เปิดใจ “วู้ดดี้” พักยกทีวี ลุยปั้นอาณาจักรมีเดีย “ออนไลน์-คอนเทนต์-อีเว้นท์-มาร์เก็ตเพลส”

Photo Credit : Facebook Woody

เป็นผู้ผลิต และพิธีกรรายการ “วู้ดดี้เกิดมาคุย” และ “ตื่นมาคุย” ที่อยู่คู่ช่อง 9 มานานหลายปี แต่วันนี้ “วู้ดดี้ – วุฒิธร มิลินทจินดา” ได้ปิดฉากสองรายการดังกล่าวแล้ว พร้อมกับ Repositioning อาณาจักร “Woody World” ใหม่ ยกระดับไปสู่การเป็น “Media Company” ที่นำเสนอความครบวงจรใน 4 ด้าน คือ

1. ผู้ผลิตคอนเทนต์ (Content Provider) ผลิตคอนเทนต์ป้อนให้กับออนไลน์ แพลตฟอร์มของตนเอง รวมถึงของพาร์ทเนอร์ที่เป็นลูกค้าแบรนด์สินค้า-บริการต่างๆ

2. เปิดฉากลุย “ออนไลน์ แพลตฟอร์ม” เต็มรูปแบบ ครอบคลุมทั้ง Facebook, YouTube, Twitter, Instagram และล่าสุด LINE TV

3. ผู้จัดอีเว้นท์ ปัจจุบันมีเทศกาล S2O อีเว้นท์จัดขึ้นในช่วงสงกรานต์ และขณะนี้ได้ขยายออกสู่ตลาดต่างประเทศแล้ว เริ่มที่ญี่ปุ่น

4. E-Marketplace การขายสินค้าของพันธมิตรธุรกิจบนออนไลน์ เป็นโมเดลที่เปิดขึ้นมาเพื่อต้องการตอบโจทย์ทั้งลูกค้าแบรนด์สินค้า – ผู้ชม หรือผู้บริโภค – บริษัท Woody World

ทั้ง 4 องค์ประกอบนี้ เป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการต่อภาพอาณาจักร “Woody World” จากที่เคยเป็นเพียงผู้ผลิตรายการป้อนให้กับสถานทีโทรทัศน์ ยกระดับไปสู่การเป็น “Media Company” ครบวงจร รองรับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจมีเดียในยุคดิจิทัล ที่รายได้จากโฆษณา ไม่ใช่การขายสปอตโฆษณาทีวีแบบในอดีตอีกต่อไปแล้ว แต่ต้องนำเสนอในรูปแบบ “แพ็คเกจ” เชื่อมโยงการใช้แต่ละสื่อเข้าด้วยกัน โดยสามารถเจาะลึกได้แบบ Customize Deal ให้กับลูกค้าแบรนด์สินค้า และมีเดีย เอเยนซีแต่ละราย…

 

พักจอ “ทีวี” (ชั่วคราว) – ลุย “ออนไลน์” เต็มรูปแบบ

หลังจากห่างหายไปจากจอทีวีสักพัก และเริ่มเห็นความชัดเจนในการปลุกปั้นคอนเทนต์บนออนไลน์มากขึ้น ในงานเปิดตัว “Woody World Co-talkling Space” ใจกลางสุขุมวิท “วู้ดดี้” ได้เปิดใจ พร้อมกับเล่าทิศทางของอาณาจักร “Woody World” กำลังจะขยับไปในทางใด…

“สมัยก่อนผมอาจบอกว่าเวลาสำคัญสุด คือ เวลาที่เราได้เรตติ้งสูงๆ และคนที่สำคัญสุด คือ ดาราดังๆ ที่มาออกรายการเรา และสร้างกระแสให้รายการเป็น Talk of the town เพราะฉะนั้นความท้าทาย ณ วันนั้น คือ เราจะทำอย่างไรให้มีคนดูต่อเนื่องไปเรื่อยๆ และทำให้รายการมีกระแสฮอตในทุกสัปดาห์

แต่วันนี้ Media Landscape เปลี่ยนไป ทำให้บริบทของ Woody World เปลี่ยน ตอนนี้เราไปทุกมีเดีย ทุกแพลตฟอร์ม ไม่ว่ามีเดียจะมาตรงไหน เราไปตรงนั้นหมด แม้แต่สื่อทีวี แต่ด้วยความที่บรรยากาศในเวลานี้ เรายังมองไม่ออกว่าช่องไหนกำลังมา เราจึงตัดสินใจ Hold ทีวีไว้ก่อน และรอให้มีความชัดเจน ถึงจะไปต่อ

