ทำความรู้จักชุดตรวจโควิด “Rapid Antigen Test Kit” พร้อมวิธีอ่านค่า ก่อนซื้อตรวจเองที่บ้าน

ภาพจาก shutterstock

หลังสถานการณ์ผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ยังพุ่งไม่หยุด ตัวเลขแตะหมื่นทุกวัน ทำให้ความต้องการตรวจหาเชื้อโควิด-19 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ปัญหาใหญ่ขณะนี้คือ ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถหาที่ตรวจเชื้อได้ เพราะหลายโรงพยาบาลงดบริการตรวจเชื้อ ขณะที่จุดตรวจเชิงรุกที่มีอยู่ก็มีไม่กี่แห่ง และรองรับได้เพียงวันละ 900-1,200 คนเท่านั้น บางแห่งจึงมีประชาชนจำนวนมากกางเต้นท์นอนข้ามคืนเพื่อให้ได้รับการตรวจ ยิ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อเข้าไปอีก

- Advertisement -

ดังนั้น หนึ่งในมาตรการที่กระทรวงสาธารณสุขนำมาใช้แก้ปัญหาดังกล่าวก็คือ การนำ Rapid Antigen Test หรือ Antigen Test Kit (ATK) มาให้ประชาชนได้ตรวจหาเชื้อได้ด้วยตนเอง เชื่อว่าหลายคนอาจสงสัยกันว่า Rapid Antigen Test Kit คืออะไร เหมือนหรือต่างจากการตรวจด้วยวิธี RT-PCR และใช้งานยังไง Brand Buffet รวบรวมข้อมูลจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อให้ทุกคนเข้าใจเรื่องนี้ให้มากขึ้น ก่อนตรวจโควิด-19 ด้วยตัวเอง

Rapid Antigen Test คืออะไร

ความจริงแล้ว Rapid Antigen Test คือ การตรวจหาเชื้อโควิด-19 อย่างง่ายๆ ก่อนเข้ากระบวนการตรวจชนิดยืนยันจากห้องปฏิบัติการ ด้วยการเก็บตัวอย่างเชื้อจากทางจมูก หรือน้ำลาย วิธีนี้จะรู้ผลเร็วใน 10-30 นาที แต่อาจให้ผลประมาณ 90% เพราะการตรวจจะต้องได้รับเชื้อมาแล้ว 5-14 วัน ไม่อย่างนั้นอาจตรวจไม่พบเชื้อได้

ส่วนการตรวจด้วยวิธี RT-PCR (Real – time Reverse Transcription Polymerase Chain Reaction) เป็นวิธีมาตรฐานในการตรวจหาเชื้อโควิด-19 เพราะให้ผลแม่นยำ และสามารถตรวจจับเชื้อไวรัสได้ตั้งแต่ระยะแรกๆ ที่เกิดโรค ปัจจุบันประเทศไทยก็ตรวจด้วยวิธีนี้ โดยการเก็บตัวอย่างเชื้อจากเสมหะด้วยวิธีแยงจมูกด้วยสำลีพันไม้ หรือ Swab จากนั้นจะนำไปหาเชื้อในห้องปฎิบัติการ แต่วิธีนี้อาจต้องใช้เวลา 24-48 ชั่วโมงถึงทราบผล

สำหรับชุดตรวจแบบเร็ว จะมีด้วยกัน 2 แบบ คือ 1.Rapid Antigen Test เป็นการตรวจหาเชื้อไวรัส โดยจะเก็บตัวอย่างจากทางจมูก และ 2.Rapid Antibody Test เป็นการตรวจหาภูมิคุ้มกัน เก็บตัวอย่างจากการเจาะเลือด โดยชุดตรวจ Rapid Test ที่กระทรวงสาธารณสุขอนุมัติให้ประชาชนใช้ตรวจหาเชื้อด้วยตนเอง จะเป็นชุดตรวจแบบ Rapid Antigen Test ซึ่งปัจจุบันมีขึ้นทะเบียนกับ อย.แล้ว 24 ยี่ห้อ โดยเป็นการอนุญาตให้ใช้ในลักษณะ Professional Use หรือใช้ในบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น ซึ่งในอนาคตจะมีการปรับรูปแบบให้เหมาะสมเพื่อให้ประชาชนทั่วไปสามารถนำไปตรวจหาเชื้อได้เองต่อไป

