HomeBrand Move !!ถอดรหัส GrabX 2026 เมื่อ AI ไม่ใช่ของหรู แต่คือหัวเจาะทลายกำแพงความเหลื่อมล้ำ

ถอดรหัส GrabX 2026 เมื่อ AI ไม่ใช่ของหรู แต่คือหัวเจาะทลายกำแพงความเหลื่อมล้ำ

แชร์ :

Anthony Tan ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Grab

ในวันที่ AI ถูกยกให้เป็นหัวใจของโลกอนาคต สิ่งที่น่าจับตาอาจไม่ใช่แค่ความสามารถอันน่าทึ่งของมัน แต่คือใครที่มีโอกาสใช้ AI เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต? บนเวที GrabX 2026 ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย Grab เลือกเล่าเรื่อง AI ในมุมที่ต่างออกไป ไม่ใช่นำเสนอเทคโนโลยีสำหรับคนที่พร้อมที่สุด แต่คือเครื่องมือสำหรับคนที่จำเป็นต้องอยู่รอดและไปต่อมากที่สุด ตั้งแต่ร้านเล็ก ๆ ข้างทาง ไปจนถึงไรเดอร์ที่ต้องดิ้นรนกับรายได้ในแต่ละวัน เพราะเมื่อ AI ถูกออกแบบมาให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างแท้จริง จะกลายเป็นแรงผลักดันที่ช่วยลดช่องว่างของโอกาสอย่างเงียบ ๆ แต่เปลี่ยนเกมได้ทั้งระบบ

THINK THAILAND : NEXT LEVEL

Santos Or Jaune

AI-First with Heart เปลี่ยนเทคโนโลยี ให้เป็นความเท่าเทียม

คำว่า AI-first with heart ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรูบนเวทีของ Anthony Tan ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Grab เท่านั้น แต่คือการแก้โจทย์ Digital Divide (ช่องว่างทางดิจิทัล) ที่รุนแรงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปกติแล้ว AI มักถูกออกแบบมาเพื่อคนที่เก่งเทคโนโลยี (Tech-savvy) แต่ Grab กำลังทำสิ่งที่ตรงกันข้าม นั่นคือการออกแบบให้คนที่มีทักษะดิจิทัลเป็นศูนย์สามารถใช้ประโยชน์จากแอปฯ ได้ทันที

ลองนึกถึงภาพของคนเฒ่าคนแก่ที่อาจจะไม่รู้จักว่า ChatGPT คืออะไร แต่เมื่อเปิดแอป Grab แล้วจะเจอกับ Coach ที่โต้ตอบด้วยเสียงหรือภาษาที่เข้าใจง่าย คอยกระซิบข้างหูว่า “ตอนนี้แถวสถานีรถไฟคนเยอะมากนะ รีบไปตรงนั้นเถอะ” นี่คือการเปลี่ยน AI จากสิ่งที่น่ากลัวให้กลายเป็นเพื่อนคู่ใจที่ช่วยให้ทำมาค้าขายคล่องขึ้น

Anthony Tan กล่าวว่า “ในงาน GrabX เมื่อปีที่ผ่านมา ผมได้แนะนำให้ทุกท่านรู้จักกับ Mike ผู้ช่วย AI สำหรับร้านค้าของเรา และเมื่อสักครู่นี้ ท่านก็ได้พบกับอีกหนึ่งสมาชิกในครอบครัวของเราแล้ว นั่นคือ ผู้ช่วย AI สำหรับคนขับ”

“Coach คือเพื่อนคู่คิดอัจฉริยะสำหรับคนขับของเรา อย่างที่ทุกท่านได้เห็นในวิดีโอ Coach จะช่วยแนะนำเส้นทางสู่รายได้ที่ดีขึ้น พร้อมจัดการงานต่าง ๆ แทน เพื่อให้คนขับสามารถโฟกัสกับการขับขี่ได้อย่างเต็มที่ และเช่นเดียวกับ Mike ผู้ช่วย AI สำหรับร้านค้า Coach ถือกำเนิดขึ้นจากปรัชญา AI-First with Heart ของเรา นั่นคือ การนำเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุดมาวางไว้ในมือของผู้คนจริง ๆ ที่กำลังเผชิญกับปัญหาจริง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาของสังคมอย่างแท้จริง โดยเราได้ร่วมมือกับ OpenAI ในการพัฒนา Coach และในวันนี้ มีคนขับมากกว่า 500,000 คนแล้วที่มีผู้ช่วยคู่ใจอยู่ข้างกาย และเรากำลังจะขยายสิ่งนี้ไปสู่ผู้คนอีกนับล้าน”

