พญาไท 2 เผย 3 ปัจจัยดันธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจ

0

ทิศทางธุรกิจ Healthcare เป็นหนึ่งในกลุ่มที่เติบโตได้ดี แม้จะอยู่ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ไม่สดใสมากนัก หรือยังมีหลายปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวัง แต่ยังคงสามารถเติบโตได้แบบสวนกระแส โดยเฉพาะกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนในประเทศไทยที่ยังสามารถรักษาระดับการเติบโตได้ทุกปี แม้จะลดระดับลงบ้างก็ตาม  โดยมีปัจจัยต่างๆ ที่เข้ามาสนับสนุนให้ธุรกิจยังคงสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง ประกอบด้วย   

1. การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุทำให้ผู้คนหันมาดูแลสุขภาพเพิ่มมากขึ้น โดยจำนวนผู้สูงอายุจะมีสัดส่วนเพิ่มถึง 20% ในปี 2564  ทำให้แนวโน้มจำนวนโรคภัยเกี่ยวกับผู้สูงอายุ ทั้งความดัน โรคหัวใจ หรือโรคอื่นๆ  จะเกิดในอัตราที่เพิ่มขึ้น ทำให้มีความต้องการบริการทางการแพทย์ที่สูงขึ้นตามไปด้วย    

2. นโยบายผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานานชาติ หรือ Medical Hub ของเอเชีย รวมทั้งการส่งเสริมในเรื่องของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยเฉพาะชื่อเสียงของโรงพยาบาลไทยและความเชื่อมั่นด้านการรักษาที่เทียบเท่ากับต่างประเทศ ขณะที่มีค่าใช้จ่ายถูกกว่าการรักษาตัวในต่างประเทศเป็นเท่าตัว

3. การเติบโตร่วมกันกับพาร์ทเนอร์ในกลุ่มธุรกิจประกัน จากการที่คนให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ และมีแนวโน้มทำประกันสุขภาพหรือประกันชีวิตต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดการขยายฐานลูกค้าร่วมกันกับภาคธุรกิจต่างๆ รวมถึงกองทุนประกันสังคมอีกด้วย

นพ.ณัฐนันท์ ประศาสน์สารกิจ  ผู้อำนวยการฝ่ายแพทย์โรงพยาบาลพญาไท 2 กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนของไทยมูลค่าประมาณ 6 แสนล้านบาท ยังเติบโตต่อเนื่องได้ที่ 1-2%  แต่เป็นอัตราที่ลดลงจากปีก่อนหน้าที่โตประมาณ 4-5%  สอดคล้องกับทิศทางชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ประกอบกับนโยบายลดงบสนับสนุนด้านสุขภาพสำหรับการรักษาในต่างประเทศของกลุ่มตะวันออกกลาง ทำให้กระทบต่อการเติบโตภาพรวมของธุรกิจ

ขณะที่โรงพยาบาลพญาไท 2 ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนไทยจึงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ประกอบกับนโยบายในการโฟกัสการรักษาเฉพาะทางมากขึ้น รวมทั้งมีแผนจะเพิ่มจำนวนลูกค้าต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดเอเชียทั้งในกลุ่ม CLMV จีน และบังกลาเทศ โดยเฉพาะชาวกัมพูชาที่มีสัดส่วนสูงถึง 60% ของลูกค้าต่างชาติทั้งหมด จากปัจจุบันมีกลุ่มลูกค้าคนไทย 85% ต่างชาติ 15% โดยจะผลักดันสัดส่วนให้ขยับเป็น 30% ในอีก 2-3 ปี และเพิ่มเป็น 50% ให้เท่ากับกลุ่มคนไทยในอนาคตต่อไป

“ภาวะแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน ทำให้โรงพยาบาลพญาไท 2 ต้องโฟกัสตำแหน่งและเซ็กเม้นต์ให้ชัดเจน โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับการรักษาโรคที่มีความสลับซับซ้อนและเฉพาะทางมากขึ้น  โดยเฉพาะความเชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจและสมอง  ด้านสูตินรีเวช  รวมทั้งกระดูกและข้อ  มากกว่าแค่โรคพื้นฐานทั่วๆ ไป ขณะที่กลุ่มเป้าหมายจะโฟกัสลูกค้าต่างชาติมากขึ้น ทำให้ผลักดันการเติบโตได้ดีมากขึ้นถึง 10-15% จากก่อนหน้านี้มีอัตราเติบโตเฉลี่ยปีละ  5-7%”

