บอกลาการจ่ายเงินแบบเดิมๆ Face Payment เทคโนโลยีการชำระเงินด้วย “ใบหน้า” มาถึงไทยแล้ว

    ปัจจุบันเทคโนโลยีการชำระเงินได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบ และมีทางเลือกใหม่ๆ มาให้ผู้บริโภคหลากหลาย นอกจากเราจะก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสดแล้ว เทคโนโลยี AI ก็ได้ก้าวมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน และถูกหยิบยกมาเป็นส่วนหนึ่งในทางเลือก เติมเต็มเทคโนโลยีการชำระเงิน เพื่อตอบรับความหลากหลายของพฤติกรรมผู้บริโภค

    โดยล่าสุด ในประเทศจีน ซึ่งมีจำนวนประชากรจำนวนมากได้นำเอาเทคโนโลยีที่เรียกว่า “Face Payment” หรือการชำระสินค้าด้วยการสแกนใบหน้ามาใช้ ซึ่งจำนวนประชากรที่มากมายมหาศาล ไม่ใช่อุปสรรคใดๆ ต่อการสแกนใบหน้า เนื่องจากเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละคนที่แตกต่างกัน และระบบที่มีความแม่นยำสูง ส่งผลให้การใช้ชีวิต จับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคชาวจีนง่ายขึ้น เนื่องจากไม่ต้องพกเงินสดหรือบัตรให้ยุ่งยาก แค่มีใบหน้าเป็นอาวุธ ก็สามารถซื้อสินค้าทุกสิ่งได้อย่างง่ายดาย เทคโนโลยีนี้เริ่มเป็นที่แพร่หลายและธุรกิจรายใหญ่ๆ ก็หันมาใช้บริการ  Face Payment อาทิ

    JD Finance ซึ่งทำการเปิดตัวเทคโนโลยี Face Payment ในประเทศจีนเมื่อเดือนพฤษภาคม 2017 ที่ผ่านมา โดยได้มีการใช้เทคโนโลยี Face Payment ผ่านทั้งช่องทาง Online และ Offline ในประเทศจีนแล้ว ดังนี้

    • ช่องทาง Online : E-payment ทั้งในแอปพลิเคชั่น JD และ JD Finance
    • ช่องทาง Offline : X-mart (ช้อปปิ้งมอลล์ไร้พนักงาน), Vending Machines ตามตึกออฟฟิศ, JD Home (ร้านค้าของ JD ที่ขายอุปกรณ์สื่อสารและเทคโนโลยี) , 7Fresh (ซูเปอร์มาร์เก็ตขายอาหารสดของ JD)

    ทางด้าน Baidu” ที่เปรียบเสมือน “Google of China” ก็ได้นำเอาเทคโนโลยี Face Payment มาใช้เช่นเดียวกัน ซึ่งการันตีว่าระบบมีความแม่นยำถึง 99% เริ่มตั้งแต่ในบริษัทที่พนักงานสามารถลงทะเบียนใบหน้าของตนเองเพื่อเข้าไปในจุดที่มีการตรวจสอบการรักษาความปลอดภัย และสามารถใช้ใบหน้าจ่ายค่าอาหารกลางวัน รวมไปถึงซื้อสินค้าอื่นๆ ได้ พร้อมกับขยายการบริการไปสู่ประชาชน อาทิ การซื้อตั๋วรถไฟ และสถานท่องเที่ยวต่างๆ

    Face Recognition” คืออะไร

    สำหรับ Face Payment” นับเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยี “Face Recognition” ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีชั้นนำในอุตสาหกรรมการระบุตัวตนแบบอัจฉริยะโดยใช้ข้อมูลทางกายภาพของบุคคล เช่น ม่านตา ลายนิ้วมือ ใบหู โฟกัส สี และแสดงกรอบบนใบหน้า ข้อมูลที่ได้จะถูกนำไปเปรียบเทียบกับข้อมูลตัวอย่างที่เก็บบันทึกไว้ อาจจะทั้งใบหน้า หรือเพียงบางส่วน ขึ้นอยู่กับชนิดของวิธีแยกเอกลักษณ์ของใบหน้า แล้วนำมาเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลของใบหน้า เพื่อระบุว่าใบหน้านั้นตรงกับบุคคลใด

    โดยเทคโนโลยี Face Recognition จะมีประโยชน์ทั้งในแง่ของบุคคลทั่วไป คือ ช่วยให้ความสะดวกสบาย ปลอดภัย และรวดเร็ว รวมไปถึงร้านค้า ที่จะเข้ามาช่วยสร้างความแม่นยำ ปลอดภัย และด้วยการแสดงผลแบบ Real Time ทำให้ร้านค้าสามารถปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพได้อย่างทันท่วงที ช่วยลดต้นทุนในระยะยาว อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการผิดพลาดในการรับชำระค่าบริการที่เกิดจาก Human Error อีกด้วย