เมื่อเราย้ายแพลตฟอร์มจากทีวี มาเป็นออนไลน์ ความท้าทายจากนี้ คือ เราต้องมีคอนเทนต์มาหล่อเลี้ยงทั้งวัน และทำให้คนดูคอนเทนต์เราตลอดทั้งวัน ซึ่งการอยู่บนออนไลน์ จะได้เห็นความหลากหลายของคอนเทนต์จาก Woody World มากขึ้น

แต่ไม่ว่า Media Landscape จะเปลี่ยนไปอย่างไร แต่สิ่งสำคัญ คือ “คอนเทนต์” เปรียบเสมือนเมล็ดพืช ที่เราต้องปลูกฝังลงไป ขณะที่ “มีเดีย” เปรียบเสมือนปุ๋ย เพราะฉะนั้นเราต้องดูว่าปุ๋ยสมบูรณ์หรือเปล่า ถ้าปุ๋ยสมบูรณ์ นั่นหมายถึง มีคนใช้งานมีเดีย หรือแพลตฟอร์มนั้นๆ เยอะ จะทำให้คอนเทนต์นั้นเติบโตอย่างสวยงาม แต่ถ้าปุ๋ยไม่สมบูรณ์ คือ มีคนดูน้อย คนไม่ได้ใช้แพลตฟอร์มนั้นเยอะ เมื่อคอนเทนต์นั้นออกมา ก็จะไม่ค่อยดัง ไม่เป็นกระแสเท่าไร

ในที่สุดแล้ว เราต้องปักเมล็ดไว้ทุกๆ Landscape เพราะในทุกๆ พื้นที่ เราต้องหว่านให้หมด และดูว่าผลลัพธ์ส่วนไหน จะออกมาชัดเจนที่สุด เพราะฉะนั้นคอนเทนต์สำคัญมาก และผมเชื่อในแนวคิด Content is King”

บนแพลตฟอร์มออนไลน์ของ Woody World ครอบคลุมทุกช่องทางหลัก ไม่ว่าจะเป็น Facebook, YouTube, Twitter, Instagram โดยทั้ง 4 ช่องทางหลักดังกล่าว ปัจจุบันยอด Reach อยู่ที่ 11.5 ล้านวิว และล่าสุดขยายไปสู่ช่องทาง LINE TV

วู้ดดี้ เล่าถึงการใช้สื่อออนไลน์แต่ละช่องทางว่า คอนเทนต์บน “Facebook” เน้นรายการที่ตอบโจทย์คนดูทันทีทันใด เวลานั้น เดี๋ยวนั้น เพราะโดยธรรมชาติของสื่อ Facebook เป็นการอัพเดทเรื่องราวข่าวสารที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันตลอดเวลา

ขณะที่ “YouTube” เป็นเสมือนห้องสมุดที่คนดูสามารถย้อนกลับไปดูได้ ส่วน “Twitter” เป็นช่องทางที่เราใช้แพร่กระจายข่าวสาร โดยไม่จำเป็นว่าต้องเป็นข้อความเท่านั้น แต่เป็นในรูปแบบคอนเทนต์รายการสั้น 60 วินาที ที่จะถูก Retweet สูง หรือฝังวีดีโอ หรือภาพ เพื่อให้คน Retweet สำหรับแพลตฟอร์ม “LINE TV” พบว่ากลุ่มผู้ชมหลักคือ วัยรุ่น เพราะฉะนั้นต้องเป็นคอนเทนต์ที่อยู่ในกระแส หรืออยู่ในความสนใจของคนกลุ่มนี้

 

Real – Rare – Right สูตรปั้นคอนเทนต์สไตล์ “วู้ดดี้”

ในโลกยุคดิจิทัล ที่เกิดการไหลบ่าของคอนเทนต์จากทั่วโลก และเปิดโอกาสให้เกิด “Content Provider” มากมาย แน่นอนว่าต้องมีทั้งที่ประสบความสำเร็จ ได้การตอบรับมหาศาล และมีอีกหลายคอนเทนต์ที่ไม่สำเร็จ

สำหรับค่าย “Woody World” มีคัมภีร์ในการปั้นคอนเทนต์ โดยยึด 3 หลักการคือ

Real คอนเทนต์ต้องเป็นเรื่องจริง เป็นเรื่องที่คนทั่วไปสัมผัสได้ เพราะยุคออนไลน์ คนต้องการเรื่องจริง สิ่งที่บ่งบอกความเป็นตัวตน เพราะฉะนั้นอะไรที่ยิ่งจริง ยิ่งโดนใจคนดู

Rare คอนเทนต์หาดูได้ยาก หรือไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หรือนานๆ มาที

