HomeBrand Move !!“ยูนิลีเวอร์” เปิดยุทธศาสตร์ตลาด FMCG ดันไทยส่งออก ชูนวัตกรรม – AI พัฒนาสินค้าราคาเข้าถึงง่าย ตอบโจทย์กลุ่มฉลาดซื้อ

“ยูนิลีเวอร์” เปิดยุทธศาสตร์ตลาด FMCG ดันไทยส่งออก ชูนวัตกรรม – AI พัฒนาสินค้าราคาเข้าถึงง่าย ตอบโจทย์กลุ่มฉลาดซื้อ

แชร์ :

“ยูนิลีเวอร์” บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ระดับโลก ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมาอย่างยาวนานกว่า 94 ปี โดย 99% ของ 25 ล้านครัวเรือนไทยใช้สินค้าของยูนิลีเวอร์ 3 ครั้งต่อวัน จากแบรนด์ต่างๆ ที่ทำตลาดในไทยกว่า 40 แบรนด์ ครอบคลุม 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ ความงาม (Beauty& Wellbeing) ผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล (Personal Care) ผลิตภัณฑ์ดูแลบ้าน (Home Care) และอาหาร (Food)

THINK THAILAND : NEXT LEVEL

Santos Or Jaune

ภายใต้สถานการณ์ที่มีความท้าทายจากสงครามตะวันออกกลาง ส่งผลต่อต้นทุนและซัพพลายเชนทั่วโลก เศรษฐกิจปัจจุบันที่กระทบกำลังซื้อ รวมทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงเร็ว คุณอาซีม ปุริ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย วางยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนตลาด FMCG ของยูนิลีเวอร์ ไว้ดังนี้

1. สินค้าราคาเข้าถึงง่ายตอบโจทย์กลุ่มฉลาดซื้อ

แม้สถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง ส่งผลต่อต้นทุนและซัพพลายเชนทั่วโลก แต่ยูนิลีเวอร์ ยังคงจำหน่ายสินค้ากลุ่ม FMCG ในราคาย่อมเยา เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่ายและยังไม่ขึ้นราคา แต่หากต้องปรับราคาก็จะขึ้นให้น้อยที่สุด รวมทั้งหาวิธีลดต้นทุน จัดโปรโมชั่นร่วมกับร้านค้าโมเดิร์นเทรนด์และโชห่วยอย่างต่อเนื่อง

โดยใช้วิธีบริหารวัตถุดิบและซัพพลายเชนแบบ Economy of Scale กระจายหาแหล่งวัตถุดิบจากทั่วโลก จากการเป็นบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ เพื่อประหยัดต้นทุน ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนที่ผ่านมาฐานการผลิตในไทยไม่ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนวัตถุดิบ

“เรามุ่งมั่นดูแลให้ผลิตภัณฑ์มีราคาที่จับต้องได้ เข้าถึงง่าย และรักษาขีดความสามารถการแข่งขัน เพื่อให้ผู้บริโภคไม่รู้สึกว่าราคาสินค้าในตลาดกำลังปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่าเราจะเผชิญกับความท้าทายด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นก็ตาม ซึ่งได้ร่วมมือกับทีมซัพพลายเชนและฝ่ายจัดซื้ออย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าราคาจะยังคงแข่งขันในตลาดได้”

นอกจากนี้ยูนิลีเวอร์ยังสนับสนุนนโยบายรัฐบาลช่วยประชาชนลดค่าครองชีพในโครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดราคาสินค้าสูงสุด 50% ในร้านค้ากว่า 75,000 แห่งทั่วประเทศ

สถานการณ์เศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อ แต่พบว่าพฤติกรรมผู้บริโภคไทย ไม่ลดทอนคุณภาพสินค้า โดยต้องการสินค้าคุณภาพดีและราคาคุ้มค่า จึงปรับวิธีการซื้อ โดยซื้อสินค้าแพ็คเกจขนาดใหญ่มีปริมาณเยอะ (Mega Value) เมื่อเปรียบเทียบราคาแล้วคุ้มค่ามากกว่าซื้อขนาดเล็ก และใช้ได้เป็นเวลานาน 3-4 เดือน พบว่าสินค้าปริมาณ 2-3 ลิตรขายดีกว่าไซซ์เล็ก

ส่วนพฤติกรรมซื้อสินค้าออนไลน์จะกดสินค้าใส่ตระกร้าไว้ก่อน เมื่อมีโปรโมชั่นจึงสั่งซื้อ เห็นได้ว่าพฤติกรรมผู้บริโภคไทย “ฉลาดซื้อ” มีการเปรียบเทียบราคาและปริมาณ เพื่อเลือกสินค้าที่ดีที่สุดและคุ้มค่าในภาวะเศรษฐกิจท้าทาย

2. ผลักดันไทยฐานผลิตสินค้านวัตกรรม-ส่งออก

ยูนิลีเวอร์ มีฐานการผลิตในไทย 2 แห่ง มีโรงงานผลิต 7 โรงงาน ใช้ศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรม (Innovation Hub) และศูนย์กลางการจัดหาสินค้าระดับโลก (Global Sourcing Hub) เพื่อส่งออกสินค้าจากประเทศไทยไปจำหน่ายทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ความงามและอาหาร ปัจจุบันส่งออกยังประเทศต่างๆ กว่า 60 ประเทศทั่วโลก

