พันธมิตรกาแฟ “Nestle จับมือ Starbucks” ผสานจุดเด่นเรื่องช่องทางการจัดจำหน่าย และโปรดักท์

Nestle และ Starbucks ผนึกกำลังเพื่อสร้างสีสันใหม่ในธุรกิจกาแฟ โดยที่ Nestle จะจ่ายเงินให้กับกาแฟสัญชาติอเมริกันที่มีต้นกำเนิดจากเมืองซีแอทเทิลในเบื้องต้น 7.15 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ซึ่งถือว่าเป็นความร่วมมือกันครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ Mark Schneider เข้ารับตำแหน่ง CEO ของ Nestle เมื่อปีที่แล้ว เพื่อที่จะได้สิทธิในการขายผลิตภัณฑ์กาแฟของ Starbucks ผ่านช่องทางค้าปลีกและบริการอาหาร Nestle จะใช้แบรนด์ Starbucks ในผลิตภัณฑ์ของตัวเองอย่าง Nespresso และแคปซูล Dolce Gusto ในปีหน้านี้

ดีลนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ Nestle ทำร่วมกับคู่แข่งทางการค้าหลักในแวดวงกาแฟ ซึ่ง Nestle หวังว่าการร่วมมือกันครั้งนี้จะสามารถทำให้เกิดผลลัพธ์ทางบวกกับกำไรต่อหุ้นและเป้าหมายการเติบโตตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นไป โดยที่ปกติแล้ว nestle มียอดขายปีละ 2 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ และ Starbucks เองกล่าวว่าจะใช้ความร่วมมือนี้ในการเร่งการซื้อหุ้นคืนและจ่ายเงินปันผลในปี 2020

ความร่วมมือครั้งนี้ อยู่ภายใต้ความพยายามของ Nestle ที่จะจับตลาดบนของผู้ดื่มกาแฟในสหรัฐฯให้ได้ ในณะที่คู่แข่งอย่าง JAB Holding Co. มียอดขายนำหน้าไป ซึ่งบริษัทดังกล่าวเป็นผลของการลงทุนในการเข้าซื้อ Keurig Green Mountain และ Peet’s ของครอบครัวมหาเศรษฐี Reimann ที่ใช้เงินไป 30 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

“การร่วมมือกับ Starbucks นี้ จะทำให้ Nestle มียอดขายนำ JAB อย่างทิ้งห่าง” กล่าวโดย Jean-Phillippe Bertshy นักวิเคราะห์จาก Bank Vontobel AG และให้เหตุผลเพิ่มเติ่มว่า “เพื่อให้ Nestle มีส่วนแบ่งการตลาดมากขึ้นในสหรัฐ ที่เป็นประเทศที่มียอดขายน้อยที่สุด”

ด้าน Starbucks กล่าวเพิ่มเติมว่า Nestle จะได้รับสิทธิที่จะขายกาแฟภายใต้แบรนด์อย่าง Seattle’s Best Coffee, Starbucks VIA และ Torrefazione Italia และยังขยายไปสู่ Teavana แบรนด์ชาของ Starbucks อีกด้วย แต่ไม่รวมเครื่องดื่มพร้อมดื่มและการขายทั้งหมดในช็อปของ Starbucks

ดีลในครั้งนี้จะทำให้พนักงานประมาณ 500 คนมาร่วมงานกับ Nestle การปฏิบัติงานจะยังคงดำเนินต่อไปในซีแอทเทิล  โดยที่สัญญามุ่งเน้นไปที่การได้ขออนุญาตกฎเกณฑ์ทางศุลกากรและคาดว่าสัญญาจะแล้วเสร็จภายในปี 2018

สถานะการณ์ปัจจุบัน คือ Starbucks เป็นผู้นำตลาดกาแฟในสหรัฐฯ โดยมีส่วนแบ่งการตลาดที่ 13.8 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ  ในขณะที่ Nescafe และ Nespresso เป็นผู้นำในระดับโลก ข้อมูลเปิดเผยโดย Euromonitor … ที่ผ่านมา Starbucks  พยายามจะขยายแต่ละธุรกิจไปจนถึงระดับห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งโฟกัสในส่วนที่ให้ยอดขายและกำไรสูงสุด กล่าวโดย Scott Maw CFO ของ Starbucks ในงานประชุมในเดือนมกราคมที่ผ่านมา

Nestle เองได้เพิ่มแบรนด์เพื่อจับตลาด Nitch Market อย่าง Blue Bottle และ Chameleon Cold-Brew ในปีที่แล้วเพื่อขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์ของตัวเองในสหรัฐฯ และ หลายปีก่อน Nestle ก็ยังได้ปรับเปลี่ยนเครื่องชงกาแฟ Nespresso ให้เหมาะกับผู้บริโภคชาวอเมริกันที่ชื่นชอบการดื่มกาแฟแก้วที่ใหญ่กว่าทั่วไป 

และเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา Starbucks ได้ขายแบรนด์ชา Tazo ให้กับ Uniliever เป็นจำนวนเงิน 384 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ และ Nestle ยังบอกในส่วนของการซื้อหุ้นคืนยังคงไว้เช่นเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง

Source