หากย้อนกลับไปในอดีต การที่ลูกโตแล้วแต่ยังอาศัยอยู่กับพ่อแม่อาจถูกมองว่า “ยังไปไม่ถึงฝั่งฝัน” ของการเป็นผู้ใหญ่ในสังคมตะวันตก แต่ในปี 2026 ความเชื่อนั้นอาจใช้ไม่ได้อีกต่อไป เมื่อข้อมูลล่าสุดชี้ว่า ชาวอเมริกันวัย 25-34 ปี หรือ Gen Z เกือบ 1 ใน 5 ยังคงอาศัยอยู่กับพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ แม้ว่ามากกว่า 70% ของพวกเขาจะมีงานทำแล้วก็ตาม ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของสหรัฐฯ เลยทีเดียว
John Burns Research and Consulting ผู้รวบรวมข้อมูลดังกล่าวยังพบด้วยว่า หากเทียบกับปี 2016 คนรุ่นใหม่ (ในยุคนั้น) มีเพียง 16% ที่ยังอาศัยอยู่กับพ่อแม่ ไม่ได้แยกออกมาใช้ชีวิตตามลำพัง และหากย้อนไปถึงปี 2006 จะพบว่ามีเพียง 11% เท่านั้น
สิ่งที่นักวิจัยจาก John Burns Research and Consulting พบเพิ่มเติมก็คือ คนรุ่นใหม่ในปี 2026 ยังอยากมีบ้านของตนเอง แต่ติดปัญหาเรื่องความสามารถในการซื้อหามาครอบครอง เนื่องจากปัจจัยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงปี 2022 ตลอดจนการปรับตัวของราคาที่ดิน ราคาวัสดุก่อสร้าง ฯลฯ ส่งผลให้บริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอเมริกาต้องลดการสร้างบ้านราคาย่อมเยาลง และหันไปสร้างบ้านระดับบน เพื่อจับกลุ่มผู้ที่ยังมีกำลังซื้อแทน (ส่วนมากมักจะมีราคา 200,000 เหรียญสหรัฐขึ้นไป)
นอกจากนี้ หากมองหาการเช่าแทนการซื้อ ก็พบว่า ค่าเช่าก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน โดยข้อมูลจาก Zillow Data พบว่า ราคาค่าเช่าที่พักอาศัยในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น 30% ในช่วงปี 2020 – 2024
ขณะที่ข้อมูลจาก The Federal Reserve Bank of St. Louis ยังพบด้วยว่า 36% ของ Gen Z เป็นหนี้จากการกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา (เทียบกับคนรุ่น Millennials ที่เป็นหนี้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาเพียง 31%)
ทั้งหมดนี้ ส่งผลให้เงินในกระเป๋าของคนรุ่นใหม่ในยุคนี้อาจไม่เพียงพอที่จะมองหาบ้านเป็นของตนเอง และเลือกที่จะยังอยู่กับพ่อแม่มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การอาศัยอยู่กับพ่อแม่หลังเรียนจบและเริ่มทำงานแล้ว อาจไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเรื่องน่าอายหรือสัญลักษณ์ของความล้มเหลวในชีวิตเหมือนในอดีตอีกต่อไป เมื่อคนรุ่นใหม่จำนวนมากพบว่า เพื่อนร่วมงานหรือคนรอบตัวก็เลือกใช้ชีวิตในลักษณะเดียวกัน อีกทั้งทางเลือกดังกล่าวก็ช่วยให้เขาลดภาระค่าใช้จ่ายได้อย่างมีนัยสำคัญ และยังสามารถรักษาคุณภาพชีวิตที่ดีเอาไว้ได้
นักวิจัยของ John Burns Research and Consulting ระบุด้วยว่า คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยช่วยออกค่าใช้จ่ายภายในบ้านกับพ่อแม่ ซึ่งมักมีต้นทุนต่ำกว่าการเช่าหรือผ่อนบ้านของตนเอง อีกทั้งยังได้รับประโยชน์จากการมีคนช่วยดูแลเรื่องอาหาร การใช้ชีวิตประจำวัน และมีเวลาร่วมกับครอบครัวมากขึ้นด้วย (ในอีกทางหนึ่ง พ่อแม่ก็สามารถขอความช่วยเหลือด้านเทคโนโลยี ตลอดจนขอให้ลูกช่วยซื้อของเข้าบ้าน หรือไปเที่ยว – ทำกิจกรรมร่วมกันในวันหยุดได้มากกว่าที่เคยเป็นมา)
แม้จะมีข้อดีอยู่มาก แต่ปรากฏการณ์ที่คนรุ่นใหม่ราว 1 ใน 5 ยังคงเลือกอยู่บ้านกับครอบครัว อาจกำลังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมครั้งสำคัญของสหรัฐอเมริกา (ขณะที่ คนเอเชีย การอาศัยอยู่กับพ่อแม่หลังเรียนจบและเริ่มทำงานอาจเป็นเรื่องปกติที่พบเห็นได้ทั่วไป) เพราะการย้ายออกจากบ้านพ่อแม่ ซึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ของการเติบโตนั้น กำลังถูกนิยามใหม่ในยุคที่ค่าครองชีพ และราคาที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และคำถามที่น่าสนใจก็คือ เทรนด์ดังกล่าวเป็นเพียงผลกระทบชั่วคราวจากภาวะเศรษฐกิจ หรือเป็นสัญญาณว่า “American Dream” อาจถึงเวลาที่ต้องปรับเปลี่ยนให้ตอบโจทย์กับยุคสมัยมากกว่าเดิม (แถมเป็นการเปลี่ยนจนมีหน้าตาคล้ายกับสังคมเอเชียมากกว่าที่เคยเป็นมาเสียด้วย)





