“After You” เดินกลยุทธ์ “Collaboration” สร้างโอกาสโตที่มากกว่า “ชิบูย่า ฮันนี่โทสต์”


การทำธุรกิจในยุคนี้ อยู่ลำพังเพียงคนเดียวอาจทำให้ไปถึงเป้าหมายได้ช้า แต่ถ้ามี “พันธมิตร” ร่วมเดินไปด้วยกัน จะยิ่งสร้างโอกาสการเติบโตได้มากขึ้น และทำให้ทั้งคู่บรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้น นี่จึงทำให้หนึ่งในกลยุทธ์ธุรกิจสำคัญในยุคนี้ คือ “Collaboration” เพื่อเสริมความแข็งแกร่งซึ่งกันและกัน

เหมือนกรณี “After You” (อาฟเตอร์ ยู) ร้านขนมหวานที่เกิดจากความรักในการขนมหวานของ “เมย์-กุลพัชร์ กนกวัฒนาวรรณ” จนนำไปสู่การเปิดให้บริการสาขาแรกเมื่อปี 2550 ที่เจ อเวนิว ซอยทองหล่อ 13 โด่งดังด้วยเมนู “ชิบูย่า ฮันนี่โทสต์” ที่หลายคนยอมเข้าคิวรอเพื่อได้ลิ้มลอง จากวันนั้นถึงวันนี้ “After You” กลายเป็นบริษัทมหาชน และเป็นหนึ่งในเชนร้านขนมหวาน-เครื่องดื่มรายใหญ่ในไทย

ผลประกอบการปี 2558
– รายได้ 414.9 ล้านบาท
– กำไร 57.5 ล้านบาท

ผลประกอบการปี 2559
– รายได้ 608 ล้านบาท
– กำไร 98.7 ล้านบาท

ผลประกอบการปี 2560
– รายได้ 735 ล้านบาท
– กำไร 128.9 ล้านบาท

5 กลยุทธ์ ฝ่าด่านความท้าทาย

แม้จะเป็นแบรนด์ร้านขนมหวานที่ฮิตติดลมบนไปแล้ว แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าต้องเผชิญความท้าทายอยู่ไม่น้อย เนื่องจากการแข่งขันตลาดร้านขนมหวานที่อยู่ในศูนย์การค้า รวมไปถึงค้าปลีกสมัยใหม่อื่นในเวลานี้กำลังเป็นทะเลเดือด! เพราะมีทั้งคู่แข่งรายเดิน และรายใหม่ทยอยเปิดตัวเข้าสู่ตลาดต่อเนื่อง

นั่นเท่ากับว่าผู้บริโภคมีทางเลือกหลากหลาย ซึ่งพฤติกรรมผู้บริโภคยุคนี้ มีความต้องการซับซ้อน และมองหาสิ่งใหม่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นคงไม่มีใครที่จะกินเมนูของหวานจากร้านใดร้านหนึ่งได้ตลอด อีกทั้งเมื่อเมนู “ชิบูย่า ฮันนี่โทสต์” ที่กลายเป็นกระแส แน่นอนว่าสิ่งที่ตามมาคือ “Me Too Product” อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

เพราะฉะนั้นกลยุทธ์ที่จะทำให้ “After You” ยังคงเติบโต เพื่อตอบโจทย์ Performance ด้านผลประกอบการธุรกิจ ท่ามกลางความท้าทายทั้งจากการแข่งขัน และเกิดสินค้าคล้าย/ลอกเลียนแบบ ประกอบด้วย

1. เดินหน้าขยายสาขาตามศูนย์การค้า และคอมมูนิตี้มอลล์ โดยรายงานประจำปี “บริษัท อาฟเตอร์ ยู จำกัด (มหาชน)” รายงานจำนวนสาขา “After You” ณ 31 ธันวาคม 2560 อยู่ที่ 26 สาขา ส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ขณะเดียวกันเริ่มขยายไปยังหัวเมืองใหญ่จังหวัดต่างๆ ที่มีศักยภาพและมีกำลังซื้อสูง เช่น เดอะมอลล์ โคราช และในปี 2561 คาดว่าจะเปิดสาขาใหม่เพิ่มอีก 5 สาขาในเมืองท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังได้ขยายสาขาใหม่นอกศูนย์การค้า เช่น สนามบินดอนเมือง, โรงพยาบาล