ชุดตรวจ Rapid Antigen Test ใช้อย่างไร

สำหรับชุดตรวจ Rapid Antigen Test ต้องผ่านการประเมินและขึ้นทะเบียนจาก อย. ภายในชุดตรวจจะประกอบด้วย ตลับทดสอบ หลอดใส่น้ำยาสกัด ฝาหลอดหยด ก้านสำลีสำหรับ Swab และเอกสารกำกับชุดตรวจ ส่วนวิธีการใช้งานนั้น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แนะนำแนวทางการใช้ ดังนี้

ที่มา : https://www3.dmsc.moph.go.th/
  • ตรวจสอบว่าแต่ละชุดทดสอบมีคำแนะนำที่แนบมากับชุดทดสอบว่าสามารถใช้กับตัวอย่างที่เก็บจากบริเวณใด เช่น nasal (โพรงจมูก) nasopharyngeal (โพรงหลังจมูก) oropharyngeal (ช่องปากและลำคอ) หรือน้ำลาย เป็นต้น ควรเลือกใช้ชุดทดสอบที่สามารถเก็บตัวอย่างด้วยตัวเองได้ง่าย
  • ศึกษารายละเอียดขั้นตอนวิธีการทดสอบ การแปลผล จากเอกสารกำกับชุดทดสอบ ก่อนเริ่มทำการทดสอบ
  • ล้างมือให้สะอาด พร้อมใส่อุปกรณ์ป้องกัน เช่น PPE ถุงมือ ก่อนทำการเก็บตัวอย่าง เพื่อรักษาความสะอาดของมือที่จะหยับจับอุปกรณ์
  • ทำการเก็บตัวอย่างให้ถูกต้อง โดยให้นำขวดน้ำยาสกัดเทลงในหลอดเก็บตัวอย่างที่มากับชุดตรวจ โดยเทให้ถึงบริเวณขอบหลอดที่กำหนด จากนั้นเก็บตัวอย่างที่จะตรวจ โดยจุ่มไม้ Swab ลงในหลอดที่มีน้ำยาสกัด หมุนและบับอย่างน้อย 5 รอบ จากนั้นนำ ไม้ Swab ออก แล้วปิดด้วยฝาหลอดหยอด พร้อมหยดน้ำยาลงในตลับทดสอบตามจำนวนที่ชุดตรวจกำหนด แล้วรออ่านผลประมาณ 15-30 นาที
ที่มา : https://www3.dmsc.moph.go.th/

วิธีอ่านค่าผลตรวจ

หลังรออย่างน้อย 30 นาทีแล้ว ให้อ่านค่าจากผลการทดสอบ ให้สังเกตที่ตัวอักษร C ในตลับทดสอบ หมายถึงแถบควบคุม หากเส้นไม่ขึ้นเท่ากับว่าวิธีตรวจไม่ถูกต้อง ต้องหาชุดตรวจใหม่อีกครั้ง แต่ถ้าเส้นตัว C ขึ้น แสดงว่าทำถูกต้อง จากนั้นให้อ่านค่าที่ตัวอักษร T โดยมีวิธีการอ่านผลตรวจ ดังนี้

  • หากมี “ขีดเดียว” แปลว่า ผลตรวจเป็นลบ หรือ ไม่ติดเชื้อ
  • หากมี “2 ขีด” แปลว่า ผลตรวจเป็นบวก หรือ ติดเชื้อ ซึ่งควรได้รับการตรวจยืนยันด้วยวิธี RT-PCR อีกครั้ง

Rapid Antigen Test ราคาเท่าใด ซื้อได้ที่ไหน

สำหรับคำถามว่า แล้วจะหาชุดตรวจ Rapid Antigen Test ได้ที่ไหน โดยในช่วงแรกนี้จะนำร่องใช้ในสถานพยาบาลก่อน ได้แก่ โรงพยาบาล คลินิกต่างๆ และอนาคตจะมีการประกาศให้ประชาชนทั่วไปซื้อได้เอง คาดว่าน่าจะประมาณสัปดาห์หน้า โดยจะวางจำหน่ายผ่านร้านขายยาที่มีเภสัชกรควบคุม เพื่อให้เภสัชกรเป็นผู้ให้คำแนะนำในการใช้อย่างถูกต้อง ส่วนราคานั้นคาดว่าอยู่ที่ประมาณ 300-400 บาท