แกร็บ ต่อยอด Big Data แชร์ข้อมูลจราจรท้ังภูมิภาค ยกระดับเมืองสำคัญในอาเซียนสู่ Smart City

ปัจจุบัน Data เข้ามามีบทบาทในแต่ละธุรกิจมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากข้อมูลจำนวนมากที่มีอยู่ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน จนมีคำกล่าวว่า การมี Data อยู่ในมือจำนวนมาก ไม่ต่างกับการมีสมบัติล้ำค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำมาต่อยอดในมิติต่างๆ ก็เหมือนกับมีลายแทงที่จะทำให้มีทางไปพบสมบัติเหล่านั้นได้ง่ายขึ้น

ที่สำคัญกว่านั้นคือ หากสามารถต่อยอดหรือใช้ประโยชน์จากข้อมูลจำนวนมากที่มีอยู่ เพื่อสร้างประโยชน์หรือแก้ปัญหาต่างๆ ที่นำไปสู่การพัฒนาในภาพรวม มากกว่าแค่การนำมาใช้เพื่อสร้างแต้มต่อให้เกิดประโยชน์แก่ธุรกิจของตัวเองเท่านั้น ก็จะยิ่งทำให้คุณค่าของข้อมูลต่างๆ ที่มีอยู่ในมือทวีความสำคัญเพิ่มมากยิ่งขึ้นไปอีก

โดยเฉพาะแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ต่างๆ ที่ทำหน้าที่ไม่ต่างจากการเป็น Data Lake หรือมหาสมุทรของคลังข้อมูล เพราะจำนวนข้อมูลมหาศาลที่ทำการเก็บรวบรวมไว้ เช่นเดียวกับแพลตฟอร์มในรูปแบบ O2O (Online to Offline) อย่าง Grab (แกร็บ) ที่นอกจากเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลต่างๆ เป็นจำนวนมาก ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ข้อมูลในประเทศไทยเท่านั้น เพราะปัจจุบัน แกร็บให้บริการอยู่ใน 8 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ไทย เวียดนาม เมียนมาร์ และกัมพูชา

ทำให้แกร็บเป็นหนึ่งในผู้ถือครองข้อมูลสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน และมีความพยายามในการนำข้อมูลจำนวนมากที่มีอยู่ในแพลตฟอร์มของตัวเอง ไปใช้ต่อยอดในการแก้ปัญหาด้านต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะข้อมูลจากแอพพลิเคชั่นเรียกรถโดยสาร ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการพัฒนาระบบขนส่งและแก้ไขปัญหาการจราจรได้เป็นอย่างดี

ต้องต่อยอด Data และ Insight ด้วยเทคโนโลยี   

แนวทางของแกร็บในการนำ Big Data จากแอพพลิเคชั่นเรียกรถโดยสารมาใช้ เพื่อช่วยพัฒนาระบบขนส่งและแก้ไขปัญหาการจราจร จากการนำฐานข้อมูลทั้งหมดที่มีเพื่อมาใช้ในการเปรียบเทียบในแต่ละมิติอย่างรอบด้าน รวมทั้งให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการวิเคราะห์ข้อมูล การลงทุนด้าน AI (Artificial Intelligence) เพื่อประมวลหาวิธีแก้ไข หรือการนำประสบการณ์ในท้องที่ของแต่ละประเทศมาใช้ประกอบ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเพิ่มความสามารถในการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องแก่ภาครัฐในการนำไปใช้สำหรับการพัฒนาระบบขนส่งของแต่ละประเทศได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

ซึ่งแน่นอนว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหนึ่งใน Strategic Area ที่สามารถต่อยอด Big Data จากแพลตฟอร์มของแกร็บได้อย่างมีศักยภาพอย่างเด่นชัด โดยเฉพาะการนำไปใช้เพื่อพัฒนาระบบขนส่งในแต่ละประเทศ ในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการหลักในระดับ Regional Platform

เนื่องจากแกร็บ เป็นหนึ่งในบริษัทที่มีฐานข้อมูลจากแอพพลิเคชั่นเรียกรถโดยสารขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการให้บริการจริงมากว่า 6 ปีในระดับภูมิภาค และเกือบ 5 ปีเฉพาะสำหรับข้อมูลในประเทศไทย

