับเดอะมอลล์  กรุ๊ป พร้อมตอบตกลงทันที  และอนุมัติงบการลงทุนครั้งนี้ ด้วยมูลค่า 300 ล้านดอลล่าร์ หรือประมาณ​ 10,000 ล้านบาททันที

    การตัดสินใจเข้าเลือกลงทุนในประเทศไทย  แทนที่จะเป็นประเทศอื่นๆ  อย่างเช่น ประเทศสิงค์โปร์​ “อดัม วิลเคส” ประธาน บริษัท เออีจี (เอเชีย) จำกัด เล่าถึงสาเหตุที่เลือกลงทุนในประเทศไทยว่า ได้ทำการศึกษาประเทศต่างๆ ในเอเชียแล้ว  พบว่าประเทศไทยมีความโดดเด่นในเรื่องของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบันเทิง แต่ยังขาดสิ่งอำนวยความสะดวกหลายอย่าง ทั้งๆ ที่มีศักยภาพสูง สามารถผลักดันให้ธุรกิจเกี่ยวข้องเติบโตได้มากกว่านี้ด้วย

    6.เมืองไทยจะมี ARENA ดีที่สุดในเอเชีย ตามมาตรฐาน WORLD-CLASS ARENA ของ AEG ปัจจุบันในเอเชียมีเพียง “เชี่ยงไฮ้” เท่านั้นที่มี ARENA ได้มาตรฐานของ AEG แต่ก็สร้างมาก่อนหน้านี้แล้ว หรือแม้แต่ ARENA ตามเมืองต่างๆ ในเอเชียเอง ก็เก่าแล้วเพราะสร้างมาตั้ง 20-30  ปี และส่วนใหญ่ก็ถูกสร้างมาเพื่อวัตถุประสงค์ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง  ขาดความยืดหยุ่นในการปรับใช้งาน หรือรองรับการจัดงานในหลากหลายรูปแบบได้

    หลักเกณฑ์พื้นฐานการเป็น World Class Arena ของ AEG  คือ 1.สถานที่ตั้ง ต้องเป็นทำเลทีดี  การเดินทางเข้าถึงได้ง่าย 2.ขนาดความจุของ ARENA ต้องมีขนาดใหญ่เพียงพอ และต้องมีอุปกรณ์รองรับทันสมัย เพื่อรองรับกับงานโปรดักชันได้หลากหลายรูปแบบ  ซึ่งเรื่องทำเลที่ตั้งของ EM LIVE และ BANGKOK ARENA ถือว่าสอบผ่าน แถมยังเป็นทำเลที่ตั้งดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็น EM LIVE อยู่ในพื้นใจกลางสุขุมวิท ในโปรเจ็กต์เอ็ม สเฟียร์ และ  BANGKOK ARENA ตั้งอยู่บริเวณสี่แยกบางนา ซึ่งอยู่แนวเส้นทางรถไฟฟ้า  แถมยังใกล้สนามบินสุวรรณภูมิอีกด้วย ส่วนขนาดความจุของ EM LIVE สามารถรองรับผู้ชมได้ถึง 6,000 คน กับลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาท ส่วน BANGKOK ARENA รองรับผู้ชมได้ถึง 16,000 คน กับงบลงทุนกว่า 7,000  ล้านบาท

    7.เตรียมพบกับ Event หลากหลายรูปแบบไม่ต่ำกว่า 100 Event ต่อปี ภายหลังจากเปิดให้บริการของ EM LIVE ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2564 และ BANGKOK ARENA  ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2565  คนไทยและทั่วโลกจะพบกับการจัดแสดงงาน Event หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นงานคอนเสิร์ต การแข่งขันกีฬาประเภทต่างๆ อาทิ มวย ศิลปะการต่อสู้แบบผสม  การจัดนิทรรศการ  การจัดงานแสดงสินค้า และความบันเทิง ซึ่งทั้ง 2 แห่งสามารถรองรับการจัดงานได้ทุกรูปแบบ  เพราะสถานที่ถูกสร้างออกมาให้สามารถใช้งานได้หลากหลาย  ปรับเปลี่ยนที่นั่งได้ มีอุปกรณ์และเทคโนโลยีทันสมัยรองรับ

    8.ทั้ง 2 โปรเจ็กต์จะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย สร้างรายได้นับแสนล้านบาท ภายหลังจากการมี ARENA ทั้ง 2 แห่งแล้ว “ศุภลักษณ์  อัมพุช” เชื่อมั่นว่า  จะเป็นการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าการดำเนินธุรกิจในเมืองไทย  เพราะกระแสความต้องการด้านธุรกิจบันเทิงมีอย่างต่อเนื่อง และเมืองไทยมีความพร้อม แถมยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในฝันและต้องการเดินทางมาเยือนของบรรดานักท่องเที่ยวทั่วโลก  เมื่อมีสถานที่รองรับการจัดงานในระดับโลกเช่นนี้  จะส่งผลให้เกิดการเดินทางเข้ามามากขึ้นของนักท่องเที่ยว  สิ่งสำคัญธุรกิจบันเทิงและธุรกิจ MICE เป็นตัวกระตุ้นรายได้มหาศาล เพราะมีผลต่อเนื่องไปยังธุรกิจอื่นๆ ด้วย รวมถึงด้านการจ้างงานให้เกิดขึ้นอุตสาหกรรมนี้

    ในที่สุดแล้ว ARENA ทั้ง 2 แห่ง จะกลายเป็น ICONIC LANDMARK สำคัญในการดึงดูดลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างใช้ รวมถึงนักท่องเที่ยวทั่วโลก พร้อมกับการผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลาง Event บันเทิง ดนตรี กีฬา ศิลปะวัฒนธรรม LIVE PERFORMANCE  ตามที่เดอะมอลล์​ กรุ๊ป วาดฝันไว้หรือไม่นั้น  คงต้องนับเวลาถอยหลังเพื่อเตรียมพบประสบการณ์ในระดับเวิล์ดคลาส อดใจรออีกแป๊ปเดียว