วางกลยุทธ์เชิงรุกในการทำให้ประเทศไทยเป็นตลาดนวัตกรรมและการส่งออกระดับโลก โดยพัฒนาผลิตภัณฑ์ในประเทศไทยเพื่อส่งออกไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ รวมทั้งเพิ่งเปิดตัวสินค้าหลายรายการในยุโรปและกำลังเริ่มขยายตลาดในอเมริกาเหนือ

ปัจจุบันได้ส่งออกสินค้าจากประเทศไทยไปแล้วมากกว่า 100 ล้านชิ้น โดยตั้งเป้าที่จะเพิ่มมูลค่าการส่งออกจากประเทศไทยและสร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ซึ่งจะช่วยสร้างงาน สร้างฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง และนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาสู่ประเทศไทย

โดยมีเครือข่ายวิจัยและพัฒนา (R&D) ระดับโลก ประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์กว่า 4,500 คน ผู้จบการศึกษาระดับปริญญาเอกกว่า 500 คน และสิทธิบัตรมากกว่า 16,500 ฉบับทั่วโลก

ศูนย์วิจัยและพัฒนาของยูนิลีเวอร์ในประเทศไทย มีนักวิทยาศาสตร์ 98 คนที่ร่วมกันคิดค้นผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการและเทรนด์ของผู้บริโภคชาวไทย พร้อมส่งออกไปยังตลาดโลก โดยมีผลิตภัณฑ์ชั้นนำมากมายที่พัฒนาขึ้นในประเทศไทย อาทิ วาสลีน กลูต้า-ไฮยา (Vaseline Gluta-Hya) คนอร์ ผงมะนาว (Knorr Lime Powder) ปี 2569 ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ไปแล้ว 30 รายการ

3. เข้าใจผู้บริโภคด้วย Data, AI และ Insight

ยูนิลีเวอร์ ได้นำ AI ขั้นสูงและการวิเคราะห์ข้อมูล มาใช้ทำความเข้าใจความต้องการ พฤติกรรม และเทรนด์ทางวัฒนธรรมใหม่ๆ ของผู้บริโภคแบบเรียลไทม์ การผสานข้อมูลธุรกิจ การค้นหา (Search) พฤติกรรมบนโซเชียลมีเดีย แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และเทรนด์ไลฟ์สไตล์ ทำให้พบข้อมูลเชิงลึก (Insight) ที่สามารถนำไปต่อยอดพัฒนาสินค้าได้จริงอย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น ออกแบบนวัตกรรมสินค้าที่สอดรับกับวิถีชีวิตจริงของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด

ปัจจุบันเครื่องมือ AI ที่ใช้สามารถดึงข้อมูลเชิงลึกได้ภายในเวลาไม่กี่นาทีแทนที่จะต้องใช้เวลาหลายวัน ช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและรวดเร็ว ทั้งยังรับรองได้ว่านวัตกรรมใหม่ๆ จะตอบโจทย์ผู้บริโภค

“ยูนิลีเวอร์” มีหลักการสร้างสรรค์นวัตกรรมภายใต้กรอบแนวคิด SASSY ซึ่งประกอบไปด้วย Science (วิทยาศาสตร์), Aesthetics (สุนทรียศาสตร์), Sensorials (ประสาทสัมผัส), Shared by Others (การแบ่งปัน/บอกต่อ) และ Young Spirited (มีจิตวิญญาณของคนรุ่นใหม่) ซึ่งเป็นแนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ มอบประสบการณ์ และสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภค

4. ตอบโจทย์เทรนด์มาแรง

– เทรนด์ออนไลน์ ช้อปปิ้งยังคงเติบโตสูงในประเทศ ยูนิลีเวอร์ได้วางจำหน่ายสินค้าครบทุกแพลตฟอร์มในช่องทางอีคอมเมิร์ซ รวมทั้งการพัฒนาสินค้าเพื่อจำหน่ายผ่านออนไลน์โดยเฉพาะ

– พัฒนาสินค้าและแพ็คเกจที่เหมาะกับกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่เดินทางมาไทยปีละ 30 ล้านคน ซึ่งเป็นอีกกลุ่มกำลังซื้อสำคัญ โดยศึกษาว่าใช้ผลิตภัณฑ์อะไรในประเทศไทยในช่วงที่ท่องเที่ยว

– ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย มีจึงโอกาสในกลุ่มสินค้าความงาม Anti-aging สินค้าดูแลสุขภาพ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร กลุ่ม Wellness

– ครอบครัวไทยเล็กลง เกิดเทรนด์ Solo Economy เศรษฐกิจรูปแบบใหม่สำหรับประชากรที่อาศัยอยู่คนเดียว กลุ่มคนโสด กลุ่ม Pet Parent มองโอกาสพัฒนาสินค้าตอบโจทย์กลุ่มเหล่านี้โดยเฉพาะ

– ใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม เพื่อพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการ ปัจจุบัน AI สามารถพัฒนาสินค้าใหม่ได้ในเวลา 3-6 เดือน จากเดิมต้องใช้เวลา 1 ปีครึ่ง

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของยูนิลีเวอร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีผู้บริโภคเป็นผู้กำหนดเทรนด์ใหม่ๆ ทั้งในด้านสุขภาพ ความงาม และการใช้ชีวิตประจำวัน โดยนำศักยภาพระดับโลกของยูนิลีเวอร์มาพัฒนาสินค้านวัตกรรมที่สอดคล้องกับความต้องการและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคอย่างครอบคลุม เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคไทยอย่างต่อเนื่อง

 


แชร์ :

You may also like