ปิดดีลแยกย้าย! BDMS ขายหุ้น “บำรุงราษฎร์” เกลี้ยงพอร์ต โกย 1.86 หมื่นล้าน หันโฟกัสลงทุนเครือข่าย รพ.กรุงเทพ

BDMS BH

ปิดดีลซื้อขายโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อย่างเป็นทางการ เมื่อ BDMS ของตระกูลปราสาททองโอสถ ปล่อยบิ๊กล็อตครั้งที่ 2 ให้ “สาธิต วิทยากร” หนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่ PRINC กวาดเงินไปทั้งหมด 1.86 หมื่นล้าน จากนี้หันมาขยายลงทุนกลุ่มธุรกิจเฮลธ์แคร์เครือข่ายโรงพยาบาลกรุงเทพ

- Advertisement -

หลังจาก บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ออกมาประกาศทำคำเสนอซื้อหุ้นทั้งหมดของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ด้วยมูลค่าหุ้นละ 125 บาท แต่ไม่สำเร็จ จากเสียงคัดค้านของผู้ก่อตั้งในฝั่ง “โสภณพนิช”  ในที่สุดต้องออกมาประกาศยกเลิกดีลนี้ไปในเดือนสิงหาคม 2563

ท้ายที่สุด BDMS ผู้ถือหุ้นใหญ่บำรุงราษฎร์ สัดส่วน 22.71% เป็นฝ่ายแจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 ว่าได้ทำสัญญาขายหุ้น BH ที่ BDMS ถืออยู่ทั้งหมด 180,715,806 หุ้น ให้ผู้ซื้อหุ้นละ 103 บาท คิดเป็นเงิน 18,613 ล้านบาท

โดยปล่อยขายบิ๊กล็อต ในตลาดฯ ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2563 จำนวน 90,500,000 หุ้น สัดส่วน 11.37% ราคาหุ้นละ 103 บาท มูลค่า 9,321 ล้านบาท

วันนี้ (18 ธันวาคม) BDMS ได้ขายบิ๊กล็อตเงินลงทุนในหุ้น BH ส่วนที่เหลือทั้งหมดอีก 11.34% จำนวน 90,215,806 หุ้น ที่ราคา 103 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่า 9,292 ล้านบาท เป็นผลให้สัดส่วนการถือหุ้น BH หลังการทำรายการเท่ากับ 0%

BDMS MD
แพทย์หญิงปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ

แจงขาย BH หันมาลงทุนเฮลธ์แคร์เครือ รพ.กรุงเทพ

แพทย์หญิงปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ BDMS กล่าวว่าตั้งแต่ต้นการเข้ามาถือหุ้นบำรุงราษฎร์เป็นการเข้ามาลงลงทุน เพราะไม่ได้เข้าไปบริหาร ส่วนเหตุการณ์ช่วงหนึ่งที่ BDMS ขอทำเทนเดอร์หุ้นทั้งหมดนั้น เรื่องนี้ก็ได้จบไปแล้ว

มาถึงวันนี้ได้ถือหุ้นบำรุงราษฎร์ มาระยะหนึ่งแล้ว ก็เห็นว่าควรจะมาโฟกัสธุรกิจของ BDMS เองที่มีทั้ง โรงพยาบาลกรุงเทพ เครือข่ายโรงพยาบาลอื่นๆ ร้านขายยา โรงงานน้ำเกลือ ที่เป็นภาพใหญ่ของธุรกิจเฮลธ์แคร์การดูแลสุขภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมโยงของเน็ตเวิร์ค BDMS ให้แข็งแกร่งมากขึ้น

“เราถือหุ้นบำรุงราษฎร์ เป็นลักษณะบริษัทร่วม ไม่เหมือนบริษัทย่อย เป็นการถือเพื่อการลงทุนและถือมานานมากแล้ว วันนี้มีกำไรพอสมควรแล้ว จึง Exit และมาโฟกัสที่ธุรกิจหลัก”