Right ต้องเป็นคอนเทนต์ถูกที่ ถูกเวลา

คอนเทนต์ออนไลน์ของ Woody World ในปัจจุบัน ประกอบด้วย “Woody Live” เป็นคอนเทนต์เรือธงของ Woody World, รายการ “Live with” รายการพูดคุยสดๆ กับแขกรับเชิญ เกี่ยวกับข่าวที่กำลังเป็นกระแสในสังคม โดยที่ไม่ว่าวู้ดดี้ และแขกรับเชิญจะอยู่ในเมืองไทย หรืออยู่ต่างประเทศก็ตาม

รายการ “ทำทันที” สัมภาษณ์คนที่ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนดู และในระหว่างสัมภาษณ์ ยังเปิดให้คนดูมีส่วนร่วมไปเจ้าของแบรนด์ หรือเจ้าของไอเดียนั้นๆ ในการถาม หรือแสดงความคิดเห็น, รายการ “แชร์วนไป” เปิดให้ศิลปินดารามาสารภาพความในใจกับเรื่องราวบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับตัวเขาเอง

นอกจากนี้ ยังได้ขยายเข้ามาทำคอนเทนต์เกี่ยวกับ “อาหาร” เนื่องจากทุกวันนี้รายการเกี่ยวกับอาหาร กลายเป็นหนึ่งในคอนเทนต์ที่ได้รับความนิยมจากคนดู ล่าสุดคลอดรายการ “ยั่วซะอยาก” เป็นรายการสั้น ประมาณ 3 นาที ที่จะพาไปชิมอาหารตามร้านอาหารต่างๆ, “เกิดมากิน” มีวู้ดดี้เป็นผู้ดำเนินรายการ จะพาไปลองชิม ลองกินตามร้านอาหารต่างๆ

ขณะเดียวกันเปิดตัวรายการใหม่แกะกล่อง “คนแปลงร่าง” เป็นเรื่องราวของคนข้างนอก ที่จะมาแปลงโฉม ซึ่งจะทำให้คนดูเห็นพัฒนาการตั้งแต่ Before – After โดย “วู้ดดี้” เผยว่าต้องการปั้นรายการนี้ให้กลายเป็นดาวดวงใหม่ต่อจาก Woody Live เพราะสามารถตอบโจทย์ได้ครบทั้ง Real – Rare – Right อีกทั้งเนื้อหา หรือรูปแบบการนำเสนอ สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนดู

“ทุกวันนี้มีคนทำคอนเทนต์เยอะมาก แต่สุดท้ายแล้ว เราก็เป็นเรา รักษาตัวตนของความเป็นแบรนด์ “Woody World” นั่นคือ การขาย Talk ซึ่งปัจจุบันเรา Repositioning บริษัทใหม่ ไม่ได้ขายรายการ หรือขายฟอร์แมต แต่เราขาย Talk จับอะไรก็ต้องเป็น Talk ที่อยู่การความสนใจของสังคม มีกระแสพูดถึง ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นรายการ เป็นคอนเทนต์ หรือเป็นกิจกรรม เป็นอีเว้นท์ต่างๆ ต้องเป็น Talk เพราะเรากำลังขายประสบการณ์ที่คนพูดถึงให้กับพาร์ทเนอร์”

นอกจากคอนเทนต์ที่ลงทุน และผลิตขึ้นเองแล้ว ยังมีคอนเทนต์ของลูกค้า หรือ Partnership Content ผ่านการนำเสนอรูปแบบต่างๆ เช่น Product Tie-in ในรายการ หรือให้วู้ดดี้ทดสอบโปรดักต์ (Testimonial) โดยปิดว่าเป็นแบรนด์อะไรผ่านทาง Live รวมถึงการทำ Branded Content ทั้งในรูปแบบ Video on Demand, Viral Campaign, Live เป็นต้น

“เมื่อเราอยู่บนออนไลน์ นั่นหมายถึงเข้าถึงคอนเทนต์เราได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพราะฉะนั้นสปอนเซอร์ที่เข้ามา ไม่มีคำว่าเต็ม แตกต่างจากยุคที่เราอยู่บนทีวี มีช่วงเวลาออกอากาศ”

ปั้น “อีเว้นท์” ส่งออกต่างประเทศ

อีกหนึ่ง Business Unit ที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าออนไลน์ คือ “อีเว้นท์” ปัจจุบันในอาณาจักร Woody World มีอีเวนท์เรือธงอย่าง “S2O” จัดขึ้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ติดต่อกันเป็นปีที่ 3 แล้ว และหลังจากปลุกปั้นในประเทศได้สำเร็จแล้ว ล่าสุดต่อยอดอีเว้นท์ดังกล่าวออกสู่ตลาดต่างประเทศ ประเดิมที่โอไดบะ ประเทศญี่ปุ่น ภายใต้โมเดลการขายลิขสิทธิ์ให้กับพันธมิตรธุรกิจที่นั่น