“ผมเริ่มต้น GrabX ด้วยการเปิดตัว Coach เพราะเรามีความเชื่ออย่างลึกซึ้งว่า ประโยชน์ของ AI ไม่ควรถูกจำกัดไว้เฉพาะคนที่ใช้เป็น หรือคนที่มีเงินพอจะเข้าถึงมันเท่านั้น ความเชื่อนี้ยิ่งทวีความสำคัญและเร่งด่วนมากขึ้น เพราะเรากำลังอยู่ในโลกที่มนุษย์ที่ไม่ปรับตัวรับ AI
มีแนวโน้มสูงที่จะถูกแทนที่ นี่ไม่ใช่อนาคตแบบดิสโทเปีย แต่มันคือความจริงที่เราต้องเผชิญในวันนี้ หากสิ่งนี้ฟังดูน่ากลัว และมันก็น่ากลัวสำหรับผมเช่นกัน ลองนึกภาพแม่ค้าข้าวต้มไก่ในเมืองเซอมารัง หรือลองนึกภาพแม่เลี้ยงเดี่ยววัย 58 ปี ที่ขับรถอยู่ในฮานอย ผู้คนธรรมดาที่ต้องดิ้นรนกับความซับซ้อนของชีวิตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในการแข่งขันสู่โลกที่ขับเคลื่อนด้วย AI นี้ พวกเขาจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังหรือไม่? และสำหรับ Grab เราเชื่อว่า คำตอบคือไม่เท่านั้น! เรามองว่าทุกคน ไม่ว่ามีทักษะทางเทคนิคจะมากน้อยเพียงใด ควรมีโอกาสกระโดดขึ้นคลื่น AI นี้ได้ ไม่ใช่ถูกซัดกลืนหายไป และเราตั้งใจจะช่วยผู้คนให้ได้มากที่สุด”

แม้ Grab อาจจะต้องแบกรับภาระต้นทุน AI ที่มหาศาลไว้เองเพื่อให้พาร์ทเนอร์ใช้งานฟรี ในเชิงธุรกิจนี่คือการสร้าง Platform Loyalty
ที่แข็งแกร่งที่สุด เพราะถ้าพาร์ทเนอร์อยู่รอดและรวยขึ้นด้วยเครื่องมือนี้ พวกเขาก็จะไม่มีวันทิ้ง Grab ไปไหน

บริการที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งภายใต้แนวคิดนี้คือ Grab AI Assistant เลขาส่วนตัวในรูปแบบแชตบอตที่ช่วยเปลี่ยนเรื่องยุ่งยากอย่างการวางแผนงานเลี้ยงให้เป็นเรื่องง่าย เพียงระบุจำนวนคนหรือข้อจำกัดด้านอาหาร เช่น ต้องการร้านอาหารจัดเลี้ยงนานาชาติ สำหรับ 20 ที่ มีเมนูเด่นสำหรับคนไม่กินเนื้อวัว ไม่กินเนื้อแกะ ระบบจะช่วยแนะนำร้านและจองให้เสร็จสรรพ โดยเตรียมขยายบริการมายังไทยภายในสิ้นปี 2569

นอกจากนี้ Grab Shopping Agent ยังทำให้เราลืมภาพการต้องมานั่งพิมพ์ชื่อสินค้าทีละอย่างในช่องค้นหาไปได้เลย เพราะนี่คือผู้ช่วยส่วนตัวที่ทำให้การซื้อของเข้าบ้านง่ายเหมือนมีคนมาช่วยหยิบของให้จริง ๆ โดยจุดเด่นที่น่าประทับใจคือความสามารถในการอ่านลายมือ
ไม่ว่าจะจดลิสต์ของสดหรือของใช้ทิ้งไว้บนกระดาษโน้ตยับ ๆ หรือแปะไว้บนหน้าตู้เย็น เพียงแค่หยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปโพสต์อิทหรือกระดาษแผ่นนั้นส่งเข้าไปในแอป ระบบ AI จะสแกนตัวอักษรลายมือแล้วเปลี่ยนเป็นรายการสินค้าในตะกร้าให้โดยอัตโนมัติ

นอกจากจะอ่านลายมือได้แล้ว หากเดินไปที่ห้องครัวแล้วเห็นว่าน้ำยาซักผ้ากำลังจะหมด เพียงแค่ถ่ายรูปขวดสินค้าจริงส่งไป หรือถ้ากำลังยุ่งจนพิมพ์ไม่ไหว ก็แค่ส่งข้อความเสียงบอกรายการที่ต้องการ AI จะรับหน้าที่ไปท่องโลกดิจิทัลเพื่อค้นหาสินค้าจากร้านค้าต่าง ๆ ที่ครอบคลุมที่สุดมาให้เอง โดยระบบจะช่วยเปรียบเทียบและเลือกของลงตะกร้าเตรียมไว้ให้เสร็จสรรพ และหากของชิ้นไหนในร้านที่คุณเลือกเกิดหมดกระทันหัน AI ตัวนี้จะทำหน้าที่เสนอสินค้าทดแทนที่ใกล้เคียงที่สุดให้ตัดสินใจทันที ช่วยให้ได้ของครบตามลิสต์โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินหาเองให้เหนื่อย ซึ่งตอนนี้คนไทยเราสามารถเริ่มใช้งานผู้ช่วยจอมขยันคนนี้ได้แล้วบนแอป Grab