ขณะที่ตลาดคนไทย ในโอกาสดำเนินธุรกิจครบ 30 ปี ได้ต่อยอดแคมเปญ “ไม่อยากให้ใครป่วยมาโรงพยาบาล” เพื่อรณรงค์ให้มีการดูแลตัวเอง ด้วยการให้ข้อมูลที่ถูกต้องด้านสุขภาพ การดูแลตัวเอง และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อป้องกันการเจ็บป่วย อาทิ 30  เคล็ดลับสุขภาพเพื่อชีวิตที่ดี”  30 วิธีเปลี่ยนตัวเองให้ไกลโรค” ควบคู่ไปกับการเปิดตัวโปรโมชั่น 30 แพกเกจอย่าปล่อยให้ป่วย ที่ครอบคลุม 4  ช่วงอายุ เพื่อดูแล ป้องกันการเจ็บป่วย และรักษาได้อย่างทันท่วงที ประกอบด้วย

แพกเกจอย่าปล่อยให้แป้ก สำหรับช่วงแรกเกิดถึงวัยรุ่นตอนต้น  อาทิ  ตรวจฮอร์โมนการเจริญเติบโต และพัฒนาการต่างๆ ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจตามวัย  แพกเกจอย่าปล่อยให้แปรปรวน  สำหรับกลุ่มวัยรุ่น ที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลงไปสู่ผู้ใหญ่ หรือมีปัญหาติดเกมที่ส่งผลทั้งต่อสายตาและอารมณ์ รวมทั้งการฉีดวัคซีนต่างๆ  แพกเกจอย่าปล่อยให้ปวด สำหรับวัยทำงานที่มีปัญหาทั้งเรื่องของความเครียด  ออฟฟิศซินโดรม ไซนัสอักเสบ เนื้องอกในสมอง เพื่อวินิจฉัยและคัดกรองได้อย่างถูกต้อง และแพกเกจอย่าปล่อยให้เปลี่ยน สำหรับกลุ่มผู้ใหญ่และซีเนียร์  ที่มีปัญหาเรื่องของวัยทอง ตรวจสมรรถภาพของหัวใจ มะเร็งต่างๆ

“คนไทยมีแนวโน้มเจ็บป่วยในกลุ่ม NCDs ที่เกิดขึ้นเอง ร้ายแรงแต่ไม่ติดต่อ และสามารถป้องกันหรือหลีกเลี่ยงด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรม อาทิ การกินอาหาร ความเครียด การออกกำลังกาย ประกอบกับแนวโน้ม Aging Society ทำให้มีโรคผู้สูงอายุที่มักจะเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องดูแลระยะยาว เช่น โรคเบาหวาน โรคความจำเสื่อม อัมพฤกษ์อัมพาต โรคเกี่ยวกับกระดูกและฟัน โดยแพกเกจโปรโมชั่นทั้ง 30 รายการ จะครอบคลุมทุกช่วงอายุ เพื่อป้องกันความเสี่ยงและคัดกรองในเบื้องต้น โดยคาดว่าแพกเกจที่ออกมานี้จะทำให้โรงพยาบาลเติบโตได้ 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน”

โรงพยาบาลพญาไท 2 ได้วางโพซิชั่นนิ่งเพื่อก้าวไปสู่ Center of Excellence  เพื่อสร้างความแข็งแกร่งจากพื้นฐาน 3 ด้าน คือ ด้านบุคลากร (Peopleware) ทั้งทีมแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ พยาบาล และผู้สนับสนุนทางการแพทย์  ด้านเครื่องมือและอุปกรณ์ในการรักษา รวมทั้งอาคารสถานที่ (Hardware)  และสุดท้ายคือ เรื่องของระบบการรักษา (Systemware) ที่ได้มาตรฐานในระดับสากล มีการพัฒนาทางด้าน Clinical Program, การเทรนนิ่งต่างๆ รวมทั้งมีศูนย์รีเสิร์ชหรือวิจัยเป็นของตัวเอง   รวมทั้งการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับวงการแพทย์มากขึ้น  โดยเตรียมงบเบื้องต้น 200 ล้านบาท และจะลงทุนเพิ่มเติมต่อเนื่องเป็นเฟสๆ ต่อไป