
นกกระจาบกลับมาทำรังในพื้นที่ของ WHA Group
WHA Group เปิดความสำเร็จกลยุทธ์ ESG จัดการพลังงานหมุนเวียน การบริหารจัดการน้ำครบวงจร และการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ควบคู่ไปกับความคืบหน้าของโครงการปลูกป่านำร่องภายใต้ความร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเออีสเทิร์นซีบอร์ด 2 (WHA ESIE 2) ซึ่งเป็นนิคมฯ แห่งแรกของประเทศที่มีการพัฒนาระบบนิเวศทางธรรมชาติและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
คุณปจงวิช พงษ์ศิวาภัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAID กล่าวว่า “ภายใต้แนวคิดของคุณจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA Group ด้วย “ยุทธศาสตร์กรีนต้องกินได้” หมายถึงการทำให้ความยั่งยืนเป็นโอกาสทางธุรกิจที่สร้างทั้งผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันไปพร้อมกัน
WHA Group จึงได้ตั้งเป้าหมายภายใต้โมเดลธุรกิจสีเขียว ประกอบด้วย
- เพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนให้เป็น 1,222 เมกะวัตต์
- เพิ่มปริมาณการจัดการน้ำด้วยระบบ Reclamation Water เป็น 24.25 ล้านลูกบาศก์เมตร
- เปลี่ยนผ่านสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า 10,000 คันภายในปี 2030
นอกจากนั้น ยังอยู่ระหว่างการศึกษาเทคโนโลยีเพื่อการลดคาร์บอน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานแห่งอนาคต อาทิ โรงไฟฟ้า SMR กรีนไฮโดรเจน เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (CCUS) ตลอดจนมุ่งพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อจัดการปัญหาของเสียอุตสาหกรรม โดยมีเป้าหมายในการจัดการขยะอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรม การรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลล์ที่หมดอายุ และนำแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่หมดอายุใช้งานมาสร้างประโยชน์
“ภายใต้สถานการณ์ที่ความหลากหลายทางชีวภาพทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยกำลังลดลงอย่างรวดเร็วจากปัจจัยต่าง ๆ เราเล็งเห็นถึงความสำคัญในการเร่งฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอันเป็นหัวใจสำคัญของการสร้าง ‘ผลกระทบเชิงบวกสุทธิ (Net Positive Impact)’ ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดรับกับแผนปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ (2566-2570)
เราจึงตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะไม่มีการสูญเสียพื้นที่ป่าโดยรวม (No Gross Deforestation) ภายในปี 2573 และจะบรรลุผลกระทบเชิงบวกสุทธิทางชีวภาพ (Net Positive Impact on Biodiversity) ภายในปี 2593 ด้วยหลักการ Avoid, Minimize, Restore, Regenerate และ Transform โดยได้ริเริ่มโครงการพัฒนาระบบนิเวศและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ด้วยความร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ บนพื้นที่ 150 ไร่ใน 3 นิคมฯ ในปี 2568 ซึ่งจะเพิ่มเป็น 233 ไร่ใน 8 นิคมฯ ภายในปี 2569” คุณปจงวิชกล่าวเสริม
ด้านคุณสมิทธิ หาเรือนพืชน์ Chief Nature-based Solutions Officer มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้อธิบายถึงหลักการที่อยู่เบื้องหลังการทำงานร่วมกันนี้ว่า “โครงการพัฒนาระบบนิเวศและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่สีเขียวในนิคมอุตสาหกรรม WHA ESIE 2 ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำ Nature-based Solutions มาประยุกต์ใช้เพื่อทำให้พื้นที่สีเขียวในนิคมอุตสาหกรรมมีคุณภาพ และความหลากหลายทางชีวภาพที่ดีขึ้น”
“เราเริ่มต้นโครงการในปี 2568 ด้วยการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพขั้นต้น (Biodiversity Baseline Survey) ทำให้ทราบว่า พื้นที่ดังกล่าว มีพรรณไม้ 89 ชนิด และนก 31 ชนิด รวมถึงสภาพดินที่มีอินทรียวัตถุปานกลาง และความหนาแน่นสูง ข้อมูล ‘Baseline’ เหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญในการวางแผนการฟื้นฟูอย่างเป็นขั้นตอน นอกจากนี้ ยังมีโครงการนำร่องการการพัฒนาและฟื้นฟูความสมบูรณ์ของดิน ผ่านแนวคิดเกษตรเชิงฟื้นฟูและการปรับปรุงดิน (Soil Regenerative) ในพื้นที่นิคมฯ ESIE 3 และนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง 36 (RY36) ให้เตรียมพร้อมต่อการปลูกต้นไม้และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพต่อไปในอนาคต”

- เขตประกอบการอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ สระบุรี (WHA SIL)
- นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ชลบุรี 1 (CIE1)
- นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด (ESIE)
- นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 1 (ESIE1)
- เขตประกอบการอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง (RIL)
นี่จึงอาจเป็นอีกหนึ่งภาพของนิคมอุตสาหกรรม ในการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อม และ Biodiversity อย่างจริงจัง ซึ่งไม่เพียงวางรากฐานสำคัญให้กับธุรกิจ แต่ยังสะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสังคม กับแนวคิดที่มีการผนวกแผนการพัฒนาระบบนิเวศเข้าไปในแผนการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมด้วย






