Instagram เพิ่มฟีเจอร์ใหม่รองรับการโพสต์รัวๆ เอาใจวัยรุ่น และงานอีเวนท์ แต่เอ๊ะ! เหมือน Snapchat, Twitter จังนะ

0

Stories1

Snapchat เป็นโซเชี่ยลที่มาแรงสุดๆ ในหมู่วัยรุ่นอเมริกา เพราะการโพสต์แล้วไม่นานก็หายไป ทำให้วัยรุ่นไม่กลัวที่จะโพสต์อะไรรั่วๆแรงๆ และไม่ค่อยต้องเกรงใจใครในการโพสต์รัวๆว่าจะรกไทม์ไลน์คนอื่น และไม่ต้องกลัวทำให้โปรไฟล์ดูเสื่อมๆ แย่ๆ

ซึ่งวัฒนธรรมการโพสต์ถี่ๆ เพื่อรายงานเหตุการณ์หรืออีเวนต์ต่างๆ เรียลไทม์นี้ มีอยู่ในโซเชี่ยลฯ เจ้าเก่าอย่าง Twitter ด้วยเช่นกัน

Facebook เฝ้ามองหอกข้างแคร่คู่แข่งทั้งสองอยู่นานแล้ว และเคยพยายามขอซื้อกิจการ Snapchat แต่ถูกปฏิเสธ  ส่วน Twitter นั้นเกิดมาไล่เลี่ยกันแถมเข้าตลาดหลักทรัพย์ไปแล้วก็คงซื้อไม่ทันแล้ว

ฉะนั้นเฟซบุ๊กจึงต้องปรับตัวให้รองรับรับมือ 2 พฤติกรรมยอดฮิตข้างต้นบ้าง  โดยเริ่มลงมือกับ Instagram ซึ่งเป็นโซเชี่ยลในสังกัดตัวเองที่ไปซื้อกิจการมาก่อซะเลย 

โดยล่าสุด Instagram เปิดฟีเจอร์ใหม่ “Stories” คือ ทุกรูปทุกคลิปในโหมดนี้จะหายไปอัตโนมัติภายใน 24 ชั่วโมง

ที่คล้ายกับ Snapchat อีกอย่างหนึ่ง ก็คือมีฟิลเตอร์และลูกเล่นแต่งภาพอื่นๆ อีกจำนวนมาก 

ซึ่งฟีเจอร์นี้ของ Snapchat ฮิตในไทยจากการนำไปแปลงหน้าตัวเองเป็นน้องหมาแลบลิ้นแผ่บๆ แล้วแชร์กันขึ้นมาบนเฟซบุ๊กด้วย  และหลายคนถึงกับทำเป็นรูปโปรไฟล์ขยับได้กันเลย

Stories2

นอกจากนี้โพสต์ใน Instagram โหมด Stories นี้ ยังแตะๆ ปัดๆ ไปดูรูปถัดไปได้คล้ายกันด้วย แต่จะกดไลค์ไม่ได้ คอมเมนต์ไม่ได้  ทำได้แค่ส่งเข้ากล่องข้อความของผู้โพสต์

นอกจากนี้ Instagram ได้เพิ่มฟีเจอร์ไปรองรับการค้นหาอีเวนต์ต่างๆ มากขึ้น คือโหมด ”Explore” ซึ่งมีช่องแสดงคลิปแบ่งตามอีเว้นท์ ให้ผู้ชมเจอคลิปจากงานอีเว้นท์ต่างๆง่ายขึ้น เช่น คอนเสิร์ต, งานกีฬา ฯลฯ  โดย  Instagram จะช่วยคัดอีเว้นท์ตามความสนใจของแต่ละคนต่างๆกันไปด้วย

ส่วนของ “Explore”  นี้จะยังใช้งานได้เฉพาะในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น  แต่อีกหลายประเทศทั่วโลกก็จะทยอยใช้ได้ต่อไป

ทีมงานไอจีหวังว่าจากนี้วัยรุ่นแฟน Snapchat จะหันมาสนุกสนานแบบนั้นบน ไอจีในโหมด “Stories” บ้าง  และอีกส่วนหนึ่งก็หวังว่าผู้จัดงานอีเวนต์จะมาใช้โหมด “Stories” ได้เหมือนกัน เพื่อเรียงร้อยรูปมากมายเข้าเป็นเรื่องเดียวกัน 

และทีมงานไอจีก็หวังว่าผู้เข้าร่วมงานหรือนักข่าวจะมาใช้ “Explore”  ในการติดตามงานกิจกรรมหรือเหตุการณ์สดต่างๆ  (จากเดิมที่ Twitter ค่อนข้างฮิตในด้านนี้) ด้วย .. ซึ่งจะแย่งมาได้แค่ไหนนั้น … ต้องติดตามกันต่อไป

Source

Source

แปลและเรียบเรียงโดย: Somkid Anektaweepon