ยูนิลีเวอร์ ทยอยเปลี่ยนแพ็กเกจจิ้งขวดพลาสติก เป็นขวดกระดาษ นำร่องน้ำยาซักผ้า “OMO”

Unilever New Packaging Design for Sustainability

“ยูนิลีเวอร์” เปิดตัวนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ขวดน้ำยาซักผ้าที่ทำมาจาก “กระดาษ” แทนการใช้ขวดพลาสติก โดยแบรนด์ต้นแบบที่ทดลองเปลี่ยนคือ OMO (โอโม) หรือที่รู้จักกันในชื่อ Persil, Skip และ Breeze (ยกเว้นประเทศไทย ที่มีทั้งแบรนด์โอโม และบรีส)​ โดยพัฒนาร่วมกับกลุ่มบริษัท Pulpex ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง Unilever, Diageo, Pilot Lite และสมาชิกในอุตสาหกรรมอื่นๆ

- Advertisement -

กระดาษที่นำมาใช้ทำบรรจุภัณฑ์ ทำมาจากเยื่อกระดาษที่มาจากแหล่งยั่งยืน และภายในขวดมีการฉีดพ่นสารเคลือบกันน้ำ ซึ่งได้รับการจดสิทธิบัตร ทำให้ขวดกระดาษนี้ สามารถบรรจุผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคที่เป็นของเหลวได้ เช่น น้ำยาซักผ้า แชมพู ครีมนวด ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้ประกอบด้วยสารลดแรงตึงผิว น้ำหอม และสารออกฤทธิ์อื่นๆ

จะลดปัญหาขยะพลาสติกได้ ต้อง “Rethink” ตั้งแต่การออกแบบบรรจุภัณฑ์

Richard Slater ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิจัยและพัฒนา บริษัท ยูนิลีเวอร์ กล่าวว่า เพื่อจัดการกับปัญหาขยะพลาสติก เราจำเป็นต้องคิดใหม่ทั้งหมดว่าเราจะออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์สินค้าอย่างไร ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ต้องสร้างความร่วมมือกันทั้งอุตสาหกรรม

“นวัตกรรมวัสดุทางเลือก เป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์การพัฒนาบรรุจภัณฑ์ยั่งยืนของยูนิลีเวอร์ และมีบทบาทสำคัญในความมุ่งมั่นของเราที่จะลดการใช้พลาสติกใหม่ (Virgin Plastic) ลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2025

เนื่องจากผู้บริโภคตระหนักถึงผลกระทบของผลิตภัณฑ์ที่มีต่อโลกมากขึ้น โดยปัจจุบันการเลือกซื้อสินค้า ผู้บริโภคได้พิจารณาปัจจัยด้านความยั่งยืน รวมทั้งบรรจุภัณฑ์ และสินค้าที่มีส่วนช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

ผลิตภัณฑ์น้ำยาซักผ้า OMO ในขวดกระดาษนี้ เตรียมเปิดในบราซิลช่วงต้นปี 2022 จากนั้นจะเปิดตัวในยุโรป และประเทศอื่นๆ ตามมา

Unilever New Packaging Design_OMO

Corporate Purpose มุ่งลดการใช้พลาสติก

“ยูนิลีเวอร์” ได้กำหนดพันธกิจลดการใช้พลาสติกใน 3 แกน ภายใต้กรอบของการพัฒนานวัตกรรม ดังนี้

Less Plastic ลดปริมาณการใช้พลาสติกในบรรจุภัณฑ์ ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์สูตรเข้มข้น สำหรับเจือจางกับน้ำเปล่า เพื่อลดขนาดบรรจุภัณฑ์

ตัวอย่างเช่นน้ำยาซักผ้า OMO สูตรเข้มข้น 6 เท่า ให้นำไปผสมน้ำและเทลงในขวดขนาด 3 ลิตร โดยบรรจุภัณฑ์ประกอบด้วยพลาสติกน้อยกว่า 72% และใช้พลาสติกรีไซเคิลหลังการบริโภค (Post-Consumer Recycled : PCR) 50%

ยูนิลีเวอร์มองว่าไม่ใช่แค่ดีต่อสิ่งแวดล้อม แต่ผู้บริโภคยังได้ความคุ้มค่าคุ้มราคาจากผลิตภัณฑ์สูตรเข้มข้น ที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย 20 – 25% ต่อการซัก เมื่อเปรียบเทียบกับ OMO สูตรมาตรฐาน

“Better Plastic” สินค้าที่ใช้บรรจุภัณฑ์รีไซเคิล ตัวอย่างเช่นปัจจุบันแบรนด์ Dove ในยุโรป และอเมริกาเหนือ เปลี่ยนไปใช้ขวดรีไซเคิล 100% แล้ว และยูนิลีเวอร์ยังเตรียมเปลี่ยนหลอดยาสีฟันเป็นวัสดุรีไซเคิลภายในปี 2025

“No Plastic” ใช้วัสดุทางเลือกที่ไม่มีส่วนผสมพลาสติก เช่น อลูมิเนียม แก้ว กระดาษ หรือวัสดุที่สามารถนำมาพัฒนาเป็นบรรจุภัณฑ์ได้

ตัวอย่างเช่นแบรนด์ Seventh Generation เปิดตัวกลุ่มผลิตภัณฑ์ Zero-plastic, แบรนด์ผลิตภัณฑ์ชา PG Tips นำฟิล์มพลาสติกออกจากกล่อง นอกจากนี้เปิดตัวถุงชาทำมาจากวัสดุที่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (Biodegradable)

นอกจากนี้ ในชิลี “ยูนิลีเวอร์” จับมือกับ “Algramo” นำเสนอโมเดล Refill ส่งตรงถึงบ้านผู้บริโภค ขณะที่ในสหราชอาณาจักร ร่วมมือกับเชนค้าปลีกรายใหญ่ “Asda” และ “Beauty Kitchen” ให้บริการตู้ Refill สินค้าอุปโภคบริโภคในเครือยูนิลีเวอร์

ขณะที่เป้าหมายใหญ่ของยูนิลีเวอร์ ปักหมุดใน 3 ด้านใหญ่ที่จะต้องบรรลุผลภายในปี 2025 ประกอบด้วย

– ลดการใช้พลาสติกใหม่ลงครึ่งหนึ่ง และลดการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ทำพลาสติก 100% ให้ได้มากกว่า 100,000 ตัน

– รวบรวม และแปรรูปบรรจุภัณฑ์พลาสติก เพื่อให้แน่ใจได้ว่าบรรจุภัณฑ์นั้น ถูกนำกลับไปใช้ใหม่ รีไซเคิล หรือย่อยสลาย

– เพิ่มการใช้วัสดุพลาสติกรีไซเคิลหลังการบริโภคในบรรจุภัณฑ์อย่างน้อย 25%

 

Source