Photo Credit : Facebook S2O Songkran Music Festival

นอกจากนี้เล็งปั้นอีเว้นท์อื่นๆ ตามมา อย่างช่วงกลางเดือนธันวาคมนี้ เตรียมจัดงาน “FitFest” อีเว้นท์สำหรับคนรักการออกกำลังกาย ตามต่อด้วยงาน “Bangkok Countdown Festival” ในวันที่ 30 – 31 ธันวาคมปีนี้

“แนวคิดการทำอีเว้นท์ของเรา จะใช้กรุงเทพฯ เป็น Experimental Ground สำหรับทดลอง พอเวิร์ค เราขายคอนเซ็ปต์ให้กับประเทศอื่น ซึ่งการขยายไปต่างประเทศ แล้วแต่ดีล มีทั้งรูปแบบ Joint Venture และต่างประเทศมาซื้อลิขสิทธิ์ อย่าง S2O ที่ญี่ปุ่น ซื้อลิขสิทธิ์ และแบ่งรายได้”

 

เปิด “E-marketplace” ขายสินค้าให้พาร์ทเนอร์

เมื่อเป้าหมายสูงสุดของการสื่อสารการตลาด ต้องตอบโจทย์ Performance ด้านการขายสินค้า ด้วยเหตุนี้เอง เพื่อนำเสนอความ “ครบวงจร” ให้กับลูกค้าแบรนด์สินค้าต่างๆ “Woody World” จึงได้เปิด “E-marketplace” เพื่อเป็นช่องทางการขาย Exclusive Product ของพาร์ทเนอร์แบรนด์ต่างๆ

“เราเพิ่งเริ่มทดลองทำ E-marketplace “วู้ดดี้ ช้อป” เพื่อขายสินค้าให้กับพาร์ทเนอร์ของเรา โดยพัฒนาเป็นเว็บไซต์ขึ้นมาโดยเฉพาะ ซึ่งหน้าที่ของเรา คือ หนึ่ง กรองสินค้าที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ที่เป็นผู้ชมคอนเทนต์เรา และ สอง พอเขาเห็นคอนเทนต์ คนดูมีสิทธิ์เลือกได้ว่าจะซื้อ หรือไม่ซื้อ คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ และในเว็บไซต์นี้มีสินค้าหลากหลายที่เป็น Exclusive Product”

ถึงตรงนี้หลายคนคงสงสัยว่า ถ้ามี “ทีวีดิจิทัล” ติดต่อให้ Woody World ผลิตคอนเทนต์ป้อนให้กับสถานี ยังคงสนใจหรือไม่ ?!?

วู้ดดี้ เผยว่า “เราเปิดทุกโอกาสที่เข้ามาหา แต่ต้องดูก่อนว่าขณะนี้กระแสของช่องต่างๆ ไปในแนวทางไหน ทิศทางใด และรูปแบบของช่องนั้นๆ ต้องสอดคล้องกับสไตล์ของเรา”

Photo Credit : Facebook Woody

จะเห็นได้ว่าแต่ละจิ๊กซอว์ภายใต้อาณาจักร “Woody World” ไม่ได้มีเพียงคอนเทนต์ ที่ออกอากาศบนแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่งเหมือนอย่างในอดีตอีกต่อไปแล้ว แต่สิ่งที่ “วู้ดดี้” กำลังทำขณะนี้คือ การสร้างจิ๊กซอว์ต่างๆ ให้แข็งแรง และเชื่อมต่อกัน เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายใหญ่ นั่นคือ การเป็น “Media Company” ให้ได้ภายใน 3 – 5 ปีข้างหน้า ที่มีความครบวงจรในการนำเสนอ Solution ให้กับลูกค้าแบรนด์สินค้าต่างๆ ผ่านคอนเทนต์, แพลตฟอร์ม, กิจกรรมทางการตลาด หรือพ่วงไปกับอีเว้นท์ เพราะเป้าหมายของการสื่อสารการตลาดในวันนี้ ลูกค้าไม่ได้ต้องการแค่สร้าง Brand Awareness เท่านั้น แต่ยังต้องการสร้างประสบการณ์ในแบรนด์ให้กับผู้บริโภค และสามารถตอบโจทย์ด้านยอดขาย

“พาร์ทเนอร์ที่เข้ามา ไม่ได้มองแค่การซื้อสื่อ แต่มองไปถึงการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ด้วยกัน ทำให้ Beyond มากกว่าการนำเสนอโปรดักต์ หรือคอนเทนต์ แต่เป็นเรื่องของประสบการณ์ เป็นแคมเปญ เป็นสินค้า เป็นความครบวงจรที่ตอบโจทย์พาร์ทเนอร์ได้ตั้งแต่เปิดตัวสินค้า สาธิตสินค้า สัมภาษณ์ ไปจนถึงขายสินค้าให้” วู้ดดี้ กล่าวทิ้งท้าย