สแกนใจ เจาะพฤติกรรมนักช๊อป  2017  พร้อมทำความรู้จัก  “Behavior 4.0”  ค้าปลีกต้องรับมือให้ไว

เมื่อก้าวเข้าสู่ยุค 4.0  ความสามารถในการเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลและผู้คน  กลายเป็นอีกหนึ่ง Basic Need ที่สำคัญของคนในปัจจุบัน  นอกเหนือจากความต้องการเรื่องของปัจจัยสี่ ความปลอดภัย ความรัก และการยอมรับจากสังคม  โดยมีคำนิยามเพื่อเรียกคนในยุคนี้ว่า  Generation C”

- Advertisement -

คุณธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์  หัวหน้างาน คอนเน็คมีเดีย บริษัท ดันน์ฮัมบี้  (ประเทศไทย) จำกัด  บรรยายพิเศษในงานเสวนา  BRAND TALK ครั้งที่ 11 จากเว็บไซต์ BrandBuffet.in.th  ในห้วข้อ  RETHINK RETAIL ค้าปลีกคิดใหม่ได้ใจมหาชน    ในหัวข้อเรื่อง  สแกนใจ เจาะพฤติกรรมนักช๊อป 2017”  ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจว่า  Generation C  ที่ว่านี้  ไม่ได้แบ่งตามอายุ หรือปีที่เกิดเหมือนกับเจนเนอเรชั่นอื่นๆ  แต่แบ่งด้วยพฤติกรรมที่มีลักษณะเฉพาะ  ที่เรียกว่า  Behavior 4.0  ซึ่งมี 4 ลักษณะเด่น  ต่อไปนี้
1. Connection ต้องการพูดคุยและทำการสื่อสารกับผู้คนอยู่ตลอดเวลา
2. Current มีความอดทนในการรอน้อยลง ต้องการที่จะเข้าถึงทั้งข้อมูลและผู้คนได้แบบทันที
3. Convenient ต้องสามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายๆ และมีความสะดวกสบาย
4. Community สามารถสร้างสังคมที่เป็น Crowd-Culture  โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องของพื้นที่และระยะทาง  แต่จะคอนเน็คกันผ่าน  Common Platform ต่างๆ

การเกิดขึ้นและขยายตัวของ Gen C ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อสภาพสังคมในลักษณะต่างๆ  เช่น การขยายตัวของชุมชนเมือง และ Urban Lifestyle  ในแง่ของความเป็นครอบครัว จะมีครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น จำนวนสมาชิกลดลง จำนวนคนโสดมากขึ้น  คนปัจจุบันจึงนิยมอยู่ในคอนโดฯ มากขึ้น  โดยเริ่มให้ความใส่ใจกับเรื่องของสุขภาพมากขึ้น ทำให้มีอายุยืนขึ้น และเกษียณอายุช้าลง

“ในแง่รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนของคนไทยเพิ่มมากขึ้น 4.6%  อยู่ที่เดือนละ 27,545 บาท  จากการที่แต่ละครอบครัวมีรายได้มากกว่า 1 ทาง  ส่วนใหญ่จึงมองหาความสะดวกสบาย และต้องการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น  ทำให้มี Living Cost สูงขึ้น  ทั้งเรื่องของที่อยู่อาศัย หรือการซื้อสินค้าที่ดีต่อสุขภาพ  ส่วนรายจ่ายเฉลี่ยต่อครัวเรือนก็สูงขึ้นเช่นกัน แต่ยังต่ำกว่ารายได้ที่มีอยู่ โดยมีรายจ่ายเฉลี่ยครอบครัวละ  21,818 บาท  ซึ่งรายจ่ายส่วนใหญ่ 87.4%  เป็นรายจ่ายเพื่อการดำรงชีวิต ทั้งในเรื่องของอาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภค เป็นหลัก”

เมื่อดูแนวโน้มรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นของคนไทย เป็นโอกาสที่ดีต่อธุรกิจ Retail  ที่มีโอกาสเติบโตได้ตามแนวโน้มการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น โดยประมาณการยอดเติบโตธุรกิจ Retail  โดยรวม คาดเติบโตราว  5.5%  ขณะที่ในกลุ่ม Grocery Retail  มีแนวโน้มเติบโตได้  5.2%

“ธุรกิจรีเทลจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อสร้างโอกาสจากพฤติกรรมที่เปลี่ยนของผู้บริโภคให้ได้ ด้วยการพัฒนาวิธีการสร้างโปรโมชั่น หรือวิธีในการ  Engagement ใหม่ๆ กับลูกค้า เพื่อเพิ่มโอกาสในการใช้จ่าย  โดยต่อยอดจากการพัฒนาของเทคโนโลยีต่างๆ หรือศึกษาจากพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงของลูกค้า  ซึ่งปีที่ผ่านมา พบว่า เมื่อมาซื้อสินค้าในแต่ละครั้งลูกค้ามีการใช้จ่ายลดลง 1%  แต่เพิ่มจำนวนช้อปปิ้งมากขึ้น  5%  ทำให้มีการใช้จ่ายผ่านรีเทลเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 4%”

สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นกับลูกค้าคนไทยคือ ความ Loyalty ที่ลดลง  เพราะไม่ได้ยึดติดกับทั้งแพลตฟอร์มและแบรนด์ของธุรกิจรีเทล  เพราะไม่มีผู้บริโภคที่จับจ่ายผ่าน Retail เพียงแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง แต่ 69%  มีการใช้จ่ายเฉลี่ยใน  2.6% แบรนด์  และในหลายแพลตฟอร์ม  โดย 98%  นิยมช้อปแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ เช่น ไฮเปอร์มาร์เก็ต  91%  ซื้อผ่านร้านสะดวกซื้อ   42%  ซื้อจากร้านจำหน่ายอาหารโดยเฉพาะ  และ 41%  ซื้อผ่านออนไลน์  ส่วนความต้องการเรื่องของโปรโมชั่น อยากได้โปรโมชั่นที่มีคุณภาพมากกว่าจำนวนโปรโมชั่นที่มาก โดยเฉพาะโปรโมชั่นสินค้าราคาถูกทุกวัน (Every Day Low Price)

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น จำเป็นที่ภาคธุรกิจต้องปรับตัว เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ ความต้องการที่ลูกค้าตามหาจาก Retailer  ซึ่งประกอบด้วย 3  สิ่ง ต่อไปนี้

1. Mission Focus เมื่อเดินเข้าไปแล้วได้ในสิ่งที่ต้องการ
2. Shopping Engagement ที่เพิ่มมากขึ้น
3. Multi-Channel มีแพลตฟอร์มในการซื้อที่หลากหลายขึ้น

ส่วนเทรนด์ที่มีโอกาสเข้ามาช่วยขับเคลื่อนให้ธุรกิจ Retail  เติบโตได้มากยิ่งขึ้น  ได้แก่  
1. Food To GO  : หรือกลุ่มอาหารพร้อมปรุง (Ready to Cook) เพราะตอบโจทย์เรื่องความสะดวกของผู้บริโภค  โดยในยุโรปสินค้ากลุ่มมีอัตราเติบโตสูงถึง 35%  ขณะที่ในประเทศไทยเติบโตได้มากกว่า 10%  สูงกว่าภาพรวมสินค้าโกรเซอรี่ ที่โต 5.2%

2. Online Engagement : เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันเริ่มหาข้อมูลสินค้าที่ต้องการจากอินเตอร์ก่อนมาซื้อสินค้า จำเป็นที่ Retail ควรให้ความสำคัญกับการทำ Online Engagement เพื่อเชื่อมโยงมาสู่สินค้าที่วางขายได้  รวมทั้งยังเป็นการ  Educate  และสร้างความมั่นใจในการเลือกซื้อสินค้าได้อย่างถูกต้องแก่ผู้บริโภคด้วย

3. O2O Strategy :  แนวโน้มการซื้อสินค้าผ่านออนไลน์ที่เพิ่มมากขึ้น  จาก 18% เมื่อปี 2013 เป็น 28% ในปี 2016  โดยเฉพาะในกลุ่มโกรเซอรี่เติบโตมากกว่า 20%  แต่ด้วยการซื้อยังมาจากแพลตฟอร์มที่หลากหลาย  Retail จึงควรเรียนรู้การเชื่อมโยงทั้งออนไลน์และออฟไลน์เข้าไว้ด้วยกัน ผ่านกลยุทธ์ O2O  (Online to Offline Strategy)  เพื่อเชื่อมโยงทุกประสบการณ์ในการช้อปปิ้ง

และนี่คือ บทสรุปส่วนหนึ่งของ งานเสวนา RETHINK RETAIL ค้าปลีกคิดใหม่ได้ใจมหาชน ทางเว็บไซต์ BrandBuffet.in.th  หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ฟังที่ได้ร่วมกิจกรรมและท่านผู้อ่าน ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ในบทความ ตอนที่ 2 เร็วๆ นี้ และหวังว่าในโอกาสต่อๆ ไป จะมีกิจกรรมที่ช่วยต่อยอดองค์ความรู้ และสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกท่านอย่างต่อเนื่อง