“คำมั่นสัญญาที่เราเลือกเดินในเส้นทาง AI-first with Heart ไม่เคยมีความหมายชัดเจนเท่าวันนี้ ไม่ใช่แค่การนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาใช้
แต่คือความตั้งใจที่จะค้นหาและคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดในโลก เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของทั้งผู้ใช้และพาร์ทเนอร์ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ยังไม่เคยเข้าถึงโอกาสเหล่านั้น นี่คือคำมั่นว่าเราจะกล้าสร้างนวัตกรรมอย่างไม่หยุดนิ่ง ขณะเดียวกันก็จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เราจะมองเห็นคุณค่าของคนส่วนใหญ่ที่มักถูกมองข้าม เพราะเราเชื่อว่า ในพื้นที่ที่คนอื่นไม่ทันสังเกตนั้นเอง คือจุดที่โอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดกำลังรอการถูกค้นพบ”

Intelligence Layerโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะที่สัมผัสโลกกายภาพได้

Anthony Tan บอกว่า “ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราได้สร้างสิ่งที่เรียกว่า Intelligence Layer ชั้นอัจฉริยะที่ทำงานอยู่เบื้องหลังทุกฟีเจอร์และนวัตกรรมในแอปฯ ของเรา มันคือโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลจริงแบบเรียลไทม์ ทำให้เราสามารถมองเห็นและเข้าใจโลกได้ลึกซึ้งแบบที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน ทำให้เราสามารถเฝ้าดูทุกการเดินทางแบบเรียลไทม์ ตรวจจับเส้นทาง ความเร็ว และความเสี่ยง เพื่อป้องกันเหตุอันตรายก่อนที่จะเกิดขึ้น รวมถึงช่วยให้เราสามารถปล่อยสินเชื่ออย่างปลอดภัย และมีความรับผิดชอบให้กับผู้ที่เคยไม่มีทางเลือก นอกจากการกู้เงินที่ไม่ผ่านสถาบันการเงินแล้ว ยังช่วยจัดสรรออเดอร์อย่างชาญฉลาด โดยคำนึงถึงสภาพร้านค้า สภาพอากาศ และสภาพถนน เพื่อให้พาร์ทเนอร์มีรายได้เพิ่มขึ้น ขณะที่อาหารยังคงส่งถึงมือลูกค้าแบบร้อน ๆ และสดใหม่ เราได้นำ Intelligence Layer นี้ ไปอยู่ในมือของพาร์ทเนอร์ในรูปแบบที่แทบไม่รู้สึกว่าเป็น AI”

 

“สิ่งที่คุณเห็นไม่ใช่แค่ Artificial Intelligence แต่คือเพื่อนคู่คิดอัจฉริยะ และเรามอบสิ่งนี้ให้ฟรี เรารับภาระต้นทุนทั้งหมดของ AI เพราะเรารู้ว่า AI ที่ดีนั้นไม่ถูก แต่ก็ไม่ควรเป็นของหรูสำหรับคนบางกลุ่มเท่านั้น และเรายังไม่หยุดอยู่แค่โลกดิจิทัล ก้าวต่อไปของเรา คือการนำ Intelligence Layer นี้เข้าสู่โลกจริง ผ่านฮาร์ดแวร์ เช่น รถยนต์ไร้คนขับ กล้อง CCTV และในไม่ช้า…หุ่นยนต์”

หัวใจของเรื่องนี้คือการที่ Grab ไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่แอปฯบนมือถืออีกต่อไป แต่กำลังจะก้าวเข้าไปเป็นระบบปฏิบัติการของเมือง (City OS) การสร้าง Intelligence Layer จึงเป็นการนำข้อมูลมหาศาลมาวางซ้อนทับบนโลกจริง เพื่อให้แอปฯ มองเห็นและคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ล่วงหน้า ทำให้เกิดการเฝ้าดูแบบเรียลไทม์ AI ไม่ได้แค่จับจ้องว่ารถอยู่ที่ไหน แต่รู้ลึกไปถึงความเร็ว และพฤติกรรมการขับขี่ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุก่อนจะเกิดขึ้น

ขณะเดียวกันการใช้ AI มาวิเคราะห์การรับงานเพื่อปล่อยสินเชื่อแทนที่จะดูแค่สเตทเมนต์ธนาคาร (ซึ่งพาร์ทเนอร์ส่วนใหญ่ไม่มี) นี่คือการทลายกำแพงหนี้นอกระบบด้วยข้อมูล และด้วยฐานข้อมูลมหาศาลของผู้ใช้ Grab ก็ได้ถูกนำไปต่อยอดเป็นบริการ Cash Loan สำหรับผู้ใช้ Grab ภายใต้แนวคิดเดียวกัน พร้อมทราบผลอนุมัติในไม่กี่วินาที โดยจะเปิดตัวในไทยช่วงกลางปี 2569