ที่สำคัญแกร็บมีประสบการณ์ในการนำข้อมูลจำนวนมหาศาลที่เกิดจากการใช้งานจริงกว่า 2 พันล้านเที่ยวมาใช้เพื่อวิเคราะห์ในหลายมิติ ทั้งด้านสภาพการจราจร พฤติกรรมผู้บริโภค และเส้นทางการเดินทาง ซึ่งข้อมูลมหาศาลเหล่านี้ ยังเสริมศักยภาพให้แกร็บมีความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคในประเทศไทย และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แบบเชิงลึกอย่างที่ไม่มีบริษัทไหนเทียบเท่า และสามารถนำข้อมูลที่มีประโยชน์เหล่านี้ มาใช้ในการแก้ไขปัญหาการจราจรในภูมิภาค รวมถึงสร้างโอกาสการเติบโต ตลอดจนการพัฒนาเมืองให้ยกระดับไปสู่ Smart City อีกด้วย

จากการใช้บริการเรียกรถมากกว่า 2 พันล้านเที่ยว ใน 253 เมือง ที่ผู้คนทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใช้บริการของแกร็บเพื่อเดินทางไปทำงาน ไปโรงเรียน สั่งอาหารกลางวัน และส่งของ ทำให้แกร็บมีข้อมูลเชิงลึกในการขับเคลื่อนระบบขนส่งยุคใหม่ รวมแล้วมากกว่า 3 เพตาไบต์ หรือขนาดเทียบเท่ากับการชมทีวีระดับ HD เป็นระยะเวลา 40 ปี หรือเกือบเท่าความจุของดีวีดี 690,000 แผ่น  และในแต่ละวันแกร็บต้องประมวลผลข้อมูลผู้ใช้และผู้ขับสูงกว่า 20 เทราไบต์ ทำให้เข้าใจถึงปัญหาและสามารถส่งมอบบริการที่สามารถตอบโจทย์ความท้าทายของสาธารณูปโภคระบบจราจรของแต่ละประเทศในภูมิภาคได้อย่างตรงจุด

เสริมเทคโนโลยี ยกระดับเมืองสู่ Smart City

นอกจากการมีข้อมูลจำนวนมหาศาลแล้ว การแก้ปัญหาจราจรอย่างเป็นระบบยังต้องอาศัยความเข้าใจในข้อมูลต่างๆ ที่เก็บรวมรวมมาได้ รวมทั้งยังต้องมีการลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการทำความเข้าใจข้อมูลที่เก็บรวมรวมมาได้ ทั้งในด้านเทคโนโลยี Data Science, AI หรือ Machine Learning ต่างๆ ซึ่งทั้งหมดเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนข้อมูลจำนวนมหาศาล ให้กลายมาเป็นข้อมูลเชิงลึกที่ไม่เพียงช่วยให้ส่งมอบบริการที่สะดวก ปลอดภัย และตอบโจย์ความต้องการอย่างตรงจุดเท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปใช้ในการวางแผนจัดการระบบและรับมือกับปัญหาสำคัญของภูมิภาคอย่าง การจราจร ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยล่าสุด เมื่อเดือนที่ผ่านมา แกร็บ ได้ประกาศความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) เปิดตัวห้องปฏิบัติการปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence – AI) เพื่อคิดค้นแนวทางแก้ไขระบบขนส่งในเมือง ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนา Smart City ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อไป

โดยห้องปฏิบัติการ แกร็บ-เอ็นยูเอส เอไอ (Grab-NUS AI) เป็นโครงการลงทุนร่วมซึ่งมีมูลค่าการลงทุนตั้งต้นที่ 6 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์  และนับเป็นการลงทุนใหญ่สำหรับการสร้างห้องปฏิบัติการ AI แห่งแรกของแกร็บ รวมถึงเป็นห้องปฏิบัติการ AI แห่งแรกที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ลงทุนร่วมกับพันธมิตรจากภาคธุรกิจ

ร่วมพัฒนาระบบขนส่งทั่วอาเซียน  

ความสำเร็จในการนำข้อมูลบิ๊กดาต้ามาใช้เพื่อสนับสนุนรัฐบาลในการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่ง และแก้ไขปัญหาการจราจรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นผลมาจากความร่วมมือของแกร็บ กับหน่วยงานรัฐบาลในประเทศต่างๆ รวมถึง นักวิชาการ และพันธมิตร เพื่อพัฒนาโครงการเป็นจำนวนมาก

