“OREO” เปิดคาเฟ่ครั้งแรก กลยุทธ์สร้างประสบการณ์ลูกค้า เพื่อเป็นมากกว่าขายในร้านค้าปลีก

OREO Cafe

จากแบรนด์คุกกี้สีดำไส้ครีมที่หลายคนรู้จัก และจดจำได้เป็นอย่างดีในชื่อ OREO” (โอรีโอ) หนึ่งในแบรนด์ขนมของบริษัท Mondelez ที่มีจำหน่ายในทุกช่องทางขาย ไม่ว่าจะเป็นร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต ไปจนถึงร้านค้าปลีกขนาดเล็กที่อยู่ในชุมชน มาวันนี้ได้รุกสร้างประสบการณ์ลูกค้าไปอีกสเต็ป ด้วยการเปิด OREO Café ครั้งแรกของโลก ตั้งชั้น 3 ของร้าน It’Sugar store ในศูนย์การค้า American Dream ในเมือง East Rutherford รัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกา

- Advertisement -

ร้าน OREO Caféให้บริการทั้งเมนูเครื่องดื่ม ทั้งมิลค์เชค ไอศกรีมซันเดย์ ชีสเค้ก ขนมหวานหลากหลายเมนู รวมทั้งเมนูพิเศษอย่าง OREO Donut S’Morewich ที่ประกอบด้วยไอศกรีม OREO วาฟเฟิล โดนัท และคุกกี้ Oreo

นอกจากนี้มีบริการเมนู Twist Your OREO ให้ลูกค้าครีเอทขนมหวานได้เอง โดยขั้นแรกเลือกประเภทขนมหวาน มีทั้งวอฟเฟิล แซนด์วิชไอศกรีม โคน มิลค์เชค จากนั้นเลือกท็อปปิ้งตามที่ตัวเองชอบ

ไม่เพียงแต่เครื่องดื่ม และขนมหวานเท่านั้น ในร้าน OREO Café ยังจำหน่าย Merchandise ของแบรนด์ มีตั้งแต่เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า และสินค้าไลฟ์สไตล์อื่นๆ

Oreo Cafe

 

4 เหตุผลทำไม OREO เปิดคาเฟ่

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ OREO ตัดสินใจเปิดร้านคาเฟ่ของตัวเองครั้งแรกในโลก หลังจากเป็นสินค้าวางจำหน่ายอยู่ในร้านค้าปลีกมายาวนาน มาจากเหตุผลหลักดังนี้

  1. OREO Café เป็นอีกหนึ่ง Touch Point ของการสร้าง “ประสบการณ์ลูกค้า” อีกสเต็ป เพื่อให้เป็นมากกว่าสินค้าที่มีวางจำหน่ายในร้านค้าปลีก และที่สำคัญสามารถสร้างรประสบการณ์ลูกค้าได้แบบ Personalized Experience
  2. สร้าง Brand Loyalty และ Brand Love เนื่องจาก OREO ถือเป็น Iconic Brand คุกกี้ที่คนทั่วโลกรู้จักกันเป็นอย่างดี ที่มาพร้อมกับแมสเสจ “บิด ชิมครีม จุ่มนม” (Twist-Lick-Dunk)ซึ่งกลายมาเป็น Signature ของแบรนด์มาถึงทุกวันนี้ ดังนั้น การเปิดคาเฟ่จึงเป็นกลยุทธ์หนึ่งของการรักษาฐานลูกค้าแฟนคลับแบรนด์
  3. เป็นช่องทางในการได้ Customer Data เพื่อใช้ในการศึกษา และทำความเข้าใจพฤติกรรม และความต้องการของผู้บริโภค สำหรับใช้ต่อยอดธุรกิจ
  4. Diversify โมเดลธุรกิจใหม่ เพื่อเป็นช่องทางการขายของตัวเองที่เข้าตรงถึงผู้บริโภค

Oreo Cafe Oreo Cafe Oreo Cafe

 

Source

Source

Photo Credit: IT’SUGAR