นับเป็นการเปลี่ยนข้อมูลให้กลายเป็นเครดิตที่จับต้องได้อย่างชาญฉลาด ด้าน GrabMaps สำหรับบุคคลทั่วไป อีกหนึ่งเทคโนโลยีล้ำ ๆ
ที่เปิดตัวในงานนี้ ก็เป็นมากกว่าแผนที่ด้วยฟีเจอร์ Journey Planner ที่เชื่อมต่อกับปฏิทินเพื่อคาดการณ์จุดหมายอัตโนมัติ เมื่อเราอนุญาตให้ Grab เข้าถึงปฏิทิน ไม่ว่าจะเป็น Google Calendar หรือ Outlook ระบบไม่ได้หยุดอยู่แค่การดูว่าเรามีนัดอะไร แต่จะอ่านรายละเอียดเชิงลึกทั้งเวลาและสถานที่ของนัดหมายโดยอัตโนมัติ เช่น หากเราบันทึกไว้ว่า “14:00 น. ประชุมกับลูกค้าที่ EmQuartier” ระบบ AI จะตีความข้อความนี้ พร้อมระบุพิกัดของสถานที่ไว้ล่วงหน้าได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติม

เท่านั้นยังไม่พอ เพราะมันสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าก่อนถึงเวลานัดหมายจริง เช่นประมาณ 13:15 น. GrabMaps จะเริ่มทำงานร่วมกับข้อมูลจราจรแบบเรียลไทม์เพื่อประเมินสถานการณ์และแจ้งเตือนอย่างแม่นยำ แอปฯ อาจแจ้งขึ้นมาว่า “ถึงเวลาต้องออกไปประชุมแล้ว สภาพจราจรตอนนี้ใช้เวลาเดินทางประมาณ 40 นาที จะเรียก Grab เลยไหม?” และเมื่อเปิดแอปฯ จุดหมายปลายทางก็จะถูกตั้งค่าไว้เรียบร้อยแล้ว ลดขั้นตอนการค้นหาเหลือเพียงการกดปุ่มเดียวก็ออกเดินทางได้ทันที

ในขณะเดียวกัน ระบบยังช่วยให้เราตัดสินใจได้ดีขึ้นด้วยการเปรียบเทียบทางเลือกระหว่างการเรียก Grab กับการขับรถส่วนตัวแบบเรียลไทม์ ไม่ใช่แค่เรื่องเวลาเดินทางแต่รวมไปถึงข้อมูลสำคัญอย่างสถานะที่จอดรถในพื้นที่ปลายทาง จุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า และตารางการเดินรถสาธารณะ ทั้งหมดถูกรวมไว้ในที่เดียว ทำให้เห็นภาพครบว่าแต่ละทางเลือกคุ้มค่าแค่ไหนในสถานการณ์นั้นจริง ๆ

แต่ประสบการณ์การนำทางไม่ได้จบแค่หน้าห้างหรือหน้าอาคาร เพราะเมื่อไปถึงจุดหมาย GrabMaps จะต่อยอดสู่การนำทางภายในอาคาร
(Indoor Navigation) แบบอัตโนมัติ พาดินต่อจากจุดลงรถหรือที่จอดรถ ผ่านเส้นทางต่าง ๆ ไปยังร้านค้า ห้องประชุม หรือแม้แต่ประตูทางออกที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ ลงลึกถึงขั้นบอกเราได้ว่าควรขึ้นบันไดเลื่อนตัวไหน หรือเดินไปอีกกี่เมตรถึงจะถึงจุดหมาย ลดโอกาสเสียเวลาจากการหลงทางในพื้นที่ขนาดใหญ่และซับซ้อนได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ Grab ยังเพิ่มมิติของความเป็นส่วนตัวและประสบการณ์เข้าไปในแผนที่ ด้วยฟีเจอร์ Custom Voice ที่เปิดให้ผู้ใช้สามารถจำลองเสียงของตัวเองหรือคนในครอบครัวมาเป็นเสียงนำทาง เปลี่ยนการเดินทางธรรมดาให้กลายเป็นประสบการณ์ที่มีความหมายและมีอา
รมณ์ร่วมมากขึ้น ทำให้ทุกเส้นทางไม่ได้เป็นแค่การไปให้ถึง แต่เป็นการเดินทางที่รู้สึกดีตั้งแต่ต้นจนจบอย่างแท้จริง