สำหรับโครงการความร่วมมือของแกร็บในการนำข้อมูลบิ๊กดาต้ามาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจร ได้แก่

– โครงการความร่วมมือของ OpenTraffic by World Bank ที่แกร็บได้ทำงานร่วมกับรัฐบาลของประเทศฟิลิปปินส์และมาเลเซีย ด้วยการให้ข้อมูล GPS โดยไม่เปิดเผยตัวคนขับ เพื่อให้เห็นสภาพการจราจรที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาจริง ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถมองเห็นถนนที่การจราจรติดขัด เพื่อดูว่าจะระบายรถไปทางใดได้อย่างเหมาะสม และสามารถตัดสินใจได้ทันทีในช่วงเวลานั้น

– ในประเทศสิงคโปร์ แกร็บเดินหน้าลงทุนกับการวิจัยข้อมูล ร่วมกับมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติของสิงคโปร์ในการสร้างห้องทดลองปัญญาประดิษฐ์เพื่อหาทางออกอัจฉริยะให้กับปัญหาของเมืองใหญ่ที่พบเจอในปัจจุบัน  รวมทั้งยังทำโครงการรถชัทเทิลบัสนำร่องที่ทำร่วมกับองค์กร GovTech และข้อตกลงในการแบ่งปันข้อมูลกับหน่วยงาน URA ในประเทศสิงคโปร์อีกด้วย

– แกร็บยังได้เข้าไปให้การสนับสนุนในแง่การขนส่งแก่รัฐบาลกัมพูชา โดยในเดือนธันวาคม 2017 ที่ผ่านมา แกร็บลงนามข้อตกลงกับกระทรวงโยธาธิการ และคมนาคม เพื่อให้การสนับสนุนการพัฒนาระบบขนส่งของประเทศกัมพูชา  ซึ่งภายใต้ข้อตกลงนี้ แกร็บจะใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยบนท้องถนนและระบบการจราจร และยังร่วมมือกับสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ในประเทศกัมพูชาเพื่อช่วยลดมลภาวะและเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการจราจรในประเทศกัมพูชา ซึ่งถือเป็นข้อตกลงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในกิจการของรัฐ ครั้งแรกของประเทศ

ส่วนประเทศไทยนั้น แกร็บได้ร่วมกับจังหวัดบุรีรัมย์ ในการเป็นส่วนหนึ่งของระบบขนส่งอัจฉริยะนำร่องที่นำเอาบริการเรียกรถมาช่วยเสริมความพร้อมในการลำเลียงนักท่องเที่ยวและผู้มาเยือนในช่วงการแข่งขันโมโตจีพี  สนามที่ 15 ซึ่งเป็นการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ทางเรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ระหว่างวันที่ 5 – 7 ตุลาคม 2561 และล่าสุด แกร็บยังได้ประกาศร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเพื่อเปิดตัวแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ ที่ครอบคลุมสถานที่ท่องเที่ยวชุมชน 25 แห่งใน 5 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต กระบี่ และสุราษฎร์ธานี (สมุย) และยังมีการพูดคุยถึงโครงการอื่น ๆ เพื่อต่อยอดในอนาคตอีกด้วย

ทั้งนี้ แกร็บยังคงเดินหน้าที่จะพูดคุยกับภาครัฐในอีกหลายภาคส่วนเพื่อพัฒนาโครงการต่างๆ ที่จะประกาศเพิ่มเติมในอนาคตอันใกล้

ประโยชน์มหาศาลที่จะได้รับจากการมีบิ๊กดาต้า และความสามารถในการนำข้อมูลเชิงลึกเพื่อใช้ในการวางแผนรับมือกับประเด็นสำคัญอย่างปัญหาการจราจรติดขัดในภูมิภาค จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากขาดข้อมูลและเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพในการนำข้อมูลมาใช้ รวมไปถึงความร่วมมือจากทุกภาคส่วนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หน่วยงานภาครัฐและสถาบันต่างๆ  รวมทั้งเจ้าของแพลตฟอร์มที่มี Big Data และ Insight ที่เป็นประโยชน์ เพื่อให้เกิดเป็นพลังในการขับเคลื่อนไปอย่างเป็นภาพเดียวกันทั้งภูมิภาค

Photo Credit : NUMBER 24- Authorized Shutterstock Partner in Thailand