ในวันที่ “Food” ไม่ใช่แค่เรื่องของการอิ่มท้อง แต่คือ “Traffic Generator” หลักที่ดึงคนเข้าศูนย์การค้าได้ดีที่สุด กูร์เมต์ อีทส์ (Gourmet Eats) ในเครือเดอะมอลล์ กรุ๊ป จึงเดินหน้าตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็น Food & Lifestyle Destination ด้วยการส่งแคมเปญแม่เหล็ก “Hungry Journey #4” เข้ามาปลุกสีสันตลาดช่วงกลางปี (Mid-Year) ผ่านกลยุทธ์ CRM และ Digital Ecosystem เพื่อเปลี่ยน “ขาจร” ให้เป็น “ขาประจำ” พร้อมตั้งเป้าดัน Spending และ Frequency เพิ่มสูงขึ้น
คุณศุภวุฒิ ไชย์ประสิทธิ์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริหารสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ตและฟู้ด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด เผยอินไซท์ที่น่าสนใจว่า ปัจจุบันยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อบิลของลูกค้ามีแนวโน้มลดลงเล็กน้อย แต่ในทางกลับกัน “ความถี่” (Frequency) ในการกลับมาใช้บริการกลับเพิ่มสูงขึ้น “แคมเปญ “Hungry Journey #4” จึงออกแบบภายใต้แนวคิด “Eat–Earn–Engage” เชื่อมโยงประสบการณ์การกินเข้ากับ Loyalty Program อย่างไร้รอยต่อ โดยลูกค้าสามารถสะสม “Hungry Point” จากการใช้จ่ายครบทุก 120 บาทต่อใบเสร็จ ภายในพื้นที่ Gourmet Eats
ซึ่งครอบคลุมทั้งโซน Food Hall, Take Home Shop, Gourmet Hall, Food Court และร้านอาหารที่ร่วมรายการ ผ่านการสแกนใบเสร็จบน LINE Official Account @GourmetEats เพื่อแลกรับสิทธิประโยชน์ ตั้งแต่เมนูอาหารยอดนิยม เครื่องดื่ม คูปองเงินสด ส่วนลดร้านค้าพันธมิตร ไปจนถึงของพรีเมียมลิมิเต็ดจากคาแรกเตอร์ Hungry & Friends และบัตรกำนัลมูลค่าสูงสุด 2,000 บาท รวมมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2569 และเปิดให้แลกรับของรางวัลได้ตั้งแต่วันนี้ -ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569
นอกจากนี้ เพื่อเร่งการใช้จ่ายในช่วง Peak Campaign และสร้างแรงกระตุ้นทางการตลาด กูร์เมต์ อีทส์ เพิ่มกิจกรรม “Double Day Double Point” ในวันที่ 5 พฤษภาคม (5.5) และ 6 มิถุนายน (6.6) ซึ่ง สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัลที่ตอบสนองต่อแคมเปญเชิงตัวเลข (Number-driven Promotion) และ Flash Consumption
คุณศุภวุฒิ กล่าวย้ำถึงความสำคัญของแคมเปญนี้ว่า “ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา แคมเปญนี้ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า ด้วยเหตุผลจาก ความคุ้มค่าในการแลกสิทธิประโยชน์ ความสนุกของการเล่นเกม รวมถึงความหลากหลายของร้านอาหารมากกว่า 1,000 ร้านค้า รวมกว่า 10,000 เมนู ซึ่งสะท้อนจากจำนวนผู้เข้าร่วมกว่า 7,000 คน โดยปัจจุบันพฤติกรรมการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อบิลของลูกค้าต่อครั้งมีแนวโน้มลดลง แต่ในขณะเดียวกันก็มีความถี่ที่เพิ่มขึ้น จึงเป็นที่มาของการกำหนดยอด การเข้าร่วมแคมเปญเริ่มต้นที่ 120 บาท เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ง่าย ขณะเดียวกันก็ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายให้เกิดความต่อเนื่อง”
ทั้งนี้หนึ่งในหัวใจสำคัญของการพัฒนา Food Destination คือการสร้าง “Ecosystem” ที่ครบ ทั้งสินค้า ร้านอาหาร และแคมเปญ โดยในการทำการตลาดในช่วงระยะเวลาดังกล่าว กูร์เมต์ อีทส์ มุ่งเน้นการใช้แคมเปญเป็นกลไกหลักในการสร้าง Traffic และ Loyalty และต่อยอดด้วยการขยายพอร์ตพันธมิตรร้านอาหารในระยะถัดไป
ในมิติของสินค้าและประสบการณ์ กูร์เมต์ อีทส์ ยังคงเดินหน้าคัดสรรร้านอาหารคุณภาพทั้งแบรนด์อินเตอร์และ Local Street Food เพื่อสร้างความหลากหลายและตอบโจทย์ทุกเซกเมนต์ โดยเฉพาะที่ กูร์เมต์ อีทส์ พารากอน ดีพาร์เม้นท์สโตร์ อาทิ Bread Ahead แบรนด์โดนัทชื่อดังจากลอนดอน เปิดให้บริการในวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 , และ Rikyuen แบรนด์มัทฉะเก่าแก่จากญี่ปุ่น ในช่วงเดือน มิถุนายน หรือร้าน Slow Butter ครัวซองต์เจ้าดัง เปิดให้บริการอยู่ ณ ตอนนี้ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก
ควบคู่กับการรวบรวมร้านอาหารไทยยอดนิยม เช่น ก๋วยเตี๋ยวเรือ ข้าวแกง ผัดไทย และซีฟู้ด ซึ่งยังคงเป็นแม็กเน็ต สำคัญในการสร้างทราฟฟิก และเพิ่มความถี่ในการใช้บริการของลูกค้ากลุ่มแมส และจากแคมเปญดังกล่าว กูร์เมต์ อีทส์ ตั้งเป้าการเติบโตของยอดใช้จ่ายภายในพื้นที่เพิ่มขึ้น และขยายฐานสมาชิก LINE Official Account @GourmetEats รวมถึงโซเชียลมีเดียอื่นๆ ภายในระยะเวลาแคมเปญ อีกด้วย
“Hungry Journey ไม่ได้เป็นเพียงแคมเปญระยะสั้น แต่เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยสร้างทั้ง Traffic, Data และ Customer Engagement ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนา Food & Lifestyle Destination ในระยะยาว” คุณศุภวุฒิ กล่าว