Anthony Tan กล่าวอีกว่า “ที่ผ่านมา เทคโนโลยีของเราถูกจำกัดอยู่หลังหน้าจอ แต่พาร์ทเนอร์ของเราใช้ชีวิตอยู่ในโลกจริง ที่ต้องหาร้านอาหารในห้างขนาดใหญ่ หรือความวุ่นวายในช่วงมื้อกลางวัน วันนี้ เรากำลังเปลี่ยนสิ่งนั้น ด้วยการทำให้ซอฟต์แวร์มีตาและมีมือ
ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ที่ทำงานร่วมกับคน หรือกล้องที่ตรวจสอบสุขอนามัยในการปรุงอาหาร”

“เรากำลังนำ AI ลงสู่โลกกายภาพเพื่อแก้ปัญหาที่ซอฟต์แวร์เพียงอย่างเดียวแก้ไม่ได้ Carrie หุ่นยนต์ AI ตัวแรกของเรา ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อแทนที่ไรเดอร์ แต่เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยคอยแบ่งเบาภาระ เพราะไรเดอร์สูญเสียเวลาประมาณ 10% ไปกับการหาร้านในห้าง
หรือรอลูกค้าลงมารับของ หากหุ่นยนต์ตัวนี้ช่วยจัดการปัญหานี้ ไรเดอร์ก็สามารถไปรับงานถัดไปได้เร็วขึ้น ซึ่งหมายถึงโอกาสในการทำรายได้มากขึ้นนั่นเอง นี่คือก้าวต่อไป ที่เราจะช่วยให้พาร์ทเนอร์ของเรา ไม่ใช่แค่อยู่รอด แต่เติบโตในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”

AI ต้องอึด ทน และเข้าถึงได้แม้ในจุดที่เน็ตดับ

ในยุคที่ AI ถูกพูดถึงในฐานะพลังขับเคลื่อนโลกใหม่ คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ “เทคโนโลยีล้ำสมัยแค่ไหน” แต่คือ “มันใช้งานได้จริงแค่ไหน?” โดยเฉพาะในบริบทของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สภาพแวดล้อมไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อความสมบูรณ์แบบ หากแต่เต็มไปด้วยความซับซ้อน ความร้อน ความชื้น และข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ท้าทายมากมาย

แก่นของการพัฒนาเทคโนโลยีจึงไม่ได้อยู่ที่ความหวือหวา หากแต่อยู่ที่ความทนทานและการใช้งานได้จริง ฮาร์ดแวร์และระบบ AI ของ Grab
จึงถูกออกแบบโดยตั้งต้นจากโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ใช่ห้องทดลองหรือห้องประชุมที่ควบคุมอุณหภูมิได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่เป็นพื้นที่หน้างาน ร้านอาหารขนาดเล็ก ห้างสรรพสินค้าที่แออัด หรือท้องถนนที่คาดเดาไม่ได้

ความสามารถในการทำงานได้ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้คือมาตรวัดคุณค่าที่แท้จริงของเทคโนโลยี จุดนี้คือหมัดเด็ดที่แสดงให้เห็นว่า Grab
เข้าใจอินไซต์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างแท้จริง แทนที่จะส่งข้อมูลทุกอย่างขึ้น Cloud แต่ Grab ใช้แนวคิด AI Computer Vision มาใช้ โดยการนำสมองของ AI มาไว้ที่อุปกรณ์หน้างาน ร้านอาหารเล็ก ๆ ในตรอกแคบ ๆ ที่สัญญาณ 5G เข้าไม่ถึง สามารถติดตั้ง AI Box ที่ต่อกับกล้อง CCTV เดิมที่แต่ละร้านมีอยู่แล้ว

กล่องนี้จะทำหน้าที่เป็นสายสืบตัวยงหรือ Virtual Store Managerที่สามารถประมวลผลในตัวมันเองทันทีเพื่อแจ้งให้เจ้าของร้านทราบแบบเรียลไทม์ว่า พนักงานล้างมือหรือยัง? ใส่หน้ากากอนามัยไหม? หมวกคลุมผมและผ้ากันเปื้อนล่ะ? อาหารทำเสร็จพร้อมส่งหรือยัง? โดยไม่ต้องรอโหลดเน็ตให้ยุ่งยาก ซึ่งการเลือกใช้ชิปประมวลผลระดับเดียวกับสมาร์ตโฟนมาทำอุปกรณ์เหล่านี้ช่วยให้ต้นทุนต่ำลงจนร้านค้ารายย่อยเข้าถึงได้ นี่คือการทำ Massive Scale Integration ที่คู่แข่งจากฝั่งตะวันตกอาจคาดไม่ถึง

นอกจากนี้ ในโลกของการทำธุรกิจอาหาร Pain Point ใหญ่ที่สุดที่ร้านค้ามักเจอคือ ความโกลาหลระหว่างหน้าร้านกับในครัว โดยเฉพาะในจังหวะที่ออเดอร์ถาโถมเข้ามาจนพนักงานจัดลำดับไม่ถูก หรือปัญหาการสื่อสารที่ผิดพลาดจนทำให้ไรเดอร์ต้องรอนาน Grab จึงได้ส่ง
Cloud Printer หรือเครื่องพิมพ์ใบคำสั่งซื้ออัจฉริยะเข้ามาเป็นตัวช่วยสำคัญเพื่อปิดรอยรั่วนี้