Photo Credit : Facebook After You

2. พัฒนาเมนูใหม่ นอกจากสินค้าเรือธงอย่างกลุ่มฮันนี่โทสต์ และช็อคโกแลตลาวาแล้ว ยังได้เพิ่มเมนูน้ำแข็งไสสไตล์ญี่ปุ่น “คากิโกริ” ในปี 2558 และได้การตอบรับจากลูกค้าทำให้ทุกวันนี้ถูกบรรจุเป็นเมนูประจำร้านไปแล้ว ถือเป็นการเกาะกระแส “บิงซู” น้ำแข็งไสสไตล์เกาหลี ที่ในช่วง 5 ปีมานี้ เป็นของหวานมาแรงในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ทำให้เกิดร้านบิงซูมากมาย ทั้งในรูปแบบเชน และผู้ประกอบการร้านอิสระ และล่าสุดเมื่อปีที่แล้ว เปิดโปรดักต์ไลน์ใหม่ “อาฟเตอร์ ยู ทุเรียน” ที่สยามพารากอน

การมีสินค้าใหม่ต่อเนื่อง เป็นหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจร้านอาหาร ไม่ว่าจะเป็นอาหารมื้อหนัก หรืออาหารหวาน โดยมีทั้งกลุ่มสินค้าเรือธงที่เป็นเมนูประจำร้าน และเสริมรายการใหม่เข้ามา เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า

Photo Credit : Facebook After You

3. เปิดแบรนด์ใหม่ “Maygori” (เมโกริ) หลังจากกลุ่มเมนูน้ำแข็งไสคากิโกริที่ขายในร้าน After U ติดตลาด จึงได้ขยายแบรนด์ใหม่ “Maygori” โฟกัสเมนูน้ำแข็งไสโดยเฉพาะ โดยวางกลุ่มเป้าหมายนักเรียน นักศึกษา ถึงวัยกลางคน ในราคาเฉลี่ย 125 – 245 ต่อจาน ปัจจุบันมี 1 สาขา

แตกต่างจากร้าน After U ที่มีกลุ่มเป้าหมายครอบคลุมตั้งแต่วัยรุ่น วัยทำงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุ และลูกค้าที่มาแบบกลุ่มเพื่อน หรือครอบครัว ราคาของหวานเริ่มต้น 125 – 345 บาทต่อจาน และเครื่องดื่ม 95 – 145 บาทต่อแก้ว

4. Collaboration กับแบรนด์ดัง เมื่อปีที่แล้วเกิดกระแสในโลก Social Media ไม่น้อยกับการจับมือ “Starbucks ประเทศไทย” ในการนำเมนูชิบูย่า ฮันนี่โทสต์, ช็อกโลแลต บราวนี่ และไอศกรีม เข้าไปขายใน Starbucks Reserve

การจับมือกับเชนร้านกาแฟและเครื่องดื่มรายใหญ่ สร้าง win-win ให้กับทั้งสองฝ่าย โดยในฝั่ง “After You” เพิ่มโอกาสช่องทางการขายผ่านร้านพันธมิตรมากขึ้น ไม่จำกัดอยู่เฉพาะร้านของตัวเองเท่านั้น ขณะเดียวกันเป็นการขยายฐานไปยังกลุ่มลูกค้า Starbucks ซึ่งมี Brand Loyalty กับเชนร้านกาแฟรายใหญ่นี้สูง

ส่วนทางด้าน “Starbucks” ความร่วมมือครั้งนี้ตอบโจทย์การเพิ่มความหลากหลายของเมนูกลุ่มของหวานภายในร้าน เนื่องจากกลยุทธ์ของ Starbucks ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่การเป็นเชนร้านกาแฟเท่านั้น แต่ต้องการเป็นเชนร้านอาหาร ทั้งคาว-หวาน และเครื่องดื่ม เพราะฉะนั้นความหลากหลายของเมนูอาหารและเครื่องดื่ม จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ Starbucks เป็นมากกว่าเชนร้านกาแฟ

ล่าสุด “After You” จับมือกับร้านน้ำแข็งไสหวานเย็นเจ้าเก่าแก่ในไทย “เช็งซิมอี๊” เปิดตัวเมนู “Crazy Thai Tea Kakigori” ให้บริการในรูปแบบ Pop-up Café ที่เดอะมอลล์ บางแค, เดอะมอลล์ บางกะปิ, เดอะมอลล์ โคราช ถึงวันที่ 18 เมษายนนี้ เพื่อทดลองตลาดก่อน

5. ธุรกิจบริการจัดงานนอกสถานที่ เช่น งานสังสรรค์ งานอีเว้นท์ งานแต่งงาน ฯลฯ และ รับจ้างผลิต ภายใต้เครื่องหมายการค้าของลูกค้า

อย่างไรก็ตามสัดส่วนรายได้ของ “After You” กว่า 95% มาจากร้านขนมหวาน เพราะฉะนั้น การขยาย “สาขา” เข้าไปตามโลเกชั่นที่มีศักยภาพ และมีกำลังซื้อจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย บวกกับการพัฒนาเมนูใหม่ ทั้งเมนูของตัวเอง และการจับมือกับพันธมิตรธุรกิจ