    เทคโนโลยีจ่ายเงินด้วย “ใบหน้า” ถึงไทยแล้ว

    ล่าสุดภายในงาน Digital Thailand Big Bang 2018 ได้มีการนำ 2 เทคโนโลยีสุดล้ำอย่าง  “Face Analysis”  เทคโนโลยีการวิเคราะห์ใบหน้า ซึ่งสามารถจดจำได้ว่าเป็นใคร พร้อมการวิเคราะห์เพศ อายุ อารมณ์ และข้อมูลอื่นๆ ของบุคคลนั้น และ “Face Payment” เทคโนโลยีการชำระสินค้าด้วยการสแกนใบหน้า ที่มีการทดสอบและใช้จริงในชีวิตประจำวัน และกำลังเป็นที่นิยมจากประเทศจีนมาอวดโฉมให้ชาวไทยได้สัมผัสกันอย่างใกล้ชิด

    โดยทั้ง 2 เทคโนโลยีนี้ ถูกนำเข้าโดย บริษัท เซ็นทรัลเจดี ฟินเทค (Central JD Fintech) ซึ่งก่อตั้งขึ้นจากความร่วมมือของ กลุ่มเซ็นทรัล และสองบริษัทยักษ์ใหญ่จากจีนอย่าง  JD.com ผู้นำด้านอีคอมเมิร์ซ และ JD Finance ผู้นำด้านฟินเทค ด้วยงบลงทุนมูลค่ากว่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อพัฒนาบริการด้าน E-Finance และ FinTech ตอบโจทย์ความสะดวกสบายแก่ลูกค้า ร้านค้า และซัพพลายเออร์ ซึ่งนับเป็นการพัฒนา Digital Economy Ecosystem เพื่อรองรับระบบในการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ E-Payment เพื่อสนองนโยบายของภาครัฐในการนำพาประเทศเตรียมพร้อมสู่การเป็น Walletless Society ในอนาคต

    ทั้งนี้ บริษัท เซ็นทรัลเจดี ฟินเทค นับเป็นความร่วมมือด้านบริการฟินเทค ซึ่งถือเป็นการต่อยอดจากความรู้เชิงลึกด้านเทคโนโลยีทางการเงินของ JD Finance รวมไปถึงประสบการณ์การพัฒนาบริการฟินเทคที่ง่ายต่อการใช้งานในตลาดใหม่ (Developing Markets), การใช้ AI (Artificial Intelligence), เทคโนโลยีคลาวด์ และเทคโนโลยีอื่นๆ ที่ทันสมัย ซึ่งไม่เพียงเข้ามาช่วยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ด้าน E –Finance และ FinTech ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังนำไปสู่การพัฒนา Digital Economy Ecosystem เพื่อรองรับระบบในการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ E-Payment ตอบสนองไลฟ์สไตล์คนไทยยุคใหม่ที่กำลังเดินหน้าสู่ยุคดิจิทัล พร้อมสนองนโยบายของภาครัฐในการนำพาประเทศมุ่งสู่ยุคสังคมไร้เงินสดหรือ Cashless Society ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยและสังคมไทยให้ก้าวหน้าต่อไปอย่างรวดเร็ว

    คุณรุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์ CEO ของ Central JD Fintech กำลังอธิบายวิธีใช้งานของเทคโนโลยี Face Recognition แก่ พณฯ ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา 

    คุณญนน์ โภคทรัพย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มเซ็นทรัล(ซ้าย) และคุณรุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์ CEO ของ Central JD Fintech(ขวา)

    สำหรับเทคโนโลยี Face Recognition ที่ทาง บริษัท เซ็นทรัลเจดี ฟินเทค นำมาแสดงในงานนี้ ได้พัฒนาต่อยอดจากความรู้ความเชี่ยวชาญเชิงลึก และประสบการณ์ของ Partner ด้าน Financial Technology อย่าง JD Finance ซึ่งให้บริการเทคโนโลยี Face Recognition ผ่าน JD Finance App ตั้งแต่ปี 2016 และมีผู้ใช้ Face Recognition ผ่าน JD Finance App แล้วกว่า 10 ล้านคนในประเทศจีน

    นอกจากเทคโนโลยี  Face Recognition จะถูกนำมาใช้ในการจ่ายสินค้าผ่านการสแกนใบหน้า (Face Payment) และ การวิเคราะห์ใบหน้า (Face Analysis) แล้ว ยังถูกนำมาใช้ในการเก็บข้อมูลของลูกค้า (Customer Onboarding) การตรวจสอบและยืนยันตัวตนบุคคลบนโลกออนไลน์ (Online Authentication) การล็อกอิน การให้บริการของธนาคาร (Bank Lobby Service) ซึ่งถูกใช้อย่างกว้างขวางทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ เช่น การเงินอินเทอร์เน็ต ธุรกรรมกับธนาคาร ร้านค้าปลีกรายใหม่ และอาคารอัจฉริยะ (Smart Buildings) อีกด้วย

    สำหรับเทคโนโลยีที่ทาง Central JD Fintech นำเข้ามาในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่จะนำพาประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลง และยกระดับชีวิตของคนไทยให้เติบโตไปพร้อมกับความรวดเร็วของเทคโนโลยี ทั้งนี้ คงต้องรอติดตามกันต่อไปว่า Central JD Fintech จะมีอะไรใหม่ๆ มาให้คนไทยได้เซอร์ไพรส์กันอีก