ความฉลาดของ Cloud Printer คือการเปลี่ยนระบบดิจิทัลให้กลายเป็นแผ่นกระดาษที่จับต้องได้ทันที โดยทุกคำสั่งซื้อที่ส่งผ่านแอปฯ จะถูกพิมพ์ออกมาที่หน้าเตาโดยอัตโนมัติ ช่วยลดขั้นตอนการเดินไปมาเพื่อส่งต่อออเดอร์ และเมื่ออาหารปรุงเสร็จเรียบร้อย พนักงานในครัวเพียงแค่สแกน QR Code บนใบสั่งซื้อนั้น ระบบจะทำการแจ้งเตือนไปยังไรเดอร์ให้เข้ามารับของได้ทันที ช่วยลดการยืนออกันหน้าห้างและทำให้ไรเดอร์บริหารเวลาได้ดีขึ้น

นอกจากนี้ เครื่องพิมพ์อัจฉริยะยังทำหน้าที่เป็นผู้จัดการร้านเสมือนที่คอยสอดส่องสถานะของร้าน หากพบว่าร้านค้าไม่มีความเคลื่อนไหวหรือไม่มีการกดรับออเดอร์ในช่วงเวลาที่กำหนด ระบบจะทำการกดปิดร้านชั่วคราวในแอปพลิเคชันให้โดยอัตโนมัติ ช่วยให้เจ้าของร้านหมดกังวลเรื่องคำสั่งซื้อตกค้างหรือการถูกหักคะแนนร้านค้าเมื่อลืมปิดระบบในช่วงที่ร้านยุ่งจัดหรือปิดร้านไปแล้ว ซึ่งถือเป็นการนำเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาหลังบ้านให้ร้านค้ารายย่อยทำธุรกิจได้ลื่นไหลแบบมืออาชีพมากขึ้น

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่น่าสนใจคือการเปลี่ยนสมาร์ทโฟนในมือให้กลายเป็นเครื่องรับชำระเงินเคลื่อนที่ ผ่านฟีเจอร์ Tap to Pay บนแอปพลิเคชัน
GrabMerchant ร้านค้าไม่ต้องแบกรับต้นทุนหรือดูแลเครื่องรูดบัตร (EDC) แบบเดิม ๆ อีกต่อไป รองรับทั้งการแตะบัตรเครดิต บัตรเดบิต หรือจะสแกน QR Code ก็ทำได้จบในเครื่องเดียว สะดวกทั้งคนขาย สบายทั้งลูกค้า เรียกได้ว่าเป็นการนำเทคโนโลยีมาอุดช่องว่างให้เจ้าของร้านทำงานได้ง่ายขึ้น ลดขั้นตอนที่ซับซ้อน และที่สำคัญคือลดความผิดพลาด

เมื่อเทคโนโลยีพิสูจน์ตัวเองแล้วว่าสามารถอยู่รอดในโลกจริงได้ คำถามต่อมาคือแล้วจะสร้างมูลค่าได้อย่างไร และยั่งยืนแค่ไหน? คำตอบนั้นเรียบง่ายแต่ทรงพลัง เมื่อบริการเข้าถึงได้มากขึ้นในราคาที่เหมาะสม ขณะเดียวกันร้านค้าและไรเดอร์ทำงานได้มีประสิทธิภาพขึ้น ต้นทุนต่อธุรกรรมก็จะลดลงโดยธรรมชาติ

สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือการใช้งานที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และวงจรนี้เองที่กลายเป็นแรงขับเคลื่อนให้ธุรกิจเติบโต ในบริบทนี้ AI จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมืออำนวยความสะดวกอีกต่อไป แต่กำลังยกระดับตัวเองขึ้นเป็นโครงสร้างพื้นฐานของทั้งระบบ ตั้งแต่การจับคู่ดีมานด์กับซัพพลาย การคาดการณ์พฤติกรรมผู้ใช้ ไปจนถึงการจัดสรรทรัพยากรอย่างแม่นยำ ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ใช่แค่ความเร็วหรือความฉลาดที่เพิ่มขึ้น
แต่คือความสามารถในการเปลี่ยนประสิทธิภาพเหล่านั้นให้กลายเป็นรายได้และกำไรที่เกิดขึ้นจริงในโลกธุรกิจ

จาก Transactional App สู่ Everyday Intelligent Guide

ชัดเจนเป็นอย่างยิ่งว่า Grab ต้องการเปลี่ยนบทบาทจากเครื่องมืออำนวยความสะดวก มาเป็นที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญและช่ำชองในทุกมิติของไลฟ์สไตล์ โดยมุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์แบบ Personalised Travel Experience ที่เข้าถึงใจผู้ใช้งานก่อนที่จะเอ่ยปากขอ เช่น เมื่อคุณเดินทางถึงสนามบิน แอปฯ จะแจ้งเตือนทันทีว่าเที่ยวบินของคุณถึงแล้ว กระเป๋าอยู่ที่สายพานหมายเลข 4 และรถที่คุณจองไว้จอดรออยู่ที่ประตู 3