ทางด้าน คุณนฤมล น้อยอ่ำ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่อาวุโส และประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน BDMS กล่าวว่าการขายหุ้นบำรุงราษฎร์ ทั้งหมดได้เงินมา 1.86 หมื่นล้าน จะรับรู้รายได้ปีนี้และบุ๊กเป็นกำไรพิเศษ ส่วนหนึ่งนำมาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในบริษัท คืนหนี้ที่ครบกำหนดเพื่อลดภาระหนี้ระยะสั้น ทำให้สัดส่วนหนี้สินเงินกองทุนต่ำ ซึ่งตอนนี้ D/E 0.5 เท่า ก็ถือว่าต่ำอยู่แล้ว

นอกจากนี้จะมองหาโอกาสการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีและเสริมธุรกิจปัจจุบัน เพื่อโอกาสสร้างรายได้ที่มากกว่าการคืนหนี้ลดดอกเบี้ย โดยโปรเจกต์การลงทุนในปี 2564 มีส่วนหนึ่งลงทุนต่อเนื่องในโรงพยาบาลต่างจังหวัด ซึ่งกำลังก่อสร้างอยู่ระหว่างการก่อสร้าง แต่ละโครงการใช้เวลาราว 2 ปี

สถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้น ประเทศไทยสามารถควบคุมดูแลได้ดี  ทำให้ธุรกิจเฮลธ์แคร์มีโอกาสเติบโตได้อีกมาก ปัจจุบัน BDMS ก็มีความร่วมมือกับภาคธุรกิจเอกชนในต่างประเทศ เครือข่ายใหญ่อย่าง “ผิงอัน” ในจีน เพื่อเตรียมความพร้อมดูแลลูกค้าจากจีน หลังจากรัฐบาลมีนโยบายเปิดประเทศ เชื่อว่าจะมีลูกค้าต่างประเทศกลุ่มเดิมกลับมาใช้บริการและลูกค้าใหม่เข้ามาเพิ่ม

Satit PRINC BH
ดร.สาธิต วิทยากร

“สาธิต วิทยากร” แห่ง PRINC ผู้ถือหุ้นใหม่บำรุงราษฎร์

สำหรับผู้ที่เข้ามาซื้อหุ้น “บำรุงราษฎร์” ทั้งหมดต่อจากจากกลุ่มนายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ BDMS คือ ดร.สาธิต วิทยากร  ประธานคณะกรรมการบริหาร และผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท พริ้นซิเพิล แคปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ PRINC และเป็นบุตรชายคนเล็กของ นายแพทย์พงษ์ศักดิ์ วิทยากร อดีตผู้ร่วมก่อตั้งโรงพยาบาลกรุงเทพ

การซื้อหุ้นบำรุงราษฎร์ครั้งนี้ ดร.สาธิต บอกว่าเป็นในนามส่วนตัว รูปแบบ Friendly deal” เป็นการซื้อเพื่อลงทุนและเชื่อมั่นในศักยภาพของบำรุงราษฎร์

ส่วนแผนความร่วมมือทางธุรกิจของ PRINC กับ บำรุงราษฎร์ ยังคงเป็นไปตามแผนก่อนหน้านี้ โดยไม่เกี่ยวข้องกับการเข้าซื้อหุ้นในนามส่วนตัว ที่ผ่านมา PRINC ได้ร่วมมือกับ Bumrungrad Health Network ตั้งศูนย์ความเป็นเลิศรักษาโรคเฉพาะทางในด้านต่างๆ เช่น โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ที่เปิดศูนย์กระดูกสันหลัง Absolute Spine Care และศูนย์ข้อเข่าและข้อสะโพก Joint Surgery Center รองรับการขยายตัวกลุ่มผู้ใช้บริการในพื้นที่สมุทรปราการ (บางนา) และกรุงเทพฝั่งตะวันออก ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จอย่างดี

ในส่วน PRINC ยังคงเป้าหมายขยายธุรกิจโรงพยาบาลให้ครบ 20 แห่ง และเปิดคลินิกทั่วประเทศ 100 แห่ง ภายในระยะ 2 ปีข้างหน้า หรือในปี 2565 เพื่อสร้างเครือข่ายการให้บริการครอบคลุมระหว่างภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีโรงพยาบาลในเครือข่ายที่เปิดดำเนินการแล้วรวม 11 แห่ง ใน 10 จังหวัด