หรือแม้แต่การเดินทางในชีวิตประจำวันอย่างฟีเจอร์ Group Rides ที่ใช้ AI คำนวณเส้นทางให้เพื่อนร่วมทางแชร์รถกันได้ในราคาที่ประหยัดขึ้นโดยจ่ายตามสัดส่วนระยะทางของแต่ละคน ความฉลาดนี้ยังขยายขอบเขตไปถึงการพักผ่อนผ่าน GrabStays ที่จับมือกับ Nuitee เพื่อมอบดีลโรงแรมแบบนาทีสุดท้ายในราคาพิเศษ พร้อมระบบจองที่ง่ายเพียงปลายนิ้วเพราะเชื่อมโยงข้อมูลการชำระเงินไว้ครบถ้วน

ขณะที่สายกินก็มี Discover by Grab คอยทำหน้าที่เป็นคัมภีร์อาหารส่วนตัวที่ใช้ AI เรียนรู้รสนิยมของผู้ใช้งานเพื่อคัดสรรร้านที่ตรงใจมาให้อ่านรีวิว เซฟเก็บไว้ หรือจะกดสั่งเดลิเวอรีและเรียกพ่วงรถไปกินที่ร้านก็ทำได้ทันที

นอกจากนี้การเดินทางข้ามประเทศยังลื่นไหลด้วย GrabPay for Travel ที่สามารถสแกนจ่ายผ่าน QR Code ทั่วภูมิภาคได้โดยตรงจากบัตรที่ผูกไว้ ไม่ต้องวุ่นวายกับการแลกเงินหรือดาวน์โหลดแอปฯ ใหม่แต่อย่างใด นี่คือการสร้างระบบนิเวศที่ทรงพลัง เมื่อ Grab เข้าใจไลฟ์สไตล์คุณในทุกมิติ

ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง การกิน หรือการเงิน แอปฯ จะกลายเป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่ขาดไม่ได้ ซึ่งความผูกพันนี้เองจะนำไปสู่รายได้ในระยะยาวผ่านโมเดล Subscription หรือบริการเสริมอื่น ๆ โดยที่ Grab แทบไม่ต้องใช้เม็ดเงินโฆษณา แต่ขับเคลื่อนด้วยความไว้วางใจและความสะดวกสบายที่ไร้รอยต่ออย่างแท้จริง

“ตลอด 14 ปีที่ผ่านมา คุณรู้จัก Grab ในฐานะแอปฯ ที่พาคุณจากจุด A ไปจุด B หรือส่งอาหารร้อน ๆ ถึงหน้าบ้าน แต่วันนี้ Grab กำลังก้าวไปไกลกว่านั้น เรากำลังเปลี่ยนจากแพลตฟอร์มธุรกรรม สู่การเป็น Everyday Intelligent Guide ผู้ช่วยอัจฉริยะในชีวิตประจำวันของคุณ
ฟีเจอร์ใหม่ ๆ ที่กำลังจะเปิดตัว ถูกสร้างบน Intelligence Layer ที่เข้าใจโลกจริงและสามารถคาดการณ์ได้ ทำให้ชีวิตของคุณ ฉลาดขึ้น
ลื่นไหลขึ้น และไร้รอยต่อยิ่งขึ้น”

“จริงอยู่ที่ทุกการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี ล้วนมีทั้งผู้ชนะและผู้แพ้ แต่สำหรับการปฏิวัติ AI ครั้งนี้ แม้บทสรุปจะยังไม่ถูกเขียน และเราเลือกที่จะใช้เทคโนโลยีเพื่อเชื่อมช่องว่างไม่ใช่ขยายมัน เพื่อพาผู้คนจากจุดที่เขาอยู่ไปสู่จุดที่เขาอยากเป็นให้ได้” Anthony Ton กล่าวปิดท้ายก่อนลงจากเวที

Grab กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า AI ที่ชนะใจคน คือ AI ที่พร้อมจะเปื้อนฝุ่นไปพร้อมกับคนขับรถ และเหงื่อไหลไคลย้อยไปพร้อมกับพ่อค้าแม่ขาย
การวางตัวเองเป็นสะพานเชื่อมช่องว่างทางเทคโนโลยีไม่เพียงแต่สร้างภาพลักษณ์ที่ดี แต่ยังเป็นการสร้างรากฐานธุรกิจที่คู่แข่งจะเลียนแบบได้ยาก เพราะถูกสร้างขึ้นจากอินไซต์ของโลกจริงที่ไม่ได้อยู่แค่ในห้องแล็บ

เหตุผลที่ GrabX 2026 เลือกปักหมุดจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ที่ จาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย นั้น มีนัยสำคัญเชิงกลยุทธ์ที่คมและลึกยิ่งกว่าแค่การเปลี่ยนสถานที่ เพราะนี่คือการส่งสัญญาณครั้งสำคัญไปยังตลาดโลกและคู่แข่ง โดยสามารถถอดรหัสออกมาได้ 4 ประเด็นหลัก ดังนี้

1. ตลาดอินโดนีเซียคือสนามรบจริงที่ใหญ่ที่สุด อินโดนีเซียไม่ใช่แค่ หนึ่งในตลาดแต่คือหัวใจของเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคนี้ ด้วยประชากรกว่า 270 ล้านคน และสัดส่วนการดำเนินงานของ Grab ที่อยู่ในอินโดนีเซียสูงถึง 40% การจัดงานที่จาการ์ตาคือการยอมรับว่าโจทย์ที่ยากที่สุดอยู่ที่นี่

หากเทคโนโลยี AI ของ Grab สามารถแก้ปัญหาการจราจรที่จาการ์ตาหรือช่วยแม่ค้าข้าวต้มในเซอมารังได้ ก็สามารถ scale upไ ปใช้ได้ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาจจะทั่วโลกด้วยซ้ำไป งานนี้จึงเป็นการประกาศว่า Grab คือผู้นำตัวจริงในสมรภูมิที่ใหญ่ที่สุดของอาเซียน

2. การประกาศศักดาเหนือคู่แข่งเจ้าถิ่น

อินโดนีเซียคือบ้านเกิดของคู่แข่งสำคัญอย่าง Gojek การที่ Grab เลือกมาจัดงานนวัตกรรมที่ใหญ่ที่สุดของปีใจกลางจาการ์ตา เปรียบเสมือนการเดินเข้าสู่ถิ่นของคู่แข่งเพื่อแสดงให้เห็นว่า Grab เข้าใจอินไซต์คนอินโดนีเซียไม่แพ้ใคร ทั้งยังป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ว่า Grab ไม่ใช่บริษัทต่างชาติแต่เป็นผู้เล่นที่จริงใจ พร้อมจะลงทุนและเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย โดยเฉพาะในช่วงที่มีกระแสข่าวการควบรวมกิจการหรือการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดนี้

3. สนามทดสอบนวัตกรรมในโลกจริง (Real-World Sandbox)

Anthony Tan ย้ำเสมอว่า AI ของ Grab ต้องเป็น AI เปื้อนฝุ่น ที่ทำงานได้ท่ามกลางความร้อน ความชื้น และความวุ่นวาย จาการ์ตาคือมหานครที่มีความซับซ้อนสูง ทั้งตรอกซอกซอย ห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ติดอันดับโลก และการจราจรที่คาดเดาไม่ได้ การโชว์หุ่นยนต์เอไอ Carri หรือระบบ Edge Computing ที่นี่ จึงเป็นการพิสูจน์ประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ในสภาพแวดล้อมที่โหดที่สุด เพื่อสร้างความมั่นใจว่านวัตกรรมเหล่านี้ ใช้งานได้จริง ไม่ใช่แค่ในห้องแล็บที่สิงคโปร์

4. การตอบรับนโยบายเศรษฐกิจระดับชาติ

รัฐบาลอินโดนีเซียกำลังผลักดันให้อินโดนีเซียเป็น AI Hub ของภูมิภาคโดยมีเป้าหมายสร้างบุคลากรด้าน AI กว่า 15,000 คน การจัดงาน GrabX 2026 ที่นี่จึงเป็นการขานรับนโยบายรัฐบาล เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น กับคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานกำกับดูแล ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกบริการใหม่ ๆ โดยเฉพาะด้านการเงิน (Fintech) และยานยนต์ไร้คนขับที่ต้องอาศัยข้อกฎหมายที่เอื้ออำนวย

ดังนั้น การเลือกจาการ์ตาเป็นเจ้าภาพจัดงาน GrabX 2026 คือการบอกว่า Grab ไม่ได้ออกแบบเทคโนโลยีมาเพื่อโลกที่สมบูรณ์แบบในอุดมคติ แต่สร้างมาเพื่อโอบรับและแก้ปัญหาสารพันในโลกจริงที่เต็มไปด้วยข้อจำกัด และไม่มีที่ไหนจะเป็นบทพิสูจน์ได้ชัดเจนไปกว่าจาการ์ตาเมืองหลวงของอินโดนีเซียดินแดนที่สะท้อนให้เห็นว่า AI ของ Grab ไม่ใช่ของหรูหราสำหรับคนบางกลุ่ม แต่คือพลังที่ส่งไปถึงมือคนส่วนใหญ่ที่โลกเคยมองไม่เห็นเพื่อยกระดับชีวิตของพวกเขาให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างแท้จริง


แชร์ :

You may also like